ช่วงนี้หมอมีคนไข้สอบถามเกี่ยวกับ Radiesse กันมากขึ้นค่ะ เพราะเป็นหัตถการที่ได้รับความสนใจในการฟื้นฟูคุณภาพผิวและแก้ปัญหาความหย่อนคล้อย อย่างไรก็ตาม หลายคนยังสงสัยว่า Radiesse คืออะไร เหมาะกับใคร อยู่ได้นานแค่ไหน และแตกต่างจากหัตถการกระตุ้นคอลลาเจนอื่นอย่างไร วันนี้หมอจะพามาทำความเข้าใจไปพร้อมกันค่ะ
Radiesse คืออะไร
Radiesse คือหัตถการในกลุ่ม Biostimulator ที่มีส่วนประกอบสำคัญคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับแร่ธาตุในกระดูกและฟันของมนุษย์ค่ะ เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว CaHA จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ทำให้ผิวดูแน่นกระชับและคุณภาพผิวดีขึ้นจากภายใน นอกจากนี้ Radiesse ยังเป็นผลิตภัณฑ์จาก Merz Aesthetics ที่ได้รับการรับรองจาก U.S. FDA สำหรับการแก้ไขริ้วรอยและการสูญเสียปริมาตรในบางบริเวณของใบหน้าและมือค่ะ
Radiesse มีหลักการทำงานอย่างไร
Radiesse ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เติมเต็มผิวเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จากภายใน ทำให้ผิวค่อย ๆ ฟื้นฟูและมีความแน่นกระชับมากขึ้นในระยะยาวค่ะ โดยมีกลไกการทำงานหลัก ๆ ดังนี้
- พยุงโครงสร้างผิว เนื้อเจลที่เป็นส่วนประกอบจะทำหน้าที่เสมือนฐานรองรับ ช่วยเติมเต็มและพยุงผิวที่หย่อนคล้อยหลังการฉีด Radiesse
- สร้างโครงตาข่ายใต้ผิว อนุภาค CaHA จะเข้าไปเรียงตัวเป็นโครงข่ายชั่วคราว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
- กระตุ้นเซลล์ผิว โครงข่ายดังกล่าวจะกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ตามกลไกธรรมชาติ
- สลายตัวและฟื้นฟูระยะยาว อนุภาค CaHA จะค่อย ๆ สลายตัว โดยคงเหลือไว้เพียงโครงสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่อง
ข้อดีและข้อจำกัดของ Radiesse
ก่อนตัดสินใจฉีด Radiesse หมออยากให้คนไข้เข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัดของหัตถการนี้ เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะกับปัญหาผิวและความต้องการของแต่ละคนได้มากที่สุด ดังนี้ค่ะ
ข้อดีของ Radiesse
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ฟื้นฟูโครงสร้างชั้นผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวมีความหนาแน่น แข็งแรง และยืดหยุ่นมากขึ้น
- ปรับปรุงคุณภาพผิว ส่งเสริมให้ผิวมีความเรียบเนียน รูขุมขนดูกระชับ และสุขภาพผิวโดยรวมดูดีขึ้นอย่างดูเป็นธรรมชาติ
- เติมเต็มริ้วรอยร่องลึก ช่วยพยุงและเติมเต็มผิวบริเวณที่มีการยุบตัวหรือเกิดร่องลึก เช่น ร่องแก้มและร่องมุมปาก ให้ดูตื้นขึ้น
- ยกกระชับและปรับกรอบหน้า ด้วยคุณสมบัติในการพยุงผิว จึงช่วยปรับกรอบหน้า (Jawline) ให้ดูมีความชัดเจนและมีมุมมองสวยงามมากยิ่งขึ้น
- ฟื้นฟูผิวบริเวณหลังมือ ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มบริเวณหลังมือที่สูญเสียความยืดหยุ่น หรือมีเส้นเลือดปูดโปน ให้กลับมาดูอิ่มฟูและเรียบเนียนขึ้น
ข้อจำกัดของ Radiesse
- ต้องอาศัยการประเมินและเทคนิคการฉีดที่เหมาะสม Radiesse เป็นหัตถการที่ควรทำโดยแพทย์ที่มีความรู้ เพื่อให้ตัวยากระจายตัวได้เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม
- อาจมีอาการบวม ช้ำ หรือกดเจ็บหลังทำ หลังฉีด คนไข้อาจมีอาการบวมแดง รอยช้ำ หรือรู้สึกตึงบริเวณที่รักษาได้บ้าง ซึ่งมักเป็นอาการชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้นเอง
