ฉีดโบท็อก (Botox) คืออะไร ช่วยอะไร กี่วันเห็นผล หมอเอกอธิบายแบบเข้าใจง่าย

หน้าแรก » โบท็อก » ฉีดโบท็อก (Botox) คืออะไร ช่วยอะไร กี่วันเห็นผล หมอเอกอธิบายแบบเข้าใจง่าย
ว.21330
ฉีดโบท็อก (Botox)
เลือกอ่านเนื้อหาได้เลย

ฉีดโบท็อกช่วยดูแลได้ทั้งริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า และกรามเด่นจากกล้ามเนื้อ แต่ผลลัพธ์จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประเมินปัญหา จำนวนยูนิต และตำแหน่งที่ฉีด บทความนี้หมอจะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่า โบท็อกคืออะไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง กี่วันเห็นผล อยู่ได้นานไหม และข้อควรรู้ก่อนฉีด

โบท็อก คืออะไร

โบท็อก (Botox) คือสาร Botulinum toxin type A ที่ใช้เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อเฉพาะจุดแบบชั่วคราว ในงานความงามมักใช้กับริ้วรอยที่เกิดจากการขยับหน้า เช่น หน้าผาก หว่างคิ้ว หางตา รวมถึงกรามที่เด่นจากกล้ามเนื้อ

หมออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า โบท็อกไม่ได้เติมเต็มผิวเหมือนฟิลเลอร์ แต่ช่วยลดแรงดึงของกล้ามเนื้อ ทำให้ริ้วรอยดูจางลง และในบางตำแหน่ง เช่น กราม กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดขนาดลงเมื่อใช้งานน้อยลง

โบท็อก คืออะไร

กลไกการออกฤทธิ์ของโบท็อก

เวลาที่เรายิ้ม หัวเราะ ขมวดคิ้ว หรือยกคิ้ว สมองจะส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อ โดยมีสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า Acetylcholine ช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัว โบท็อกจะเข้าไปยับยั้งการส่งสัญญาณนี้ชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดทำงานลดลง เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวน้อยลง รอยย่นจากการขยับหน้าก็จะค่อย ๆ ดูจางลง

สิ่งสำคัญคือ โบท็อกออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่แพทย์ฉีดและกระจายไปตามเทคนิคที่ใช้ ดังนั้นตำแหน่ง ความลึก ปริมาณยา และความเข้าใจกายวิภาคของใบหน้าจึงสำคัญมาก ถ้าใส่ยาไม่พอดีหรือวางตำแหน่งไม่ถูก อาจทำให้ผลลัพธ์ดูแข็ง หนังตาหนัก คิ้วตก หรือใบหน้าดูไม่สมดุลได้

ริ้วรอยแบบไหนเหมาะกับการฉีดโบท็อก

ริ้วรอยไม่ได้เหมือนกันทุกแบบ หมอจะแยกง่าย ๆ เป็น 2 กลุ่ม

1. ริ้วรอยที่เกิดตอนขยับหน้า

เช่น รอยหน้าผากตอนเลิกคิ้ว รอยหว่างคิ้วตอนขมวดคิ้ว หรือรอยหางตาตอนยิ้ม กลุ่มนี้มักตอบสนองกับโบท็อกได้ดี เพราะต้นเหตุหลักมาจากการทำงานของกล้ามเนื้อ

2. ริ้วรอยที่เห็นชัดแม้ไม่ได้ขยับหน้า

เช่น ร่องลึกที่เกิดจากผิวบางลง คอลลาเจนลดลง ไขมันใต้ผิวเปลี่ยนตำแหน่ง หรือโครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนตามวัย กลุ่มนี้โบท็อกอาจช่วยได้บางส่วน แต่ถ้าร่องลึกมาก อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ฟิลเลอร์ เครื่องยกกระชับ เลเซอร์ หรือการดูแลผิวตามปัญหา

หมอจึงไม่แนะนำให้ดูแค่ตำแหน่งของริ้วรอยแล้วตัดสินใจฉีดทันที แต่ควรประเมินว่าเกิดจากกล้ามเนื้อ ผิว หรือโครงสร้างใบหน้า เพราะวิธีแก้จะไม่เหมือนกัน

ฉีดโบท็อกช่วยอะไรได้บ้าง

โบท็อกสามารถช่วยดูแลได้หลายปัญหา แต่ต้องเลือกใช้ให้ตรงกับสาเหตุหลักของปัญหานั้น ๆ

1. ลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า

ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ หน้าผาก หว่างคิ้ว และหางตา เหมาะกับผู้ที่มีรอยชัดเวลายิ้ม ขมวดคิ้ว หรือยกคิ้วบ่อย ๆ หลังฉีดกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ คลายตัว ทำให้ริ้วรอยดูเรียบขึ้น ใบหน้าดูผ่อนคลายขึ้น โดยยังควรขยับแสดงอารมณ์ได้ตามปกติถ้าใช้ปริมาณยาเหมาะสม

2. ลดกรามจากกล้ามเนื้อ

ในคนที่กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ Masseter เวลาให้กัดฟันจะคลำเจอกล้ามเนื้อเด้งชัดบริเวณมุมกราม เคสลักษณะนี้มักเหมาะกับโบท็อก เพราะเมื่อกล้ามเนื้อใช้งานลดลง ขนาดกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เล็กลง ใบหน้าจึงดูเรียวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้าใบหน้าดูใหญ่จากกระดูก ไขมัน หรือแก้มตก การฉีดโบท็อกกรามอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ และอาจทำให้แก้มดูตอบกว่าเดิมในบางเคส จึงควรให้แพทย์ประเมินก่อน

3. ลิฟต์กรอบหน้า

การฉีดโบท็อกบางเทคนิคสามารถช่วยลดแรงดึงของกล้ามเนื้อบางมัดบริเวณคอและกรอบหน้า ทำให้กรอบหน้าดูชัดขึ้นเล็กน้อย เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีกรอบหน้าไม่คมจากแรงดึงของกล้ามเนื้อ แต่ถ้าผิวหย่อนมากหรือมีไขมันสะสมชัด อาจต้องใช้หัตถการอื่นร่วมด้วย

4. ลดเหงื่อรักแร้

โบท็อกสามารถใช้ลดการทำงานของต่อมเหงื่อในบริเวณรักแร้ได้ เหมาะกับผู้ที่มีเหงื่อออกมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อเปียกเป็นวง มีกลิ่นง่าย หรือไม่มั่นใจเวลาทำงานและเข้าสังคม โดยควรให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมและปริมาณยาที่ใช้

5. ลดกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ หรือน่องบางกรณี

ในผู้ที่มีกล้ามเนื้อบ่าแน่นจากการใช้งาน หรือมีกล้ามเนื้อน่องเด่นจากโครงสร้างกล้ามเนื้อ โบท็อกอาจช่วยให้กล้ามเนื้อคลายและดูซอฟต์ลงได้บางส่วน แต่ต้องประเมินให้ดี เพราะถ้าปัญหาเกิดจากโครงสร้างกระดูก ไขมัน หรือพฤติกรรมการใช้งาน ผลลัพธ์อาจไม่ชัดเท่าที่คาดหวัง

ฉีดโบท็อกจุดไหนได้บ้าง

ฉีดโบท็อกจุดไหนได้บ้าง แต่ละจุดใช้กี่ยูนิต

จำนวนยูนิตที่ใช้ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ยี่ห้อโบท็อก เทคนิคของแพทย์ และเป้าหมายผลลัพธ์ของแต่ละคน ตัวเลขต่อไปนี้เป็นเพียงช่วงประมาณการเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ควรใช้แทนการประเมินจริง

ตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณโดยประมาณ เหมาะกับปัญหา
โบท็อกหน้าผาก 10-20 ยูนิต รอยย่นจากการเลิกคิ้ว
โบท็อกระหว่างคิ้ว 10-20 ยูนิต รอยขมวดคิ้ว สีหน้าดุเครียด
โบท็อกหางตา 10-20 ยูนิต รอยตีนกาจากเวลายิ้ม
โบท็อกริ้วรอยใต้ตา 4-8 ยูนิต ริ้วรอยใต้ตาเวลายิ้มหรือขยับหน้า
โบท็อกจมูกหรือปีกจมูก 4-10 ยูนิต ปัญหาจมูกบาน หรือรอยย่นข้างจมูก
โบท็อกยกมุมปาก 4-10 ยูนิต มุมปากตก สีหน้าดุบึ้งหรือดูเหนื่อย
โบท็อกกราม 30-60 ยูนิต กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ
โบท็อกลิฟต์กรอบหน้า 30-50 ยูนิต กรอบหน้าไม่ชัดจากแรงดึงของกล้ามเนื้อ
โบท็อกคอ 20-40 ยูนิต เส้นคอหรือกล้ามเนื้อคอเด่นบางกรณี
โบท็อกบ่า/ไหล่ 50-100 ยูนิต กล้ามเนื้อบ่าแน่นหรือเด่น
โบท็อกรักแร้ 50-100 ยูนิตต่อข้าง เหงื่อออกมากบริเวณรักแร้
โบท็อกน่อง 100-200 ยูนิต น่องใหญ่จากกล้ามเนื้อ

