บทความเกี่ยวกับ : ปากบวม
ปากบวม อาการนี้เกิดจากอะไร แบบไหนอันตรายและควรพบแพทย์
ปากบวมเกิดจากอะไร อันตรายไหม และควรดูแลอย่างไร
อาการปากบวมเป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่สาเหตุทั่วไปอย่างการบาดเจ็บเล็กน้อย การถูกแมลงกัดต่อย ไปจนถึงสัญญาณเตือนของอาการแพ้อย่างรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งระดับความรุนแรงของแต่ละอาการนั้นมีความแตกต่างกันออกไปตามต้นเหตุที่พบ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของอาการปากบวม จึงเป็นเรื่องที่จะช่วยให้เราประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องว่ากรณีใดสามารถดูแลได้ด้วยตนเองที่บ้าน หรือกรณีใดที่ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน บทความนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักถึงสาเหตุที่พบบ่อย วิธีการสังเกตอาการผิดปกติที่เสี่ยงอันตราย พร้อมแนวทางการดูแลรักษาเบื้องต้นอย่างถูกวิธี
ปากบวม คืออะไร
ปากบวม (Swollen Lips) คือ สภาวะที่ริมฝีปากมีลักษณะขยายใหญ่ขึ้น หนาขึ้น หรือเต่งตึงผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการสะสมของของเหลวใต้เนื้อเยื่อริมฝีปาก หรือมีการอักเสบเกิดขึ้นภายในโครงสร้างของเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณนั้น โดยอาการนี้อาจเกิดขึ้นกับริมฝีปากเพียงบางส่วน ริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง หรือปากบวมพร้อมกันทั้งสองส่วน โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุที่มากระตุ้น

ปากบวม สาเหตุเกิดจากอะไร มีวิธีการดูแลและป้องกันอย่างไร
ผลลัพธ์หลังรับบริการ ดูแลรักษาปากบวม ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ปากบวมเกิดจากอะไร
การที่อยู่ดี ๆ เรามีอาการปากบวมเกิดขึ้นนั้น มักมีที่มาได้จากหลายปัจจัยที่มีความแตกต่างกัน ทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสารแปลกปลอม ซึ่งลักษณะของการปากบวมในแต่ละรูปแบบ สามารถจำแนกสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อย ดังนี้
ปากบวมจากอาการแพ้
ถือเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างเฉียบพลัน เช่น อาหาร ยา หรือเครื่องสำอาง โดยทั่วไปอาการปากบวมจากการแพ้มักจะมาพร้อมกับอาการคัน ยิบ ๆ หรือมีผื่นแดงขึ้นตามร่างกายร่วมด้วย หากเป็นการแพ้ในระดับรุนแรงอาจทำให้ปากบวม มากจนหายใจลำบากซึ่งถือเป็นภาวะอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที การสังเกตว่าเราเพิ่งสัมผัสหรือรับประทานอะไรก่อนเกิดอาการจะช่วยให้ระบุสารที่แพ้ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้การดูแลเบื้องต้นมักใช้ยาแก้แพ้เพื่อช่วยลดการอักเสบและอาการปากบวมให้ทุเลาลง
ปากบวมจากการอักเสบหรือการติดเชื้อ
การติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา ล้วนส่งผลให้เนื้อเยื่ออ่อนบริเวณริมฝีปากเกิดการอักเสบและทำให้ปากบวมได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโรคเริม (Herpes Simplex) ซึ่งมักจะเริ่มจากอาการคันแล้วตามด้วยตุ่มน้ำใสจนดูเหมือนปากบวมเป็นจุด ๆ นอกจากนี้การติดเชื้อแบคทีเรียจากการมีแผลเปิดเล็ก ๆ บริเวณมุมปากก็อาจลุกลามจนทำให้มีอาการบวมแดงและเจ็บปวดอย่างมาก การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพตามชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ปากบวม มากขึ้นและป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด
ปากบวมจากการบาดเจ็บ
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เช่น การหกล้มปากกระแทกพื้น การถูกของแข็งกระแทก หรือแม้แต่การกัดริมฝีปากตัวเองโดยไม่ตั้งใจ มักทำให้เส้นเลือดฝอยแตกและเกิดอาการ ปากบวม เนื่องจากเลือดและของเหลวคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อ ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ ปากบวม อาจจะมีสีคล้ำหรือมีเลือดออกร่วมด้วย ซึ่งการประคบเย็นทันทีจะช่วยลดความรุนแรงของการบวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากการกระแทกนั้นไม่รุนแรงจนถึงขั้นเป็นแผลฉกรรจ์ อาการ ปากบวม มักจะค่อย ๆ ยุบลงและหายเป็นปกติได้เองภายในระยะเวลาไม่กี่วันโดยไม่ต้องรักษาซับซ้อน