- ไม่เหมาะกับทุกบริเวณของใบหน้า Radiesse มีคุณสมบัติแตกต่างจากฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid จึงไม่เหมาะสำหรับการฉีดในบางตำแหน่งที่ต้องการความละเอียดหรือผิวบางมาก
- ผลลัพธ์ด้านคอลลาเจนต้องใช้เวลา แม้ว่าจะเห็นการเติมเต็มได้ทันทีบางส่วน แต่ผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูผิวและการสร้างคอลลาเจนจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์หลังทำ
- ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ระยะเวลาการคงอยู่ของผลลัพธ์และการตอบสนองต่อการสร้างคอลลาเจนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว และการดูแลตัวเองของคนไข้แต่ละคน
Radiesse ฉีดตำแหน่งไหนได้บ้าง
ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยทั้งเรื่องการเติมเต็มวอลลุ่มและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ Radiesse จึงสามารถนำมาใช้ได้หลายบริเวณค่ะ โดยหมอจะพิจารณาตามปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของคนไข้แต่ละคน ดังนี้
- ร่องแก้มและร่องมุมปาก ช่วยเติมเต็มบริเวณที่เกิดการยุบตัวตามวัย ทำให้ร่องลึกดูตื้นขึ้น และใบหน้าโดยรวมดูสดใสขึ้น
- กรอบหน้าและแนวกราม สามารถช่วยพยุงเนื้อเยื่อและเพิ่มความคมชัดของกรอบหน้า ทำให้แนว Jawline ดูชัดเจนและได้สัดส่วนมากขึ้น
- คาง ช่วยเสริมมิติและปรับสัดส่วนของคางให้รับกับโครงหน้า ส่งผลให้ใบหน้าดูสมดุลและมีมิติมากขึ้น
- แก้มตอบและขมับ เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีการสูญเสียวอลลุ่มบริเวณแก้มหรือขมับ ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟูและอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ
- หลังมือ Radiesse ได้รับความนิยมในการฟื้นฟูผิวหลังมือที่มีการสูญเสียไขมันใต้ผิว ทำให้เส้นเลือดและเส้นเอ็นดูเด่นชัด โดยช่วยให้มือเต่งตึงและดูเรียบเนียน
- ลำคอและเนินอก สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยปรับคุณภาพผิว ลดความหย่อนคล้อย และทำให้ผิวบริเวณลำคอหรือเนินอกดูเรียบเนียนขึ้น
Radiesse มีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร
ปัจจุบัน Radiesse ที่ใช้ในด้านความงามมี 2 แบบหลัก ซึ่งให้ผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูคุณภาพผิวเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ความสบายระหว่างการรักษาค่ะ
- Radiesse เป็นสูตรมาตรฐาน เหมาะสำหรับการเติมเต็มและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามแผนการรักษาของแพทย์
- Radiesse (+) Lidocaine เป็นสูตรที่มียาชา Lidocaine ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ ช่วยลดความรู้สึกเจ็บระหว่างฉีด โดยยังคงให้ผลลัพธ์ด้านการกระตุ้นคอลลาเจนและการเติมเต็มเช่นเดียวกับสูตรมาตรฐานค่ะ
Radiesse vs Sculptra ต่างกันอย่างไร
หลายคนมักลังเลระหว่าง Radiesse และ Sculptra เพราะทั้งสองหัตถการจัดอยู่ในกลุ่ม Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งด้านส่วนประกอบ กลไกการทำงาน และผลลัพธ์ที่ได้ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ดังนี้ค่ะ
| หัวข้อ | Radiesse | Sculptra |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHA) | โพลีแอลแลคติกแอซิด (PLLA) |