หมออยากเน้นว่า “ยูนิตเยอะ” ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์ดีกว่าเสมอไป ถ้าใส่มากเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเกินจำเป็น หรือทำให้ใบหน้าดูแข็งได้ เป้าหมายที่ดีคือการใช้ปริมาณที่พอดีกับปัญหาและยังคงการแสดงสีหน้าได้เหมาะสม

หมอประเมินอย่างไรว่าควรใช้กี่ยูนิต

ก่อนฉีดโบท็อก หมอจะไม่ได้ดูแค่จุดที่คนไข้บอกว่ากังวล แต่จะประเมินหลายอย่างร่วมกัน เช่น

  • กล้ามเนื้อบริเวณนั้นแข็งแรงแค่ไหน
  • ริ้วรอยเกิดเฉพาะตอนขยับ หรือเห็นชัดแม้หน้านิ่ง
  • ใบหน้าสองข้างสมดุลกันหรือไม่
  • เคยฉีดโบท็อกมาก่อนหรือไม่ และผลอยู่ได้นานแค่ไหน
  • ต้องการผลลัพธ์แบบคลายริ้วรอยเล็กน้อย หรืออยากลดแรงกล้ามเนื้อชัดขึ้น
  • มีความเสี่ยงหนังตาหนัก คิ้วตก หรือแก้มตอบหรือไม่
  • ใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมากเป็นพิเศษหรือเปล่า เช่น กัดฟัน เคี้ยวหนัก ยิ้มกว้าง หรือเลิกคิ้วบ่อย

ตัวอย่างเช่น คนที่อยากฉีดหน้าผาก หมอจะต้องดูด้วยว่ามีภาวะคิ้วตกหรือหนังตาหนักอยู่ก่อนหรือไม่ เพราะบางคนใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยยกคิ้วโดยไม่รู้ตัว ถ้าฉีดลดแรงกล้ามเนื้อหน้าผากมากเกินไป อาจทำให้รู้สึกหนังตาหนักขึ้นได้

ส่วนคนที่อยากฉีดกราม หมอจะให้กัดฟันเพื่อคลำกล้ามเนื้อ Masseter ถ้ากล้ามเนื้อเด่นชัด การฉีดโบท็อกมักช่วยให้กรามดูเล็กลงได้ แต่ถ้าแก้มตอบอยู่แล้วหรือโหนกแก้มชัดมาก ต้องวางแผนอย่างระมัดระวัง เพราะการลดกรามมากเกินไปอาจทำให้ใบหน้าดูโทรมได้

ฉีดโบท็อกกี่วันเห็นผล

หลังฉีดโบท็อก ผลลัพธ์จะยังไม่เห็นทันที เพราะตัวยาต้องใช้เวลาออกฤทธิ์กับการทำงานของกล้ามเนื้อ โดยทั่วไปมักเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อคลายตัวในช่วง 3-5 วัน และเห็นผลชัดขึ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์

ตำแหน่ง เริ่มเห็นผลโดยประมาณ เห็นผลชัดโดยประมาณ
ริ้วรอยหน้าผาก/หว่างคิ้ว/หางตา 3-5 วัน 1-2 สัปดาห์
ริ้วรอยใต้ตา 3-7 วัน 1-2 สัปดาห์
จมูกหรือปีกจมูก 3-7 วัน 1-2 สัปดาห์
ยกมุมปาก 3-7 วัน 1-2 สัปดาห์
กราม 2-4 สัปดาห์ 1-2 เดือน
ลิฟต์กรอบหน้า 1-2 สัปดาห์ 2-4 สัปดาห์
รักแร้ 3-7 วัน 1-2 สัปดาห์
บ่า/น่อง 2-4 สัปดาห์ 1-2 เดือน

หากฉีดเพื่อลดริ้วรอย มักสังเกตได้ว่าขยับหน้าแล้วรอยพับลึกน้อยลง แต่หากฉีดเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อ เช่น กรามหรือน่อง จะใช้เวลานานกว่า เพราะต้องรอให้กล้ามเนื้อค่อย ๆ ลดการใช้งานและยุบตัวลง

โบท็อกอยู่ได้นานไหม สลายหมดหรือเปล่า

ผลลัพธ์ของโบท็อกโดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ขนาดกล้ามเนื้อ ยี่ห้อ ปริมาณยา และการตอบสนองของแต่ละคน โดยโบท็อกไม่ได้อยู่ในร่างกายถาวร ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อการทำงานของกล้ามเนื้อกลับมา