ปากบวมจากการทำหัตถการบริเวณปาก
ในปัจจุบันการเสริมความงามและการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นที่นิยมมาก เช่น โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ปากหรือการทำฟัน ซึ่งมักส่งผลข้างเคียงทำให้ปากบวมได้ในระยะ 1-3 วันแรกหลังทำ โดยเฉพาะการฉีดสารเติมเต็มที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อจนมองเห็นว่าปากบวมได้อย่างชัดเจนในช่วงแรก ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่ตอบสนองต่อเข็มและตัวยา อย่างไรก็ตามหากอาการปากบวมไม่ลดลงหลังจากผ่านไปหลายวัน หรือมีอาการปวดแสบปวดร้อนผิดปกติ ควรกลับไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบว่ามีการอักเสบติดเชื้อหรือการแพ้สารที่ใช้หรือไม่
ปากบวมจากการศัลยกรรมบริเวณปาก
การผ่าตัดศัลยกรรม เช่น การทำปากกระจับหรือการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างปาก ถือเป็นการรบกวนเนื้อเยื่ออย่างรุนแรงจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดอาการปากบวมอย่างมากในช่วงสัปดาห์แรก แพทย์มักจะแนะนำให้คนไข้ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดเพื่อลดโอกาสที่ปากบวมนานเกินความจำเป็น เช่น การประคบเย็นและการทานยาลดบวมตามสั่ง การเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของการศัลยกรรมมักจะต้องรอให้ความช้ำ และอาการปากบวมหายสนิทเสียก่อนซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ หากดูแลแผลไม่สะอาดอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน จนทำให้แผลอักเสบและส่งผลให้ยิ่งบวมมากขึ้นกว่าเดิม
ปากบวมจากแมลงกัดต่อย
เมื่อถูกแมลงหรือสัตว์มีพิษ เช่น มด ตะขาบ หรือผึ้ง ต่อยเข้าที่บริเวณริมฝีปาก พิษของแมลงจะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบเฉพาะที่ทำให้ปากบวมแดง และเจ็บปวดอย่างรวดเร็ว ในบางรายที่มีอาการระคายเคืองง่ายอาจพบว่าปากบวมใหญ่ขึ้น จนเสียรูปทรงชั่วคราวและอาจมีอาการปวดตุบ ๆ บริเวณที่โดนกัด การปฐมพยาบาลด้วยการล้างน้ำสะอาด และประคบเย็น จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บและลดการกระจายของพิษได้ แต่หากมีอาการหน้ามืดหรือผื่นขึ้นทั่วตัวร่วมกับอาการปากบวม ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดอาการช็อกจากการแพ้พิษแมลงได้
ปากบวมจากภาวะสุขภาพหรือโรคบางชนิด
นอกจากสาเหตุภายนอกแล้ว โรคประจำตัวหรือภาวะขาดสารอาหารบางอย่างก็อาจสะท้อนออกมาผ่านอาการปากบวมได้เช่นกัน เช่น โรคตับ โรคไต หรือภาวะโปรตีนในเลือดต่ำที่ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ในเนื้อเยื่อผิดปกติ หรือแม้แต่กลุ่มโรคหายากอย่างบวมใต้ผิวหนังตามพันธุกรรม (Hereditary Angioedema) ที่ทำให้มีอาการปากบวมซ้ำ ๆ โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน หากคุณพบว่าตนเองมีอาการปากบวมบ่อยครั้งโดยไม่ได้มีปัจจัยกระตุ้นจากการแพ้หรือบาดเจ็บ การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กการทำงานของระบบภายในร่างกายอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อค้นหาต้นเหตุที่แท้จริง
ลักษณะของอาการปากบวม
การสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับอาการปากบวม จะช่วยให้เราสามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าร่างกายกำลังเผชิญกับสภาวะใด เนื่องจากลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนไปของอาการปากบวม มักจะบ่งบอกถึงต้นเหตุของปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
• ความรู้สึกเจ็บปวดหรือตึง เมื่อเกิดอาการปากบวม เนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปากจะขยายตัวจนทำให้รู้สึกตึงและผิวหนังบริเวณนั้นดูเต่งผิดปกติ ในบางรายอาจมีความรู้สึกปวดตุบ ๆ หรือเจ็บแปลบเมื่อมีการขยับปากหรือสัมผัสโดน ซึ่งความรุนแรงของความเจ็บปวดมักจะแปรผันตามสาเหตุที่ทำให้ปากบวม เช่น การอักเสบหรือการกระแทก