| จุดเด่นด้านการทำงาน | มีเนื้อเจลช่วยพยุงโครงสร้างผิว กระตุ้นคอลลาเจน (Type 1 & 3) และอีลาสติน | เน้นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน (Type 1) ขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไป |
| ระยะเวลาเห็นผล | เห็นผลบางส่วนหลังทำ (จากการเติมเต็มของเจล) และผิวจะค่อย ๆ ดีขึ้นชัดเจนในประมาณ 3-4 สัปดาห์ | ไม่เห็นผลทันที จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3-4 สัปดาห์ และผลลัพธ์จะเต็มที่ในประมาณ 2-3 เดือน |
| เหมาะกับปัญหาแบบไหน | เน้นยกกระชับเฉพาะจุด ปรับให้กรอบหน้าดูคมชัด เติมร่องลึก เช่น ร่องแก้ม และฟื้นฟูผิวหลังมือ | เน้นฟื้นฟูคุณภาพผิวทั่วใบหน้า เติมเต็มแก้มตอบ หรือผู้ที่มีปัญหาผิวบาง ขาดวอลลุ่มโดยรวม |
| ระยะเวลาคงสภาพ | ประมาณ 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) | ประมาณ 2 ปี (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) |
Radiesse เหมาะกับใคร
หมอแนะนำ Radiesse สำหรับคนไข้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยค่ะ โดยหัตถการนี้เหมาะกับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพผิวดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ผิวขาดความตึงกระชับ และต้องการฟื้นฟูผิวให้กลับมายืดหยุ่น
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องลึก บริเวณร่องแก้ม ร่องมุมปาก (ร่องน้ำหมาก) หรือผิวที่ยุบตัวลงตามวัย
- ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าและกรอบหน้า ต้องการเพิ่มความคมชัด และสร้างมุมมองให้กับกรอบหน้า
- ผู้ที่มีปัญหาผิวบริเวณหลังมือ ผิวหลังมือดูเหี่ยวย่น สูญเสียความยืดหยุ่น หรือมีเส้นเลือดปูดโปน
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาว ผู้ที่มองหาหัตถการในการฟื้นฟูผิว ซึ่งให้ผลลัพธ์ค่อนข้างนาน
ผลข้างเคียงหลังฉีด Radiesse
โดยทั่วไป Radiesse เป็นหัตถการที่ค่อนข้างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหัตถการประเภทฉีดอื่น ๆ คนไข้อาจพบอาการข้างเคียงบางอย่างได้ในช่วงแรกหลังทำ โดยมีรายละเอียดที่ควรทราบดังนี้ค่ะ
- อาการบวม แดง หรือเขียวช้ำ มักเกิดขึ้นบริเวณรอยเข็มหลังฉีด Radiesse และจะค่อย ๆ ดีขึ้นประมาณ 3-7 วัน
- ความรู้สึกตึงหรือปวดระบม อาจรู้สึกไม่สบายผิวหรือกดเจ็บเล็กน้อยในช่วง 1-3 วันแรกหลังเข้ารับบริการ
- การคลำพบก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง อาจเกิดขึ้นได้หาก Radiesse กระจายไม่สม่ำเสมอ ซึ่งต้องใช้เวลาให้ตัวยาสลายตัวไปเองตามธรรมชาติ
- การอักเสบหรือติดเชื้อ เป็นผลข้างเคียงที่พบได้ค่อนข้างน้อย มักเกิดจากการดูแลแผลหลังฉีดไม่ถูกวิธีหรือความไม่สะอาดในขั้นตอนการทำ
- การฉีดเข้าหลอดเลือด เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและพบได้ไม่บ่อย ซึ่งอาจนำไปสู่เนื้อเยื่อขาดเลือดหรือเนื้อตายได้หากแพทย์ขาดการประเมินที่เหมาะสม
ก่อนทำ Radiesse ควรเตรียมตัวอย่างไร
ก่อนเข้ารับการฉีด Radiesse หมอแนะนำให้คนไข้เตรียมความพร้อมก่อนฉีดนะคะ เพราะการเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง รวมถึงช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น โดยหมอมีข้อแนะนำในการเตรียมตัวก่อนทำดังนี้ค่ะ
- ปรึกษาแพทย์และแจ้งประวัติ : แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
- ตรวจสอบสภาพผิว : หากมีแผล ติดเชื้อ หรือสิวอักเสบรุนแรงในจุดที่จะฉีด ควรเลื่อนหัตถการออกไปก่อน
- งดยาและอาหารเสริมที่ทำให้เลือดหยุดไหลช้า : เช่น แอสไพริน NSAIDs วิตามินอี และน้ำมันปลา ประมาณ 1-2 สัปดาห์