ในคนที่ใช้กล้ามเนื้อบ่อย เช่น เคี้ยวอาหารเหนียว กัดฟัน ขมวดคิ้วเป็นประจำ หรือออกกำลังกายหนัก ผลลัพธ์อาจอยู่สั้นลงได้ การฉีดซ้ำควรให้แพทย์ประเมินจากการกลับมาของกล้ามเนื้อ ไม่ควรฉีดถี่เกินความจำเป็น

ฉีดโบท็อก เหมาะกับใครบ้าง

การฉีดโบท็อกอาจเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาต่อไปนี้

  • มีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า เช่น หน้าผาก หว่างคิ้ว หางตา
  • เริ่มมีรอยจาง ๆ เวลาขยับหน้า และอยากดูแลก่อนกลายเป็นร่องลึก
  • มีกล้ามเนื้อกรามเด่นจากการเคี้ยวหรือกัดฟัน
  • ต้องการให้กรอบหน้าดูชัดขึ้นในกรณีที่ปัญหาเกี่ยวข้องกับแรงดึงของกล้ามเนื้อ
  • มีเหงื่อออกมากบริเวณรักแร้จนรบกวนชีวิตประจำวัน
  • มีกล้ามเนื้อบ่าหรือน่องเด่นบางกรณี และได้รับการประเมินแล้วว่าเกิดจากกล้ามเนื้อจริง
  • ต้องการดูแลใบหน้าให้ดูผ่อนคลายขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน

สำหรับคนอายุน้อย เช่น ช่วง 20 ปีขึ้นไป โบท็อกอาจใช้ดูแลริ้วรอยระยะแรกหรือปรับรูปหน้าบางกรณีได้ แต่ไม่ควรฉีดตามกระแส ควรเริ่มจากการประเมินปัญหาจริงก่อนว่าจำเป็นหรือไม่

ฉีดโบท็อกไม่เหมาะกับใครบ้าง

บางกลุ่มควรหลีกเลี่ยงหรือควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนฉีด เช่น

  • ผู้ที่เคยแพ้ Botulinum toxin หรือส่วนประกอบของตัวยา
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อ ผิวหนังอักเสบ หรือมีแผลบริเวณที่จะฉีด
  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดที่อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์เกินจริง เช่น อยากเปลี่ยนรูปหน้าทันที หรืออยากแก้ปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อ
  • ผู้ที่มีปัญหาแก้มตอบ หนังตาหนัก หรือคิ้วตกอยู่ก่อน ซึ่งต้องวางแผนอย่างระมัดระวัง

ถ้ามีโรคประจำตัว ใช้ยาประจำ หรือเคยมีประวัติแพ้ยา ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมและลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

โบท็อกแต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร

โบท็อกแต่ละยี่ห้อเป็น Botulinum toxin type A เหมือนกันในหลักการออกฤทธิ์ แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น กระบวนการผลิต โปรตีนประกอบ การกระจายตัว ความเสถียร ระยะเวลาเริ่มออกฤทธิ์ และความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ฉีด ตัวอย่างยี่ห้อที่พบได้บ่อย ได้แก่

Allergan

เป็นตัวยาที่มีการใช้มายาวนาน จุดเด่นคือความเสถียรและการควบคุมตำแหน่งค่อนข้างดี แพทย์มักเลือกใช้ในตำแหน่งที่ต้องการความแม่นยำ เช่น ริ้วรอยเฉพาะจุด หรือบริเวณที่ต้องระวังการกระจายของยา

Dysport

มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัว เหมาะกับบางบริเวณที่ต้องการให้ตัวยาครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น เช่น กล้ามเนื้อมัดใหญ่บางตำแหน่ง ทั้งนี้ต้องใช้โดยแพทย์ที่เข้าใจอัตราการเทียบยูนิตและเทคนิคการฉีดของยี่ห้อนั้น

Xeomin

เป็น Botulinum toxin type A ที่ผ่านกระบวนการลดโปรตีนประกอบบางส่วน เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องการฉีดต่อเนื่องหรือการตอบสนองต่อยาในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การลดโอกาสดื้อยาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณที่ใช้ ความถี่ในการฉีด และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรฉีดถี่เกินความจำเป็น

Neuronox

เป็นยี่ห้อที่ใช้ในงานความงามเช่นกัน จุดเด่นคือราคาเข้าถึงง่ายและเหมาะกับบางเคสที่ต้องการดูแลริ้วรอยหรือกล้ามเนื้อเฉพาะจุด โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาชัดเจนและตรวจสอบได้

Nabota

เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อที่ได้รับความนิยมในงานความงาม จุดเด่นคือออกฤทธิ์ค่อนข้างไวในหลายเคส และมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าบางยี่ห้อ เหมาะกับการวางแผนตามงบประมาณและปัญหาของแต่ละคน

