Emface เป็นเทคโนโลยีดูแลความหย่อนคล้อยที่ใช้พลังงาน 2 รูปแบบทำงานร่วมกัน โดยดูแลทั้งคุณภาพผิวและกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าบางมัดโดยไม่ใช้เข็ม หลายคนจึงสงสัยว่า Emface ช่วยยกกระชับได้มากแค่ไหน เหมาะกับปัญหาแบบใด บทความนี้หมอจะอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ
Emface คืออะไร
Emface หรือ เอ็มเฟซ คือเทคโนโลยีที่ผสานพลังงาน Synchronized RF กับ HIFES โดยส่งพลังงานผ่านแผ่น applicator ที่ติดบริเวณหน้าผากและแก้ม รวมถึงบริเวณใต้คางหรือรอบดวงตาในบางรุ่น เมื่อรวมกันทั้ง 2 กลไก จึงทำให้เอ็มเฟซแตกต่างจากเครื่องยกกระชับที่เน้นพลังงานลงสู่ชั้นผิวหรือใต้ผิวเพียงอย่างเดียว
กลไกการทำงานของ Emface
Emface ส่งพลังงาน RF และ HIFES พร้อมกันผ่าน applicator โดยพลังงานแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้
Synchronized RF ดูแลคุณภาพผิว
Synchronized RF เป็นพลังงานคลื่นวิทยุทำให้เกิดความร้อนในเนื้อเยื่อตามอุณหภูมิที่กำหนด ความร้อนมีส่วนกระตุ้นกระบวนการปรับตัวของเส้นใยคอลลาเจน จึงอาจช่วยให้ผิวดูแน่น เรียบเนียน และริ้วรอยตื้นดูจางลงเมื่อเวลาผ่านไป
HIFES กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า
HIFES ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ติด applicator หดตัวเป็นจังหวะ โดยเน้นกล้ามเนื้อบางมัดที่เกี่ยวข้องกับการพยุงหน้าผากและแก้ม เป้าหมายคือช่วยปรับคุณภาพและการทำงานของกล้ามเนื้อควบคู่กับการดูแลชั้นผิว
การใช้ RF ร่วมกับ HIFES อาจช่วยให้ความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว ความหนาของกล้ามเนื้อ และภาพรวมของใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
Emface ช่วยอะไรบ้าง
Emface ช่วยดูแลปัญหาได้หลายด้าน แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับอายุ ระดับความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และจำนวนครั้งที่ทำ โดยประโยชน์ที่พบได้มีดังนี้
- ช่วยให้ริ้วรอยตื้นบริเวณหน้าผากและรอบดวงตาดูจางลง
- ช่วยให้ผิวบริเวณแก้มดูแน่นและเรียบเนียนขึ้น
- ดูแลความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- กระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าบางมัดที่ช่วยพยุงหน้าผากและแก้ม
- อาจช่วยให้ตำแหน่งคิ้วดูยกขึ้นเล็กน้อยในบางราย
- ช่วยให้ภาพรวมใบหน้าดูสดใสและกระชับขึ้น
- ดูแลลักษณะเนื้อเยื่อหย่อนคล้อยบริเวณใต้คางหรือรอบดวงตาตามชนิดของ applicator
ทั้งนี้การใช้พลังงานนี้บริเวณส่วนบนของใบหน้าพบแนวโน้มว่าริ้วรอยหน้าผาก รอยหางตา และตำแหน่งคิ้วอาจดีขึ้นหลังทำต่อเนื่อง โดยหมอแนะนำให้ติดตามผลถึงประมาณ 24 สัปดาห์
จุดเด่นของ Emface
จุดเด่นของ Emface คือการดูแลผิวร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้
- ไม่ใช้เข็มและไม่มีแผลเปิด
- โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา
- ใช้เวลาทำประมาณ 20 นาทีต่อครั้ง
- ระหว่างทำจะรู้สึกอุ่นและมีกล้ามเนื้อขยับเป็นจังหวะ
- หลังทำส่วนใหญ่อาการไม่มากและกลับไปทำกิจวัตรได้