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ : ควรงดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงอาการบวมช้ำ
- งดทำหัตถการผิวหนัง : หลีกเลี่ยงเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรือผลัดเซลล์ผิวในบริเวณที่จะฉีด Radiesse อย่างน้อย 1 สัปดาห์
ขั้นตอนการฉีด Radiesse
โดยทั่วไปการฉีด Radiesse เป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน และทุกขั้นตอนจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และทีมงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งหมอสามารถสรุปขั้นตอนคร่าว ๆ ได้ดังนี้ค่ะ
- คนไข้จะเข้ารับการปรึกษากับหมอก่อน เพื่อประเมินโครงสร้างใบหน้า สภาพผิว และปัญหาที่ต้องการแก้ไข
- ผู้ช่วยแพทย์จะทำความสะอาดผิวบริเวณที่ต้องการรักษา เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมก่อนเริ่มหัตถการ
- จากนั้นจะมีการแปะยาชาบริเวณที่ทำประมาณ 45-60 นาที เมื่อครบเวลาแล้ว ผู้ช่วยแพทย์จะทำความสะอาดผิวอีกครั้งก่อนเริ่มฉีด
- ก่อนเริ่มทำหัตถการ หมอจะให้คนไข้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ วันหมดอายุ และแกะกล่อง Radiesse ต่อหน้าคนไข้
- หมอจะเริ่มทำหัตถการตามแผนการรักษาที่วางไว้ โดยใช้เข็มแหลมเปิดผิวในตำแหน่งที่กำหนด จากนั้นใช้เข็มทู่สอดเข้าสู่ชั้นผิวและค่อย ๆ ปล่อยให้ Radiesse กระจายตัวในบริเวณที่รักษา
- หลังทำเสร็จ หมอจะแนะนำวิธีดูแลตัวเอง ข้อควรปฏิบัติ และข้อควรหลีกเลี่ยงหลังฉีด
- ผู้ช่วยแพทย์จะทำความสะอาดผิว ตรวจสอบความเรียบร้อยหลังทำหัตถการ และให้คำแนะนำเพิ่มเติมก่อนคนไข้กลับบ้าน
วิธีดูแลตัวเองหลังฉีด Radiesse
หลังฉีด Radiesse หมอแนะนำให้คนไข้ดูแลตัวเองตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยควรปฏิบัติหลังทำดังนี้ค่ะ
- ประคบเย็น ใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวม แดง หรือช้ำบริเวณที่ฉีด Radiesse
- งดสัมผัสรุนแรง ห้ามนวด กด หรือถูใบหน้าแรง ๆ อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- เลี่ยงความร้อน งดออกกำลังกายหนัก ซาวน่า และตากแดดจัดใน 48 ชั่วโมงแรก
- งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ อย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อลดการอักเสบและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
- ดื่มน้ำสะอาด ช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูผิวและการสร้างคอลลาเจนใหม่
- เว้นระยะหัตถการอื่น งดเลเซอร์และนวดหน้าในบริเวณที่ฉีด Radiesse 2-4 สัปดาห์
- สังเกตอาการ หากปวดรุนแรง ผิวเปลี่ยนสี หรือบวมผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์ทันที
วิธีตรวจสอบ Radiesse ก่อนฉีด
หมอแนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดต่อไปนี้ทุกครั้งก่อนเข้ารับการรักษาค่ะ
- ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เป็น Radiesse ของแท้จาก Merz Aesthetics
- ขอดูกล่องผลิตภัณฑ์ก่อนเปิดใช้งาน กล่องควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยเปิดหรือชำรุด
- ให้เจ้าหน้าที่เปิดกล่องและเตรียมผลิตภัณฑ์ต่อหน้าคนไข้ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
- ตรวจสอบชื่อผลิตภัณฑ์ รุ่น และวันหมดอายุ บนฉลากก่อนฉีด
- สแกน QR Code หรือ Serial Number (หากมี) เพื่อยืนยันข้อมูลผลิตภัณฑ์ตามที่ผู้ผลิตกำหนด
- สอบถามสถานพยาบาลถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ หากมีข้อสงสัยควรขอข้อมูลเพิ่มเติมได้
- เข้ารับการรักษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์ และในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน
รีวิวผลลัพธ์หลังฉีด Radiesse



เป็นผลลัพธ์เฉพาะราย และขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล
Radiesse ราคาเท่าไหร่
ราคาเฉลี่ยของ Radiesse ที่ APEX จะอยู่ที่ประมาณ 36,000 บาทต่อ 1 ซีซี ทั้งนี้อาจแตกต่างกันไปตามปริมาณ หรือระดับปัญหาของผู้รับบริการ จึงจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจวิเคราะห์สภาพผิวจากแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสมของจำนวนตัวยาและแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวค่ะ
คำถามที่คนไข้ถามบ่อยเกี่ยวกับ Radiesse
ฉีด Radiesse เจ็บไหม
ระหว่างฉีดคนไข้อาจรู้สึกตึง ๆ หรือเจ็บเล็กน้อยได้ค่ะ แต่โดยทั่วไปหมอจะมีการใช้ยาชาหรือเทคนิคช่วยลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างทำหัตถการ ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่สามารถเข้ารับการรักษาได้ค่อนข้างสบายค่ะ
Radiesse กับฟิลเลอร์เหมือนกันไหม
แม้จะให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน แต่ Radiesse แตกต่างจากฟิลเลอร์กลุ่ม Hyaluronic Acid ตรงที่เป็นสารเติมเต็มที่เน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินจากภายในร่างกายค่ะ
Radiesse ต้องฉีดกี่ครั้ง
จำนวนครั้งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาผิว อายุ และผลลัพธ์ที่คนไข้ต้องการค่ะ โดยหลายกรณีสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรก แต่หมออาจพิจารณาวางแผนการรักษาเพิ่มเติมเพื่อคงผลลัพธ์ในระยะยาวค่ะ
Radiesse กี่เดือนเห็นผล
หลังฉีดคนไข้จะเห็นผลลัพธ์ได้บางส่วน แต่ผลลัพธ์ด้านการกระตุ้นคอลลาเจนและคุณภาพผิวจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในช่วงประมาณ 1-3 เดือนหลังทำ ตามกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของร่างกายค่ะ
Radiesse อยู่ได้กี่ปี
โดยทั่วไปผลลัพธ์ของ Radiesse สามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปีค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด ปริมาณที่ใช้ การดูแลตัวเอง และการตอบสนองของร่างกายของคนไข้แต่ละคนด้วยค่ะ
สรุป
Radiesse เหมาะกับผู้ที่ต้องการทั้งการเติมเต็มและการฟื้นฟูคุณภาพผิวในหัตถการเดียวค่ะ หลังฉีดจะเห็นผลด้านการเติมเต็มได้บางส่วน ส่วนผลลัพธ์จากการกระตุ้นคอลลาเจนจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นภายในประมาณ 1–3 เดือน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด แก้มตอบ ร่องแก้ม หรือผิวขาดความกระชับ โดยผลลัพธ์มักคงอยู่ได้ประมาณ 1–2 ปี ทั้งนี้ ปริมาณที่ใช้และแผนการรักษาควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้เหมาะกับโครงสร้างใบหน้าและผลลัพธ์ที่ต้องการค่ะ
สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการฉีด Radiesse หรือสอบถามรายละเอียดหัตถการอื่น ๆ ของ APEX เพิ่มเติมได้ที่
ช่องทางการติดต่อ
- Tel : 080-500-0123
- Line : @apexbeauty
- Tiktok : apexprofoundbeauty
- Facebook : APEX Hospital & Beauty Clinic
- Instagram : apexbeauty
- Youtube : Apex Beauty Clinic
- X (Twitter) : ApexProfound