หมอไม่ได้มองว่ายี่ห้อใดดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่จะดูจากตำแหน่งที่ฉีด ความต้องการของคนไข้ ประวัติการฉีดเดิม งบประมาณ และความเหมาะสมของตัวยากับกล้ามเนื้อในเคสนั้น ๆ

วิธีเช็กโบท็อกแท้ก่อนฉีด

ก่อนฉีดโบท็อก คนไข้สามารถขอดูตัวยา กล่อง ขวด และรายละเอียดต่าง ๆ ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • กล่องและขวดมีสภาพสมบูรณ์ ไม่ชำรุด ไม่ถูกเปิดมาก่อน
  • มีเลข Lot และวันหมดอายุชัดเจน
  • เลข Lot บนกล่องและขวดควรตรงกัน
  • มีเอกสารหรือฉลากภาษาไทยตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าอย่างถูกต้อง
  • สามารถสแกน QR Code หรือตรวจสอบผ่านช่องทางของบริษัทผู้นำเข้าได้ในยี่ห้อที่มีระบบตรวจสอบ
  • แพทย์หรือเจ้าหน้าที่เปิดกล่อง ผสมยา และเตรียมยาต่อหน้าอย่างโปร่งใส
  • คลินิกสามารถให้ข้อมูลแหล่งที่มาของยาได้ชัดเจน

ถ้าราคาถูกผิดปกติ ไม่มีฉลาก ไม่มีเลข Lot ไม่ให้ดูขวด หรือฉีดในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล ควรระวัง เพราะอาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้รับอนุญาต

อันตรายจากโบท็อกปลอม

อันตรายจากโบท็อกปลอม

โบท็อกปลอมหรือโบท็อกที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นเรื่องที่ควรระวังมาก เพราะไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าตัวยามีความเข้มข้นเท่าไร ปนเปื้อนหรือไม่ และผ่านการเก็บรักษาถูกต้องหรือเปล่า ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ผลลัพธ์ไม่ขึ้น หรืออยู่สั้นผิดปกติ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงผิดตำแหน่ง
  • หนังตาตก คิ้วตก หรือใบหน้าไม่สมดุล
  • บวม อักเสบ หรือติดเชื้อ
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาในอนาคต
  • เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ควบคุมได้ยาก

หมอจึงแนะนำให้เลือกฉีดกับแพทย์ในสถานพยาบาลที่ตรวจสอบได้ ใช้ตัวยาที่มีที่มาชัดเจน และเปิดเผยข้อมูลยาให้คนไข้ตรวจสอบได้ก่อนฉีด

ขั้นตอนการฉีดโบท็อก

ขั้นตอนการฉีดโบท็อกใช้เวลาไม่นาน แต่ควรมีการประเมินอย่างละเอียดก่อนทุกครั้ง โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้

  1. ซักประวัติและประเมินปัญหา แพทย์จะสอบถามปัญหาที่กังวล ประวัติการฉีดเดิม โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และเป้าหมายผลลัพธ์ จากนั้นประเมินใบหน้าทั้งตอนหน้านิ่งและตอนแสดงสีหน้า
  2. ประเมินกล้ามเนื้อ แพทย์จะให้คนไข้ขยับกล้ามเนื้อ เช่น เลิกคิ้ว ขมวดคิ้ว ยิ้ม หรือกัดฟัน เพื่อดูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเลือกตำแหน่งฉีดให้เหมาะสม
  3. วางแผนยูนิตและตำแหน่งฉีด หลังประเมินแล้ว แพทย์จะกำหนดจำนวนยูนิต ตำแหน่ง ความลึก และเทคนิคการฉีด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความสมดุลของใบหน้า
  4. ทำความสะอาดผิวและเตรียมยา ก่อนฉีดจะมีการทำความสะอาดผิว อาจประคบเย็นหรือแปะยาชาในบางตำแหน่ง จากนั้นแพทย์จะเตรียมตัวยาตามปริมาณที่วางแผนไว้
  5. ฉีดโปรแกรมโบท็อก ขั้นตอนฉีดใช้เข็มขนาดเล็ก ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนตำแหน่งที่ฉีด หลังฉีดสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

วิธีเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อก

ก่อนฉีดโบท็อก ควรเตรียมตัวดังนี้

  • แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และประวัติแพ้ยาให้แพทย์ทราบ
  • งดยา วิตามิน หรืออาหารเสริมบางชนิดที่อาจเพิ่มโอกาสช้ำ เช่น แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา หรือแปะก๊วย หากจำเป็นต้องใช้ยาประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา
  • งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีด
  • เลี่ยงการนวดหน้า ขัดผิว หรือทำหัตถการที่ทำให้ผิวระคายเคืองบริเวณที่จะฉีดก่อนวันนัด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารมาก่อนเข้ารับบริการ
  • หากมีผื่น แผล สิวอักเสบมาก หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อน