- มี applicator สำหรับตำแหน่งต่าง ๆ ตามรุ่นของอุปกรณ์
- สามารถปรับระดับพลังงานตามความเหมาะสมและความรู้สึกของผู้รับบริการ
Emface แบ่งตามตำแหน่งที่ทำอย่างไร
Applicator ของ Emface มีหลายรูปแบบเพื่อดูแลตำแหน่งที่แตกต่างกัน โดยแพทย์ควรเลือกตามสาเหตุของปัญหาในรายบุคคล
Emface บริเวณหน้าผากและแก้ม
เป็นตำแหน่งหลักของการทำ Emface โดยติด applicator บริเวณหน้าผากและแก้มทั้งสองข้าง เพื่อส่งพลังงาน RF ร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อ ช่วยดูแลปัญหา เช่น
- ริ้วรอยตื้นบริเวณหน้าผาก
- ผิวบริเวณแก้มเริ่มไม่แน่น
- แนวคิ้วดูตกจากความหย่อนคล้อยเล็กน้อย
- ใบหน้าดูอ่อนล้าหรือไม่กระชับ
- ความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
Emface Eyes ดูแลบริเวณรอบดวงตา
Emface Eyes ใช้ applicator ที่ออกแบบสำหรับบริเวณรอบดวงตา โดยมุ่งดูแลลักษณะของเนื้อเยื่อหย่อนคล้อยบริเวณใต้ตาและผิวรอบดวงตา ซึ่งถุงใต้ตาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไขมันใต้ตานูน ร่องใต้ตาลึก ผิวหย่อนคล้อย หรือโครงสร้างกระดูก หากมีไขมันใต้ตานูนมาก หนังตาตก หรือผิวหนังส่วนเกินชัด อาจต้องพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย
Emface Submentum ดูแลบริเวณใต้คาง
Emface Submentum ใช้ applicator สำหรับบริเวณใต้คาง เน้นการปรับลักษณะของเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยบริเวณใต้คาง ก่อนทำควรแยกสาเหตุของเหนียงว่าเกิดจากอะไร เช่น
- ไขมันสะสมใต้คาง
- ผิวและเนื้อเยื่อหย่อนคล้อย
- กล้ามเนื้อหรือพังผืดใต้คาง
- คางสั้นหรือแนวกรามไม่ชัด
หากปัญหาหลักมาจากไขมันสะสมจำนวนมาก Emface เพียงอย่างเดียวอาจไม่ตรงกับสาเหตุ และแพทย์อาจพิจารณาวิธีดูแลไขมันหรือปรับโครงสร้างเพิ่มเติม
ใครบ้างที่เหมาะกับ Emface
Emface เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
- เริ่มมีผิวหน้าหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- มีริ้วรอยตื้นบริเวณหน้าผากหรือรอบดวงตา
- ผิวบริเวณแก้มเริ่มไม่แน่นเหมือนเดิม
- ใบหน้าดูอ่อนล้าหรือขาดความกระชับ
- ต้องการดูแลผิวร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า
- ไม่ต้องการทำหัตถการที่ใช้เข็ม
- ไม่สะดวกพักฟื้นเป็นเวลานาน
- เข้าใจว่าผลลัพธ์จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและไม่เทียบเท่าการผ่าตัด
สำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมาก มีผิวหนังส่วนเกินชัด หรือมีการสูญเสียกระดูกและไขมันบนใบหน้า อาจต้องใช้วิธีอื่นหรือทำหลายหัตถการร่วมกันจึงจะตรงกับปัญหา
ใครบ้างที่ควรแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบก่อนทำ
ก่อนทำ Emface ควรแจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ อุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในร่างกาย และประวัติหัตถการบริเวณใบหน้าให้ครบ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติดังต่อไปนี้
- ตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร
- มีเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย
- มีโลหะหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์บริเวณที่จะทำ
- มีแผล การติดเชื้อ ผื่นอักเสบ หรือสิวอักเสบรุนแรง
- มีโรคที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อหรือระบบประสาท
- มีความผิดปกติในการรับรู้ความร้อนหรือความเจ็บปวด
- เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ โบทูลินัมท็อกซิน ร้อยไหม หรือทำศัลยกรรมใบหน้า
- มีประวัติแพ้แผ่นกาวหรือระคายเคืองผิวได้ง่าย
แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าสามารถทำได้หรือควรเว้นระยะจากหัตถการเดิมนานเท่าใด ไม่ควรกำหนดช่วงห่างด้วยตนเอง
ทำ Emface กี่ครั้งเห็นผล
แนะนำให้ทำ Emface ต่อเนื่อง 4 ครั้ง เว้นระยะประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าผิวตึงขึ้นหลังทำครั้งแรก แต่ผลลัพธ์จะเห็นชัดขึ้นหลังทำครบคอร์ส และค่อย ๆ ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงประมาณ 1-3 เดือน เนื่องจากผิวและกล้ามเนื้อต้องใช้เวลาในการตอบสนองต่อพลังงาน
ทำ Emface แล้วอยู่ได้นานไหม ประมาณกี่เดือน
หลังทำ Emface ครบคอร์ส ผลลัพธ์โดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี โดยผิวและกล้ามเนื้อใบหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงชัดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรก หลังจากนั้นผลลัพธ์จะค่อย ๆ ลดลงตามอายุและการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หากต้องการคงความกระชับ แพทย์อาจแนะนำให้กลับมาทำซ้ำประมาณทุก 6 เดือน ทั้งนี้ระยะเวลาจริงแตกต่างกันตามอายุ คุณภาพผิว จำนวนครั้ง และการตอบสนองของแต่ละคน
Emface ราคาเท่าไหร่
ราคา Emface อยู่ที่ประมาณ 25,000-45,000 บาทต่อครั้ง ส่วนคอร์สประมาณ 4 ครั้งอาจอยู่ที่ 80,000-150,000 บาท ทั้งนี้เป็นราคาโดยประมาณและอาจเปลี่ยนแปลงตามโปรโมชันหรือบริเวณที่เลือกทำ
ก่อนตัดสินใจควรสอบถามให้ชัดเจนว่า
- ราคาครอบคลุมบริเวณใด
- ใช้ applicator กี่ตำแหน่ง
- เป็นราคาต่อครั้งหรือราคาแพ็กเกจ
- ต้องทำทั้งหมดกี่ครั้ง
- มีค่าประเมินหรือค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่
- เป็นโปรโมชันที่มีเงื่อนไขอย่างไร
ซึ่งราคาอาจแตกต่างกันตามบริเวณที่ทำ จำนวน applicator จำนวนครั้งในแพ็กเกจ และเงื่อนไขของแต่ละคลินิก
โปรแกรม Emface ราคาโปรโมชั่น ที่ APEX
เปรียบเทียบ Emface กับเครื่องยกกระชับอื่น
เมื่อคิดจะยกกระชับหน้า หลายคนอาจสับสนระหว่าง Emface กับเครื่องยกกระชับยอดนิยมอื่น ๆ เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่าย หมอจะเปรียบเทียบข้อแตกต่างของแต่ละเทคโนโลยีให้ทราบกัน
Emface vs Ulthera
Emface ใช้พลังงาน RF ร่วมกับ HIFES เพื่อดูแลผิวและกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าบางมัดพร้อมกัน ส่วน Ulthera ใช้พลังงานอัลตราซาวนด์แบบมีระบบภาพช่วยดูชั้นผิว โดยเน้นส่งพลังงานลงสู่เนื้อเยื่อระดับลึก จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการยกกระชับกรอบหน้าและความหย่อนคล้อยที่ชัดกว่า ขณะที่ Emface เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีผิวหย่อนคล้อยและต้องการดูแลกล้ามเนื้อใบหน้าร่วมด้วย