• การเปลี่ยนสี ลักษณะสีของริมฝีปากที่เปลี่ยนไปสามารถระบุประเภทความผิดปกติได้ โดยหากปากบวมร่วมกับมีสีแดงก่ำมักเกิดจากการแพ้หรือการอักเสบติดเชื้อ แต่ถ้าพบว่ามีสีเขียวคล้ำหรือม่วงช้ำมักเกิดจากการกระแทกจนมีเลือดคั่งอยู่ภายใน ทั้งนี้การที่ปากบวมแล้วเปลี่ยนเป็นสีซีดผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของการไหลเวียนเลือดที่ผิดพลาดได้เช่นกัน
• อาการคันและผิวแห้ง ในกรณีที่อาการปากบวมมีสาเหตุมาจากการแพ้สารเคมีหรือสิ่งสัมผัส มักจะมีอาการคันยุบยิบหรือความรู้สึกยิบ ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ นอกจากนี้เมื่ออาการบวมเริ่มทุเลาลง ผิวบริเวณที่เคยปากบวมอาจจะแห้งตึง ลอกเป็นขุย หรือมีการระคายเคืองต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยการบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ
• ตุ่มพองหรือแผล หากลักษณะของอาการปากบวม มาพร้อมกับตุ่มน้ำใสขนาดเล็กหรือแผลพุพอง มักเป็นสัญญาณของการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคเริม หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง อาการลักษณะนี้มักจะทำให้รู้สึกแสบร้อนมากกว่าปกติ และหากปล่อยไว้จนตุ่มแตกอาจส่งผลให้ปากบวมมากขึ้นและเสี่ยงต่อการติดเชื้อลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง
• ความสม่ำเสมอของการบวม ลักษณะการกระจายตัวของอาการปากบวม อาจเกิดขึ้นเพียงจุดเดียว เช่น มุมปากข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจบวมกระจายไปทั่วทั้งริมฝีปากบนและล่างอย่างเท่ากัน หากพบว่าปากบวมเพียงจุดเดียวมักมีสาเหตุเฉพาะที่อย่างแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ถ้าบวมอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งปากมักจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากระบบภายในร่างกาย

ปากบวม สาเหตุเกิดจากอะไร มีวิธีการดูแลและป้องกันอย่างไร
ผลลัพธ์หลังรับบริการ ดูแลรักษาปากบวม ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
อาการปากบวม อันตรายไหม
อาการปากบวมอาจมีความรุนแรงที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุ หากบวมเพียงเล็กน้อยจากการกระแทกมักไม่เป็นอันตรายและหายได้เอง แต่ถ้ามีอาการปากบวมอย่างรวดเร็วร่วมกับหายใจติดขัดหรือแน่นหน้าอก จะถือว่าเป็นสัญญาณของอาการแพ้อย่างรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต ดังนั้นการเฝ้าสังเกตความผิดปกติควบคู่ไปกับอาการปากบวมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาจากแพทย์ได้อย่างทันท่วงที
อาการปากบวมที่ไม่เป็นอันตราย
โดยส่วนใหญ่อาการปากบวมที่เกิดขึ้นมักมีระดับความรุนแรงที่ไม่น่ากังวล หากไม่มีสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ซึ่งลักษณะของการปากบวมที่สามารถเฝ้าดูอาการและดูแลตนเองเบื้องต้นได้นั้นมีรายละเอียด ดังนี้
• ปากบวมเล็กน้อยไม่มีอาการปวดรุนแรง ลักษณะอาการปากบวม ในรูปแบบนี้มักจะทำให้รู้สึกเพียงแค่ความไม่สบายตัวหรือความรำคาญบริเวณริมฝีปากเท่านั้น โดยจะไม่มีอาการเจ็บปวดที่แหลมคมหรือการอักเสบแดงที่ลุกลามจนผิดสังเกต หากพบว่า ปากบวม เพียงเล็กน้อยและค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อเวลาผ่านไป ก็ถือว่าเป็นภาวะปกติที่เนื้อเยื่อกำลังฟื้นฟูตัวเองและไม่จัดว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย
• ปากบวมจากการแพ้เล็กน้อย หากเกิดอาการปากบวม หลังจากสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเบื้องต้น เช่น ลิปสติกหรืออาหารบางชนิด แต่ไม่มีอาการหายใจไม่ออกร่วมด้วย มักจะเป็นเพียงปฏิกิริยาเฉพาะจุดเท่านั้น แม้จะทำให้ปากบวมดูน่ากังวลในช่วงแรกแต่หากหยุดสัมผัสสิ่งที่แพ้อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองได้โดยการรับประทานยาแก้แพ้ตามคำแนะนำของเภสัชกร
• ปากบวมหลังทำหัตถการความงาม เป็นเรื่องปกติที่จะพบอาการปากบวม หลังจากเข้ารับการฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์หรือการสักปาก เนื่องจากเนื้อเยื่ออ่อนได้รับบาดเจ็บจากปลายเข็มและการได้รับตัวยาเข้าไปสะสมชั่วคราว ความรู้สึกปากบวมในลักษณะนี้จะอยู่ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกก่อนที่จะค่อย ๆ ยุบตัวลงสู่สภาวะปกติ ซึ่งถือเป็นกระบวนการซ่อมแซมแผลตามธรรมชาติ