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อก

หลังฉีดโบท็อก ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • งดนอนราบหรือก้มหน้าต่ำประมาณ 4 ชั่วโมงแรก
  • หลีกเลี่ยงการกด นวด ถู หรือคลึงบริเวณที่ฉีดแรง ๆ
  • งดออกกำลังกายหนักในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดโอกาสบวมช้ำ
  • หลีกเลี่ยงความร้อนจัด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ หรือเลเซอร์บางชนิดในช่วงแรกตามคำแนะนำของแพทย์
  • หากมีรอยเข็ม บวมแดง หรือช้ำเล็กน้อย มักค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง
  • มาตามนัดติดตามผล หากแพทย์นัดประเมินหลังฉีด

สิ่งที่ไม่ควรทำคือการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีดเอง เพราะอาจทำให้ตัวยากระจายไปยังตำแหน่งที่ไม่ต้องการ และทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากฉีดโบท็อก

การฉีดโบท็อกเป็นหัตถการที่ควรทำโดยแพทย์และใช้ตัวยาที่ได้มาตรฐาน ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักเป็นอาการเล็กน้อยและดีขึ้นได้เอง แต่ก็ควรรู้ไว้เพื่อสังเกตอาการ ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่

  • รอยแดง รอยเข็ม หรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด
  • รอยช้ำในบางจุด โดยเฉพาะผู้ที่เส้นเลือดฝอยชัดหรือผิวบาง
  • ปวดตึงหรือรู้สึกหนักบริเวณที่ฉีดในช่วงแรก
  • ปวดศีรษะเล็กน้อยในบางราย
  • คิ้วตก หนังตาหนัก หรือใบหน้าไม่สมดุล หากตัวยากระจายผิดตำแหน่งหรือใช้ปริมาณไม่เหมาะสม
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากกว่าที่ต้องการในบางตำแหน่ง

หากมีอาการผิดปกติ เช่น กลืนลำบาก หายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากผิดปกติ หรืออาการแพ้ ควรรีบติดต่อแพทย์หรือสถานพยาบาลทันที

ฉีดโบท็อก ราคาเท่าไหร่

ราคาฉีดโบท็อกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ยี่ห้อที่ใช้ จำนวนยูนิต ตำแหน่งที่ฉีด เทคนิคของแพทย์ และมาตรฐานของสถานพยาบาล ตัวอย่างช่วงราคาโดยประมาณ ได้แก่

  • ลดริ้วรอยเฉพาะจุด เริ่มต้นประมาณ 1,200-2,500 บาท
  • ริ้วรอยหน้าผาก หางตา หว่างคิ้ว เริ่มต้นประมาณ 3,500-6,000 บาท
  • ลดกรามหรือลิฟต์กรอบหน้า เริ่มต้นประมาณ 3,000-5,000 บาท
  • ลดเหงื่อรักแร้ เริ่มต้นประมาณ 8,000-15,000 บาท
  • ลดน่องหรือบ่า ขึ้นอยู่กับปริมาณยูนิตและการประเมินของแพทย์

หมอไม่แนะนำให้เลือกจากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่สำคัญกว่า คือความแท้ของตัวยา ความชำนาญของแพทย์ การประเมินปัญหาอย่างถูกต้อง และการดูแลหลังทำ

แนวทางการดูแลโปรแกรมฉีดโบท็อกที่ APEX Clinic

การฉีดโบท็อกที่ APEX เน้นการประเมินโดยแพทย์ก่อนทำทุกเคส เพราะโครงหน้า กล้ามเนื้อ และเป้าหมายผลลัพธ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จุดเด่นของการดูแลที่ APEX ได้แก่

  • ประเมินกล้ามเนื้อและโครงหน้ารายบุคคลก่อนวางแผนฉีด
  • ใช้ตัวยาที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้
  • เปิดกล่องและเตรียมยาตามขั้นตอนมาตรฐาน
  • วางแผนจำนวนยูนิตให้เหมาะกับปัญหา ไม่มากหรือน้อยเกินไป
  • เน้นผลลัพธ์ที่ใบหน้าดูผ่อนคลาย ไม่แข็งตึง
  • มีทีมแพทย์และบุคลากรดูแลตามมาตรฐานของสถานพยาบาล
  • มีหลายสาขา ช่วยให้ติดตามผลและเข้ารับบริการได้สะดวก

หมอมองว่าผลลัพธ์ที่ดีไม่ใช่แค่ริ้วรอยหายหรือกรามเล็กลง แต่ต้องดูเข้ากับใบหน้า ขยับสีหน้าได้เหมาะสม และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น