Emface vs Ultraformer MPT
Emface เน้นดูแลผิวควบคู่กับการกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า ส่วน Ultraformer MPT ใช้พลังงาน Micro และ Macro Focused Ultrasound ส่งลงสู่ชั้นผิวหลายระดับตามหัวที่เลือก จึงเหมาะกับการดูแลผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือเหนียงบางลักษณะ ขณะที่ Emface เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ใบหน้าดูแน่นและสดใสขึ้นโดยไม่ใช้เข็ม
Emface vs Thermage
ทั้งสองเทคโนโลยีใช้พลังงาน RF แต่ Emface มี HIFES เพิ่มเข้ามาเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้า ส่วน Thermage ใช้ Monopolar RF โดยเน้นความแน่นของผิว ริ้วรอย และความหย่อนคล้อยเป็นหลัก ดังนั้นหากปัญหาหลักคือผิวไม่กระชับ Thermage อาจเหมาะกว่า แต่หากต้องการดูแลทั้งผิวและกล้ามเนื้อใบหน้า Emface อาจตอบโจทย์มากกว่า
Emface vs Morpheus8
Emface เป็นหัตถการที่ไม่ใช้เข็มและเน้นดูแลผิวร่วมกับกล้ามเนื้อใบหน้า ส่วน Morpheus8 ใช้เข็มขนาดเล็กร่วมกับพลังงาน RF ส่งลงสู่ชั้นผิวตามระดับที่กำหนด จึงเหมาะกับปัญหาผิวไม่เรียบ รูขุมขนกว้าง รอยสิว และความหย่อนคล้อยบางรูปแบบ ขณะที่ Emface เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องริ้วรอยและความหย่อนคล้อย แต่ไม่ต้องการมีแผลหรือรอยเข็ม
ขั้นตอนการทำ Emface
ขั้นตอนการทำ Emface อาจแตกต่างกันตามบริเวณและ applicator ที่ใช้ แต่โดยทั่วไปมีดังนี้
- แพทย์ประเมินโครงสร้างใบหน้า ตรวจระดับความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว กล้ามเนื้อ และประวัติหัตถการเดิม
- ทำความสะอาดผิว เช็ดเครื่องสำอาง ครีม และความมันออกจากบริเวณที่จะติด applicator
- กำหนดตำแหน่ง applicator วางแผ่นให้สัมพันธ์กับแนวกล้ามเนื้อและบริเวณที่ต้องการดูแล
- เริ่มปล่อยพลังงาน เครื่องจะส่ง RF และ HIFES™ พร้อมกัน โดยจะรู้สึกอุ่นและมีกล้ามเนื้อขยับเป็นจังหวะ
- ปรับระดับพลังงาน ผู้ดูแลจะปรับระดับตามการตอบสนองและความรู้สึกของผู้รับบริการ
- ตรวจผิวหลังทำ เมื่อครบเวลาจะถอด applicator ทำความสะอาดผิว และตรวจอาการก่อนกลับ
ทำ Emface เจ็บไหม
ระหว่างทำมักรู้สึกอุ่นร่วมกับการหดตัวของกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นจังหวะ คล้ายกล้ามเนื้อกำลังออกกำลังกาย หลายคนสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ยาชา แต่ระดับความรู้สึกของแต่ละคนไม่เท่ากัน
หากระหว่างทำรู้สึกร้อนมาก แสบ หรือเจ็บผิดปกติ รวมถึงรู้สึกว่า applicator แนบผิวได้ไม่สนิท ควรแจ้งคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่ทันทีค่ะ เพราะการใช้พลังงานที่สูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าหรือเหมาะกับทุกคนเสมอไป
การเตรียมตัวก่อนทำ Emface
ก่อนเข้ารับบริการควรเตรียมตัวดังนี้
- แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และอุปกรณ์ที่ฝังในร่างกาย
- แจ้งประวัติฟิลเลอร์ โบทูลินัมท็อกซิน ร้อยไหม หรือศัลยกรรมใบหน้า