• ปากบวมจากการกัดปากหรือกระแทกเล็กน้อย อุบัติเหตุในชีวิตประจำวันอย่างการเผลอกัดริมฝีปากขณะรับประทานอาหาร หรือการเดินชนสิ่งของจนทำให้ปากบวม มักจะส่งผลให้เกิดรอยช้ำหรือห้อเลือดเฉพาะจุดเท่านั้น แม้ว่าแรงกระแทกจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ปากบวม ดูเต่งตึงและเปลี่ยนสีไปบ้าง แต่ตราบใดที่ไม่มีแผลฉีกขาดขนาดใหญ่หรือเลือดออกไม่หยุด ก็สามารถหายเองได้
• ปากบวมร่วมกับอาการตึงหรือชาเล็กน้อย ในบางกรณีที่มีอาการ ปากบวม พร้อมกับความรู้สึกชาหรือตึงผิวหนังบริเวณรอบ ๆ ริมฝีปาก มักมีสาเหตุมาจากการใช้ยาชาในการทำฟันหรือปฏิกิริยาชั่วคราวของเส้นประสาทส่วนปลาย การที่ปากบวมร่วมกับอาการชาเล็กน้อยเช่นนี้จะหายไปเองเมื่อฤทธิ์ยาหมดลงหรือการไหลเวียนของเลือดกลับมาเป็นปกติ โดยไม่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ
• ปากบวมที่ไม่ลามไปยังลิ้น คอ หรือใบหน้า ตราบใดที่อาการปากบวมยังคงจำกัดพื้นที่อยู่เพียงแค่บริเวณริมฝีปากบนหรือริมฝีปากล่าง และไม่กระจายตัวไปยังส่วนอื่น ๆ ของใบหน้าหรือลำคอ ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่อันตราย ความรุนแรงของอาการปากบวม ชนิดนี้มักจะไม่ส่งผลต่อระบบภายในร่างกาย จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องภาวะช็อกจากการแพ้รุนแรง
อาการปากบวมที่ควรระวัง
แม้ว่าอาการโดยทั่วไปจะดูไม่รุนแรง แต่ในบางกรณีการมีอาการปากบวม อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะวิกฤตที่ร่างกายกำลังเผชิญกับอันตรายอย่างเฉียบพลัน ซึ่งลักษณะของอาการปากบวมที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างเร่งด่วนมีรายละเอียด ดังนี้
• ปากบวมร่วมกับทางเดินหายใจผิดปกติ อาการปากบวมพร้อมกับรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจมีเสียง หรือหายใจลำบากติดขัด ถือเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแพ้รุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากทางเดินหายใจอาจเริ่มตีบตันจากการอักเสบภายในจนส่งผลกระทบต่อระบบการแลกเปลี่ยนออกซิเจน การปล่อยให้ปากบวมร่วมกับอาการหายใจผิดปกติไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะหยุดหายใจได้
• ปากบวมลามไปที่อื่น เมื่อสังเกตพบว่าอาการปากบวม ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่บริเวณริมฝีปาก แต่เริ่มมีการบวมลามไปที่ลิ้น ลำคอ หรือลามขึ้นไปทั่วทั้งใบหน้าและรอบดวงตาอย่างรวดเร็ว อาการนี้แสดงถึงปฏิกิริยาการแพ้ที่กระจายตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อส่วนลึกซึ่งเสี่ยงต่อการที่ลำคอจะบวมจนปิดกั้นทางลมหายใจได้ ความรุนแรงของอาการปากบวมที่กระจายตัวเช่นนี้ต้องได้รับยาฉีดเพื่อระงับทันที
• ปากบวมมีอาการทางระบบประสาท ในกรณีที่อาการปากบวม มาพร้อมกับความรู้สึกหน้ามืด เวียนศีรษะอย่างรุนแรง ใจสั่น หรือคล้ายจะเป็นลม เป็นการบ่งบอกว่าความดันโลหิตเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรง การที่ปากบวมแล้วมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ถือเป็นภาวะช็อก ที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระบบไหลเวียนโลหิต ได้ตามปกติ ซึ่งต้องได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์ในห้องฉุกเฉินเท่านั้น
• ปากบวมมีผื่นคันลุกลาม การเกิดอาการปากบวม ควบคู่ไปกับผื่นลมพิษขนาดใหญ่ที่เห่อขึ้นตามลำตัว แขน และขาอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณมากจนเกิดการตอบสนองทั่วระบบ แม้ว่าผื่นคันจะดูเหมือนเป็นเรื่องทางผิวหนัง แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับ ปากบวม มักจะเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่ระบบภายในจะล้มเหลว จึงไม่ควรชะล่าใจและควรพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงทันที
• ปากบวมร่วมกับไข้สูงและการอักเสบเป็นหนอง หากพบว่าอาการ ปากบวม มีความร้อนจัดบริเวณผิวสัมผัส ร่วมกับการมีไข้สูง หนาวสั่น หรือมีหนองไหลออกมาจากเนื้อเยื่อริมฝีปาก แสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงและอาจเข้าสู่กระแสเลือดได้ การที่ ปากบวม จากการติดเชื้อลึกซึ้งเช่นนี้ไม่สามารถหายได้เองจากการพักผ่อนทั่วไป แต่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะและการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าเดิม
วิธีดูแลปากบวมเบื้องต้นให้ยุบเร็วขึ้น
เมื่อเกิดอาการอักเสบจนทำให้ปากบวมผิดปกติ การรู้วิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะช่วยลดความเจ็บปวดและทำให้เนื้อเยื่อคืนสภาพได้ไวขึ้น ซึ่งแนวทางในการบรรเทาอาการปากบวมให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพและดูแลให้ปลอดภัยด้วยตัวเอง มีดังนี้
ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม
ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังจากที่เริ่มมีอาการปากบวม ให้ใช้เจลประคบเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าสะอาดประคบบริเวณริมฝีปากเบาๆ ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัวและลดการสะสมของของเหลวในเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุดในการควบคุมไม่ให้ริมปากบวมลุกลามไปมากกว่าเดิม ควรประคบครั้งละ 10-15 นาทีสม่ำเสมอทุกชั่วโมงจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประคบอุ่นหลังผ่านไปสองวัน
หากผ่านพ้นช่วงแรกไปแล้วแต่ยังมีอาการปากบวมหลงเหลืออยู่ ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีประคบอุ่นโดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดวางประคบแทน ความร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ดียิ่งขึ้นเพื่อระบายเลือดที่คั่งค้างและช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายจากการที่ปากบวมให้ฟื้นตัวได้เร็ว วิธีนี้จะช่วยสลายลิ่มเลือดหรือรอยช้ำที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการกระแทกหรืออักเสบได้
บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเพื่อความสะอาด
การรักษาความสะอาดภายในช่องปากเป็นสิ่งสำคัญมากหากสาเหตุของปากบวม มาจากแผลในปากหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ผสมเกลือป่นเล็กน้อยกับน้ำอุ่นแล้วนำมาบ้วนปากเบา ๆ วันละหลายครั้ง น้ำเกลือมีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อโรคและช่วยสมานแผลให้หายไวขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ ที่เคย ปากบวม ยุบตัวลงและลดความเสี่ยงต่อการอักเสบซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง
นอนหนุนหมอนสูงเพื่อลดการคั่งของเลือด
ในขณะที่นอนหลับควรเลือกใช้หมอนที่สูงกว่าปกติหรือหนุนหมอนซ้อนกันเพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าระดับหน้าอก ซึ่งจะช่วยลดแรงดันเลือดบริเวณใบหน้าไม่ให้ไหลไปเลี้ยงบริเวณที่ปากบวมมากจนเกินไป การนอนในลักษณะนี้จะช่วยให้ของเหลวที่คั่งคั่งระบายออกไปตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ตื่นมาแล้วพบว่าอาการปากบวมลดน้อยลงกว่าการนอนราบปกติที่มักจะทำให้หน้าและปากดูบวมเป่งในช่วงเช้า
หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและของร้อน
ในช่วงที่กำลังเผชิญกับปัญหาปากบวม ควรเลือกทานอาหารที่มีรสอ่อนและอุณหภูมิปกติเพื่อป้องกันการระคายเคืองเนื้อเยื่อที่กำลังอ่อนแอ อาหารที่มีรสเผ็ดจัด เค็มจัด หรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัด จะยิ่งกระตุ้นให้เลือดสูบฉีดมาเลี้ยงที่ริมฝีปากมากขึ้นและทำให้อาการปากบวมรุนแรงขึ้นได้ การงดอาหารประเภทรสจัดในช่วง 2-3 วันแรกจะช่วยให้กระบวนการลดการอักเสบตามธรรมชาติทำงานได้ดี
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อลดสารพิษ
การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เพียงพอต่อวันมีส่วนช่วยลดอาการปากบวมได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะน้ำจะช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายและชะล้างสารก่อการแพ้หรือสารพิษที่เป็นสาเหตุของการอักเสบออกไป หากร่างกายขาดน้ำจะทำให้เนื้อเยื่อพยายามกักเก็บน้ำไว้จนทำให้บริเวณที่ปากบวมดูเต่งตึงและหายช้าลง การดื่มน้ำจึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยสนับสนุนให้ระบบภายในเร่งกระบวนการฟื้นฟูผิวหนังให้กลับมาเป็นปกติ
ปากบวมควรทานอาหารแบบไหนบ้าง
การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่ช่วยให้เนื้อเยื่อริมฝีปากที่อักเสบฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น โดยควรเน้นอาหารที่เคี้ยวง่ายและไม่กระตุ้นอาการ ปากบวม ให้รุนแรงกว่าเดิม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนไปพร้อมกับการบรรเทาอาการ ปากบวม ให้ลดลงอย่างรวดเร็ว มีดังนี้
• เน้นทานอาหารอ่อนหรืออาหารเหลว เพื่อลดการขยับริมฝีปากที่อาจทำให้อาการ ปากบวม รุนแรงขึ้น การเลือกทานโจ๊กหรือซุปอุ่นๆ จะช่วยให้ผู้ที่มีภาวะปากบวมได้รับสารอาหารโดยไม่ต้องเคี้ยวหนัก
• รับประทานผลไม้เนื้อนิ่ม อย่างกล้วยสุกหรือมะละกอซึ่งช่วยลดการเสียดสีบริเวณที่ ปากบวม ได้เป็นอย่างดี ผลไม้เหล่านี้เคี้ยวง่ายและมีวิตามินสูงช่วยสมานแผลและลดอาการ ปากบวม ให้ทุเลาลง
• ดื่มน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้อง เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับร่างกายและเนื้อเยื่อส่วนที่ ปากบวม ไม่ให้แห้งตึงจนเกินไป น้ำสะอาดจะช่วยขับสารตกค้างและลดการอักเสบสะสมที่เป็นสาเหตุของอาการ ปากบวม
• ทานโปรตีนจากไข่ตุ๋นหรือเต้าหู้ เพราะเป็นแหล่งพลังงานที่นุ่มละมุนต่อช่องปากและไม่กระทบกระเทือนผิวหนังที่ปากบวม โปรตีนคุณภาพดีเหล่านี้จะเข้าไปซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายจากอาการ ปากบวมได้อย่างรวดเร็ว
• เลือกทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบเย็น ความเย็นจะช่วยประคบและบรรเทาความร้อนจากภายในบริเวณที่ปากบวมให้รู้สึกสบายขึ้น อีกทั้งจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตยังช่วยลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำซ้อนในขณะที่ปากบวม
• ดื่มน้ำผักผลไม้สกัดเย็นไม่เปรี้ยว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่อสู้กับอาการอักเสบจนปากบวมได้ดีขึ้น การเลือกน้ำแครอทหรือน้ำใบบัวบกจะช่วยลดอาการเขียวช้ำและลดอาการปากบวมได้
• รับประทานปลาต้มหรือปลานึ่ง ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่ายและเส้นใยไม่เหนียวจึงไม่รบกวนแผลหรือบริเวณที่ปากบวมเนื้อปลาที่มีโอเมก้า 3 ยังมีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบและช่วยให้อาการปากบวมยุบตัวลงได้ไวขึ้น
ปากบวมควรหลีกเลี่ยงอาหารแบบไหน
นอกจากการเลือกทานอาหารที่ช่วยฟื้นฟูแล้ว การระมัดระวังไม่ให้เกิดการระคายเคืองซ้ำเติมอาการปากบวม ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาหารบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและทำให้เนื้อเยื่อที่ปากบวม ยิ่งทวีความเจ็บปวดมากขึ้น โดยควรหลีกเลี่ยงรายการอาหาร ดังนี้
• หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและเผ็ดร้อน เพราะพริกหรือเครื่องเทศจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ ปากบวม เกิดความระคายเคืองแสบร้อนอย่างรุนแรง และอาจส่งผลให้แผลที่ทำให้ปากบวมนั้นเกิดการอักเสบลุกลามจนหายช้ากว่าปกติ
• งดอาหารที่มีความกรอบหรือแข็ง เช่น ขนมขบเคี้ยวหรือของทอดที่อาจจะไปทิ่มแทงผิวสัมผัสส่วนที่ปากบวมจนเกิดบาดแผลเพิ่ม การเสียดสีจากอาหารที่มีความแข็งจะยิ่งทำให้เนื้อเยื่อที่ปากบวม อักเสบและระบมมากขึ้น
• เลี่ยงผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง อย่างเช่น ส้ม มะนาว หรือสับปะรด ซึ่งกรดจะเข้าไปกัดกร่อนผิวหนังบริเวณที่ปากบวมจนรู้สึกแสบขัด การหลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยวจะช่วยลดการระคายเคืองและป้องกันไม่ให้ผิวที่ ปากบวม ลอกหรือตึง
• งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งการหายของแผลและอาจทำให้เส้นเลือดขยายตัวจนอาการปากบวมดูรุนแรงขึ้น ส่วนแก๊สในน้ำอัดลมก็ส่งผลเสียต่อความสมดุลของเนื้อเยื่อที่กำลังปากบวม
• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เพราะโซเดียมปริมาณมากจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ในเนื้อเยื่อมากขึ้น ส่งผลให้อาการปากบวมยุบตัวได้ช้าลง การลดเค็มจะช่วยให้ระบบไหลเวียนทำงานได้ดีและลดความเต่งตึงในจุดที่ปากบวม
• งดอาหารที่ร้อนจัดหรืออุณหภูมิสูง ความร้อนจะกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่ปากบวมมากเกินไปจนเกิดอาการเต้นตุบ ๆ และปวดมากขึ้น การทานอาหารที่ร้อนเกินไปจะทำให้อาการอักเสบสะสมและชะลอการฟื้นตัวของปากบวม
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อมีอาการปากบวม
นอกจากการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องแล้ว พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันก็อาจส่งผลกระทบต่ออาการปากบวมได้โดยตรง หากไม่ระมัดระวังอาจทำให้เนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรัง การปรับเปลี่ยนนิสัยเพื่อป้องกันไม่ให้อาการปากบวมรุนแรงขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยมีข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ดังนี้
• หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือสัมผัสริมฝีปากบ่อย ๆ เพราะนิ้วมือของเราอาจมีเชื้อโรคสะสมที่ทำให้จุดที่ ปากบวม เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนจนอักเสบมากกว่าเดิม การสัมผัสหรือดึงลอกผิวหนังที่แห้งตึงขณะที่ ปากบวม จะยิ่งทำให้แผลหายช้าและเกิดรอยแผลเป็นได้ง่ายขึ้น
• งดการใช้เครื่องสำอางหรือลิปสติกที่มีสารเคมีรุนแรง สารแต่งสีและน้ำหอมในลิปสติกอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังที่กำลังปากบวมจนเกิดอาการแพ้ลุกลามได้ ในช่วงที่ยังมีอาการปากบวม ควรเลือกใช้เพียงลิปมันสูตรอ่อนโยนหรือวาสลีนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นเท่านั้น
• เลี่ยงการใช้ยาสีฟันที่มีรสเผ็ดหรือฟองมากเกินไป สารเมนทอลหรือสารทำความสะอาดในยาสีฟันบางชนิดอาจเข้าไปกัดกร่อนเนื้อเยื่อส่วนที่ปากบวม ทำให้เกิดความแสบร้อนและระคายเคืองอย่างมาก ควรเปลี่ยนมาใช้ยาสีฟันสูตรอ่อนโยนสำหรับเด็กชั่วคราวเพื่อลดการอักเสบในขณะที่ปากบวม
• หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการเลียริมฝีปากบ่อยครั้ง น้ำลายมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารซึ่งหากสัมผัสกับผิวหนังที่ปากบวมนาน ๆ จะทำให้ผิวแห้งตึงและแตกง่ายขึ้นกว่าเดิม การเลียริมฝีปากในขณะที่ปากบวมไม่ได้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแต่กลับจะทำให้ผิวอักเสบระคายเคืองหนักกว่าเดิม
• งดการสูบบุหรี่และการใช้สารนิโคตินทุกชนิด สารพิษและความร้อนจากควันบุหรี่จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดบริเวณที่ปากบวม ทำให้กระบวนการซ่อมแซมแผลทำงานได้ไม่เต็มที่ การสูบบุหรี่ในช่วงที่ปากบวมยังส่งผลให้แผลหายช้าและเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก
• หลีกเลี่ยงการนอนหลับในท่าที่กดทับริมฝีปาก การนอนคว่ำหรือนอนตะแคงที่เอาใบหน้าซบลงกับหมอนจะเพิ่มแรงดันไปยังเนื้อเยื่อส่วนที่ปากบวม ทำให้เลือดคั่งและบวมเป่งมากขึ้นในตอนเช้า ควรปรับท่านอนให้ศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อช่วยให้ของเหลวไหลเวียนออกไปจากจุดที่ปากบวมได้
ป้องกันปากบวมได้อย่างไรในชีวิตประจำวัน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเผชิญอาการ ปากบวมอย่างไม่ตั้งตัว โดยการใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จะช่วยรักษาความแข็งแรงของเนื้อเยื่อริมฝีปากและลดโอกาสการเกิดภาวะปากบวมได้อย่างยั่งยืน ดังนี้
หมั่นรักษาความชุ่มชื้นและดูแลผิวริมฝีปาก
การปล่อยให้ริมฝีปากแห้งกร้านจนแตกเป็นแผลอาจเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและนำไปสู่ปัญหา ปากบวมในที่สุด ควรเลือกใช้ลิปบาล์มที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติเพื่อเคลือบผิวหนังไม่ให้สูญเสียน้ำและช่วยลดความไวต่อสารกระตุ้นภายนอก การดูแลผิวปากให้เนียนนุ่มอยู่เสมอจะช่วยลดโอกาสการเกิดการอักเสบจนปากบวมได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นแข็งแรง
หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้
หากคุณทราบว่าตนเองมีประวัติการแพ้อาหารหรือสารเคมีในเครื่องสำอางควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้ปากบวมจากปฏิกิริยาของร่างกาย การทดสอบลิปสติกหรือยาสีฟันชนิดใหม่ก่อนใช้จริงจะช่วยคัดกรองสารที่อาจทำให้ผิวปากแพ้จนเกิดอาการปากบวมได้ทันท่วงที นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงอาหารทะเลหรือถั่วในกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะช่วยป้องกันปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงเฉียบพลันได้
รักษาสุขอนามัยภายในช่องปากให้สะอาด
การสะสมของแบคทีเรียหรือการติดเชื้อในช่องปากมักลุกลามออกมาจนทำให้เกิดภาวะ ปากบวม และเจ็บปวดได้ง่าย ควรแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันเพื่อกำจัดเศษอาหารที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคซึ่งเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้ ปากบวม หากพบว่ามีเหงือกอักเสบหรือมีแผลในปากควรเร่งรักษาทันทีเพื่อไม่ให้เชื้อกระจายตัวออกมายังเนื้อเยื่อริมฝีปากภายนอกจนบวมอักเสบ
ป้องกันแมลงกัดต่อยและสภาพอากาศ
เมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเดินป่า ควรระวังแมลงที่อาจต่อยบริเวณใบหน้าจนทำให้เกิดอาการปากบวม อย่างเฉียบพลัน รวมถึงการปกป้องริมฝีปากจากแสงแดดจัดหรือลมหนาวที่ทำให้ผิวปากเสียสมดุลจนอักเสบ การใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสำหรับริมฝีปาก จะช่วยลดความร้อนสะสมที่อาจนำไปสู่ภาวะปากบวมจากการถูกแดดเผาและช่วยให้เนื้อเยื่อรักษาความแข็งแรงไว้ได้นานขึ้น
ดื่มน้ำและรับประทานอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน
ร่างกายที่ขาดน้ำมักแสดงผลผ่านริมฝีปากที่แห้งตึงและเสี่ยงต่อการติดเชื้อจนเกิดอาการปากบวม ได้ง่ายกว่าคนที่ดื่มน้ำเพียงพอต่อวัน การได้รับวิตามินซีและวิตามินบีในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับผนังเซลล์และลดความเสี่ยงจากการอักเสบจนปากบวม การดูแลสุขภาพจากภายในจะส่งผลให้ผิวพรรณรอบ ๆ ริมฝีปากมีความต้านทานต่อสิ่งเร้าได้ดียิ่งขึ้น
สรุป ปากบวมอันตรายไหมและควรดูแลอย่างไร
อาการปากบวมอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยที่มีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงภาวะอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นการหมั่นสังเกตลักษณะความผิดปกติที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการปากบวมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่าควรดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไรหรือต้องรีบไปพบแพทย์ในทันที การปฏิบัติตามหลักการดูแลที่ถูกต้อง ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม การพักผ่อน และการรักษาความสะอาดของริมฝีปาก จะช่วยลดการอักเสบและทำให้ภาวะปากบวมทุเลาลงได้
นอกจากนี้การป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงในชีวิตประจำวันจะช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ เพื่อให้คุณมีสุขภาพริมฝีปากที่เนียนนุ่มและแข็งแรงได้ในระยะยาว สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับหัตถการที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงริมฝีปาก หรือสอบถามรายละเอียดหัตถการอื่น ๆ ของ APEX เพิ่มเติมได้ค่ะ
สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับ ปากบวม สาเหตุเกิดจากอะไร วิธีการดูแลและป้องกันอย่างไร,ปากบวม หรือสอบถามรายละเอียด โปรโมชั่นพิเศษ หรือ หัตถการอื่น ๆ ของ APEX เพิ่มเติมได้ทุกช่องทางค่ะ
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการโฆษณาสำหรับ Apex Clinic สาขาเพลินจิต
ทำความเข้าใจอาการปากบวม สาเหตุที่พบบ่อย อาการที่ไม่เป็นอันตราย และสัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ พร้อมวิธีดูแลอย่างเหมาะสม ปากบวม อาการนี้เกิดจากอะไร แบบไหนอันตรายและควรพบแพทย์