ตัวอย่างเคสฉีดโบท็อก

Botox เคสที่ 1 ริ้วรอยหว่างคิ้วและหน้าผาก

เคสที่ 1: ริ้วรอยหว่างคิ้วและหน้าผาก

คนไข้มีรอยหว่างคิ้วชัดเวลาขมวดคิ้ว และมีรอยหน้าผากจากการเลิกคิ้วบ่อย หลังประเมินพบว่าเป็นริ้วรอยจากการทำงานของกล้ามเนื้อเป็นหลัก จึงวางแผนฉีดโบท็อกในปริมาณที่พอดี เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวโดยไม่ทำให้หน้าดูแข็ง หลังทำประมาณ 2 สัปดาห์ รอยพับเวลาขยับหน้าดูตื้นลง สีหน้าดูผ่อนคลายขึ้น แต่ยังสามารถแสดงอารมณ์ได้ตามปกติ

Botox เคสที่ 2 รอยหางตาเวลายิ้ม

เคสที่ 2: รอยหางตาเวลายิ้ม

คนไข้กังวลรอยตีนกาที่ชัดเวลายิ้มหรือหัวเราะ หมอประเมินกล้ามเนื้อรอบดวงตาและวางตำแหน่งฉีดอย่างระมัดระวัง เพื่อให้รอยดูจางลงแต่ยังคงรอยยิ้มไว้ หลังฉีดประมาณ 1-2 สัปดาห์ รอยหางตาดูซอฟต์ลง ดวงตาดูสดใสขึ้น และยังยิ้มได้เป็นปกติ

Botox เคสที่ 3 กรามเด่นจากกล้ามเนื้อ

เคสที่ 3: กรามเด่นจากกล้ามเนื้อ

คนไข้มีกล้ามเนื้อกรามเด่นชัด โดยเฉพาะเวลาให้กัดฟัน พบว่ากล้ามเนื้อ Masseter ทำงานค่อนข้างมาก จึงวางแผนฉีดโบท็อกเพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ หลังทำประมาณ 1-2 เดือน กรามค่อย ๆ ดูเล็กลง ใบหน้าดูซอฟต์ขึ้น โดยผลลัพธ์เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เปลี่ยนทันทีหลังฉีด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดโบท็อก

ฉีดโบท็อกแล้วหน้าจะแข็งไหม

ถ้าประเมินถูกต้อง ใช้ปริมาณยาพอดี และวางตำแหน่งเหมาะสม ใบหน้าไม่ควรแข็งจนแสดงอารมณ์ไม่ได้ ปัญหาหน้าแข็งมักเกิดจากการใช้ยามากเกินไป หรือฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะกับการขยับของใบหน้า

ฉีดโบท็อกแล้วต้องกลับมาฉีดตลอดไหม

ไม่จำเป็นต้องฉีดตลอด หากหยุดฉีด กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ กลับมาทำงานตามเดิม และริ้วรอยหรือขนาดกล้ามเนื้ออาจกลับมาใกล้เคียงเดิมได้ การฉีดซ้ำควรวางแผนตามความเหมาะสม ไม่ควรฉีดถี่เกินไป

ฉีดโบท็อกบ่อย ๆ มีโอกาสดื้อยาไหม

มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในบางกรณี โดยเฉพาะหากฉีดถี่เกินไป ใช้ปริมาณมากเกินความจำเป็น หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การเว้นระยะอย่างเหมาะสมและเลือกใช้ตัวยาที่ตรวจสอบได้ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

ฉีดโบท็อกเจ็บไหม

ส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย คล้ายมดกัดหรือสะกิดเบา ๆ เพราะใช้เข็มขนาดเล็ก บางตำแหน่งอาจประคบเย็นหรือใช้ยาชาช่วยลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างทำ

ฉีดโบท็อกแล้วเห็นผลทันทีไหม

ไม่เห็นผลทันที โบท็อกต้องใช้เวลาออกฤทธิ์ โดยริ้วรอยมักเริ่มเห็นผลใน 3-5 วัน และชัดขึ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนกรามหรือกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ต้องใช้เวลานานกว่า อาจเห็นชัดประมาณ 1-2 เดือน

หลังฉีดโบท็อกแต่งหน้าได้ไหม

โดยทั่วไปสามารถแต่งหน้าได้หลังผ่านช่วงแรก แต่ควรหลีกเลี่ยงการกด ถู หรือนวดแรง ๆ บริเวณที่ฉีด โดยเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันการรบกวนตำแหน่งของตัวยา