- หลีกเลี่ยงการทำในช่วงที่ผิวมีแผล ผื่น หรือการอักเสบ
- ล้างเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ที่มีความมันออกก่อนทำ
- ถอดเครื่องประดับบริเวณใบหน้าและลำคอ
- แจ้งแพทย์หากผิวแพ้ง่ายหรือแพ้แผ่นกาว
- พักผ่อนและรับประทานอาหารตามปกติ ไม่จำเป็นต้องงดอาหาร
วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Emface
หลังทำส่วนใหญ่อาการไม่มากและไม่ต้องดูแลซับซ้อน โดยแนะนำดังนี้
- ใช้มอยส์เจอไรเซอร์หากผิวรู้สึกแห้งหรือตึง
- ทาครีมกันแดดเป็นประจำ
- งดขัด ถู หรือนวดแรงบริเวณที่ทำในวันแรก
- หลีกเลี่ยงซาวน่าและความร้อนจัดหากผิวยังแดงหรือรู้สึกร้อน
- ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ
- มาตามนัดเพื่อประเมินการตอบสนอง
- ติดต่อคลินิกหากมีอาการผิดปกติ
หลังทำ Emface มีผลข้างเคียงไหม
หลังทำอาจพบอาการชั่วคราวบางอย่างได้ เช่น
- ผิวแดงหรือรู้สึกอุ่น
- กล้ามเนื้อเมื่อยล้าหรือระบมเล็กน้อย
- ผิวแห้งหรือตึงชั่วคราว
- มีรอยจากขอบ applicator
- บวมเล็กน้อยในบางราย
อาการส่วนใหญ่มักค่อย ๆ ดีขึ้น หากมีอาการปวดหรือแสบร้อนมากขึ้น ผิวพุพอง บวมมาก ใบหน้าดูไม่สมมาตร กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีอาการเกี่ยวกับการมองเห็น ควรติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับการประเมิน
ตัวอย่างเคสการรักษา Emface
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล ใช้เป็นตัวอย่างผลจากการเข้ารับรักษาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย
วิธีตรวจสอบเครื่อง Emface แท้
การดูรูปลักษณ์หรือหน้าจอเครื่องอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเครื่องเลียนแบบสามารถออกแบบให้มีลักษณะใกล้เคียงได้ ควรตรวจสอบจากข้อมูลที่ยืนยันได้ เช่น
- ชื่อรุ่นและหมายเลขประจำเครื่อง
- ข้อมูลผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่าย
- เอกสารการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
- ชนิดของ applicator ที่ใช้ในบริเวณนั้น
- บรรจุภัณฑ์ เลขล็อต และวันหมดอายุ
- ขั้นตอนการใช้และทิ้ง applicator
- ผู้ให้บริการผ่านการอบรมการใช้เครื่องหรือไม่
- มีช่องทางติดตามอาการหลังทำหรือไม่
นอกจากนี้ยังเช็กรายชื่อคลินิกที่ผ่านเว็บไซต์ทางการ โดยเข้าไปเช็กได้ที่ https://btlaesthetics.com หรือทาง Facebook facebook.com/btlaestheticsthailand
ทำ Emface ที่ไหนดี ควรเลือกคลินิกจากอะไร
การเลือกคลินิกไม่ควรดูเฉพาะราคาหรือรีวิว แต่ควรพิจารณาความพร้อมในการประเมินและติดตามอาการร่วมด้วย
- มีการประเมินก่อนทำ ควรมีการตรวจว่าสาเหตุของปัญหาเกิดจากผิว กล้ามเนื้อ ไขมัน หรือโครงสร้างกระดูก เพราะหากเลือกเทคโนโลยีไม่ตรงสาเหตุ ผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
- สามารถตรวจสอบข้อมูลของเครื่องได้ คลินิกควรให้ข้อมูลชื่อรุ่น ที่มาของเครื่อง และ applicator ที่ใช้ได้อย่างชัดเจน ไม่ควรอาศัยเพียงคำว่าเครื่องแท้โดยไม่มีข้อมูลประกอบ
- วาง applicator ให้สัมพันธ์กับโครงสร้างใบหน้า ตำแหน่งของแผ่นควรสัมพันธ์กับแนวกล้ามเนื้อและพื้นที่ที่ต้องการดูแล หากวางไม่เหมาะสมอาจกระตุ้นไม่ตรงตำแหน่งหรือทำให้รู้สึกไม่สบายระหว่างทำ
- ติดตามความรู้สึกระหว่างทำ ควรมีผู้ดูแลคอยติดตามระดับความร้อนและการหดตัวของกล้ามเนื้อตลอดเวลา พร้อมลดหรือหยุดพลังงานหากมีอาการผิดปกติ
- แจ้งราคาและรายละเอียดแพ็กเกจชัดเจน ควรทราบว่าราคาครอบคลุมบริเวณใด ทำกี่ครั้ง ใช้ applicator กี่ตำแหน่ง และมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติมหรือไม่
- มีช่องทางติดตามหลังทำ แม้ Emface จะไม่มีแผลเปิด แต่สถานพยาบาลควรมีช่องทางให้ติดต่อเมื่อเกิดข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติหลังทำ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Emface
Emface ไม่เจ็บเลยจริงไหม
อาการเจ็บค่อนข้างน้อยและมักไม่ต้องใช้ยาชา แต่จะรู้สึกอุ่นและมีกล้ามเนื้อขยับเป็นจังหวะ ความรู้สึกของแต่ละคนแตกต่างกัน หากรู้สึกร้อนหรือเจ็บผิดปกติควรแจ้งผู้ดูแลทันที
Emface ทำครั้งเดียวเห็นผลไหม
บางคนอาจรู้สึกว่าใบหน้าตึงขึ้นหลังทำ แต่ผลลัพธ์ด้านผิวและกล้ามเนื้อมักค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง จึงไม่ควรรับประกันผลจากการทำเพียงครั้งเดียว
Emface ช่วยลดถุงใต้ตาได้ไหม
อาจช่วยดูแลลักษณะถุงใต้ตาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อหย่อนคล้อยในบางราย แต่ถุงใต้ตาสามารถเกิดจากไขมันนูน ร่องใต้ตาลึก หรือผิวหนังส่วนเกิน จึงต้องประเมินสาเหตุก่อน
Emface Eyes ต่างจากฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างไร
ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นการเติมสารกลุ่มไฮยาลูโรนิกแอซิดเพื่อเพิ่มปริมาตรในผู้ที่มีร่องหรือเบ้าตาลึก ส่วน Emface Eyes ใช้พลังงานดูแลลักษณะความหย่อนคล้อยและคุณภาพเนื้อเยื่อรอบดวงตา จึงเป็นคนละกลไกและเหมาะกับปัญหาต่างกัน
Emface ช่วยลดเหนียงได้ไหม
Emface Submentum เน้นดูแลลักษณะของเนื้อเยื่อหย่อนคล้อยบริเวณใต้คาง หากเหนียงเกิดจากไขมันจำนวนมาก คางสั้น หรือโครงสร้างขากรรไกร อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย
ทำ Emface หลังฉีดฟิลเลอร์หรือโบทูลินัมท็อกซินได้ไหม
อาจทำได้ในบางกรณี แต่ต้องแจ้งชนิด ตำแหน่ง และวันที่ทำหัตถการเดิมให้แพทย์ทราบ เพื่อจัดลำดับและเว้นช่วงอย่างเหมาะสม
Emface กับ Ulthera เลือกอะไรดี
หากปัญหาหลักคือความหย่อนคล้อยและต้องการส่งพลังงานอัลตราซาวนด์เป็นจุดในระดับความลึกที่กำหนด Ulthera อาจเหมาะกว่า แต่หากต้องการดูแลผิวร่วมกับการกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าโดยไม่ใช้เข็ม Emface อาจตอบโจทย์กว่า
สรุป
Emface เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ Synchronized RF ร่วมกับ HIFES เพื่อดูแลคุณภาพผิวและกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าบางมัดพร้อมกันโดยไม่ใช้เข็ม อาจช่วยให้ริ้วรอยตื้นและความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลางดูดีขึ้น รวมถึงช่วยให้ภาพรวมใบหน้าดูกระชับและสดใสขึ้น หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถจองคิวปรึกษาแพทย์ที่ APEX Clinic ได้เลย