โบท็อกช่วยลดรูขุมขนได้ไหม

ในบางเคส โบท็อกเทคนิคตื้นหรือ Micro Botox อาจช่วยให้ผิวดูละเอียดขึ้น ลดความมัน และทำให้รูขุมขนดูเล็กลงได้บางส่วน แต่ไม่ใช่การรักษาหลักสำหรับทุกปัญหารูขุมขน ควรประเมินสภาพผิวร่วมกับแพทย์ก่อน

อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มฉีดโบท็อกได้

โดยทั่วไปผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปและมีข้อบ่งชี้เหมาะสมสามารถปรึกษาแพทย์ได้ แต่ไม่ควรฉีดเพียงเพราะกลัวแก่หรือทำตามกระแส หมอจะดูว่ามีริ้วรอยจากกล้ามเนื้อจริงหรือไม่ และจำเป็นต้องเริ่มฉีดหรือยัง

ฉีดโบท็อกกรามแล้วหน้าเรียวทุกคนไหม

ไม่ทุกคน โบท็อกกรามเหมาะกับคนที่กรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ ถ้าใบหน้าดูใหญ่จากกระดูก ไขมัน หรือแก้ม การฉีดโบท็อกอาจช่วยได้น้อย หรือไม่ใช่วิธีหลักในการแก้ปัญหา

ฉีดโบท็อกกับฟิลเลอร์ต่างกันอย่างไร

โบท็อกช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อ เหมาะกับริ้วรอยจากการขยับหน้าและกล้ามเนื้อบางตำแหน่ง ส่วนฟิลเลอร์เป็นการเติมเต็มปริมาตร เหมาะกับร่องลึกหรือบริเวณที่มีการยุบตัวของเนื้อเยื่อ ทั้งสองอย่างใช้แก้ปัญหาคนละแบบ และบางเคสอาจใช้ร่วมกันได้ตามการประเมินของแพทย์

สรุปจากหมอเอก

ฉีดโบท็อกเป็นหัตถการที่ช่วยลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ลดกรามจากกล้ามเนื้อ ลิฟต์กรอบหน้าบางกรณี และลดเหงื่อรักแร้ได้ เมื่อใช้ในตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเลือกยี่ห้อที่แพงที่สุด หรือใช้ยูนิตมากที่สุด แต่คือการประเมินให้ถูกว่าปัญหาเกิดจากอะไร ถ้าเกิดจากกล้ามเนื้อ โบท็อกมักตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าเกิดจากผิวหย่อน ไขมัน หรือโครงสร้างกระดูก อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

ก่อนฉีดทุกครั้งควรเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ใช้ตัวยาที่ตรวจสอบได้ และให้แพทย์เป็นผู้ประเมินอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะกับใบหน้า ลดความเสี่ยง และยังคงการแสดงสีหน้าได้อย่างมั่นใจ

แชร์บทความ
นพ.เอกลัคณ์ ธรรมสุนทร (หมอเอก)
ว.21330
บทความโดย นพ.เอกลัคณ์ ธรรมสุนทร (หมอเอก)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัวและศัลยศาสตร์
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
ปรึกษาคุณหมอฟรี
Apex Clinic Teams
โปรโมชั่นประจำเดือนนี้
โปรโมชัน Skin Celeb
บทความที่เกี่ยวข้อง
Allergan Botox

Allergan Botox (อเมริกา) อยู่ได้นานแค่ไหน ฉีดจุดไหนได้บ้าง

Allergan Botox คือโบทูลินัมท็อกซินชนิด Botulinum Toxin Type A ที่พัฒนาโดยบริษัท Allergan ซึ่งมีต้นกำเนิดจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา
Dysport Botox

Dysport Botox (ดิสพอร์ต) ดีไหม ต่างจากโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่นอย่างไร

Dysport Botox เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการปรับรูปหน้าและลดเลือนริ้วรอย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ Dysport Botox คืออะไร
โบท็อกซ์ Neuronox

โบท็อกซ์ Neuronox คืออะไร ลดริ้วรอยลึกได้ไหม มีรุ่นไหนบ้าง

โบท็อกซ์ Neuronox คือหนึ่งในตัวเลือกที่หลายคนเริ่มมองหา เมื่อการบำรุงผิวด้วยสกินแคร์แบบเดิม อาจไม่สามารถจัดการกับปัญหาริ้วรอย
BTXA Botox

โบท็อกซ์ BTXA คืออะไร อันตรายไหม เหมาะกับปัญหาแบบไหนบ้าง

โบท็อกซ์ BTXA เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายคนนิยมใช้เพื่อช่วยดูแลเรื่องริ้วรอยบนใบหน้า แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีความกังวลใจ