ไฮเปอร์แบริค หรือ Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT) คืออะไร ช่วยเพิ่มออกซิเจนในร่างกายได้อย่างไร

หน้าแรก » Wellness » ไฮเปอร์แบริค หรือ Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT) คืออะไร ช่วยเพิ่มออกซิเจนในร่างกายได้อย่างไร
ว.66289
ไฮเปอร์แบริค หรือ Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT)
เลือกอ่านเนื้อหาได้เลย

ไฮเปอร์แบริค หรือ Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT) เป็นการให้ออกซิเจนภายในห้องหรืออุโมงค์ที่มีแรงดันสูงกว่าสภาวะปกติ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ละลายในเลือดและส่งไปยังเนื้อเยื่อได้มากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาภาวะบางประเภท รวมถึงใช้สนับสนุนการฟื้นตัวในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับแผลหรือเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน

ไฮเปอร์แบริค คืออะไร

ไฮเปอร์แบริคอธิบายง่าย ๆ ได้ว่า เป็นการเพิ่มแรงดันรอบตัวขณะหายใจรับออกซิเจน ทำให้ออกซิเจนละลายในส่วนของพลาสมาได้มากกว่าการหายใจในสภาวะทั่วไป

เมื่อปริมาณออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น ร่างกายจึงสามารถส่งออกซิเจนไปยังบริเวณที่มีเลือดไปเลี้ยงลดลงหรืออยู่ระหว่างการซ่อมแซมได้มากขึ้นในบางภาวะ อย่างไรก็ตาม ผลของการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของห้องปรับแรงดัน ระดับแรงดัน ความเข้มข้นของออกซิเจน ระยะเวลาที่ทำ และปัญหาสุขภาพของแต่ละคน

Hyperbaric Oxygen Therapy ทำงานอย่างไร

Hyperbaric Oxygen Therapy ทำงานอย่างไร

หลักการของ Hyperbaric Oxygen Therapy คือการใช้แรงดันร่วมกับการให้ออกซิเจน เพื่อเพิ่มออกซิเจนที่ละลายในกระแสเลือดและส่งต่อไปยังเนื้อเยื่อ โดยมีกระบวนการสำคัญดังนี้

  • เพิ่มออกซิเจนที่ละลายในพลาสมา แรงดันที่สูงขึ้นช่วยให้ออกซิเจนละลายในของเหลวส่วนต่าง ๆ ของเลือดได้มากขึ้น ไม่ได้อาศัยเฉพาะออกซิเจนที่จับกับเม็ดเลือดแดง
  • เพิ่มการส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อบริเวณที่บาดเจ็บ บวม หรือมีเลือดไปเลี้ยงลดลง อาจได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นภายใต้แผนการรักษาที่เหมาะสม
  • สนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมแผล ออกซิเจนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจน การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และการสร้างหลอดเลือดใหม่
  • ช่วยควบคุมการบวมในบางภาวะ การเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดภายใต้แรงดันอาจมีส่วนช่วยลดการคั่งของของเหลวในเนื้อเยื่อบางประเภท

สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ HBOT ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันในทุกคน และไม่สามารถนำมาใช้แทนการรักษาหลัก เช่น การผ่าตัด การให้ยาปฏิชีวนะ การทำแผล หรือการควบคุมโรคประจำตัวได้

ไฮเปอร์แบริคช่วยอะไรบ้าง

การนำไฮเปอร์แบริคมาใช้ควรแบ่งระหว่างข้อบ่งใช้ทางการแพทย์กับการทำเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูทั่วไป เพราะมีระดับหลักฐานและเป้าหมายแตกต่างกัน

ภาวะทางการแพทย์ที่อาจใช้ HBOT ร่วมกับการรักษาหลัก

แพทย์อาจพิจารณา Hyperbaric Oxygen Therapy ในภาวะบางประเภท เช่น

  • ภาวะคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ
  • โรคลดความดันจากการดำน้ำ หรือ Decompression Sickness
  • ฟองอากาศอุดตันในหลอดเลือด
  • แผลเบาหวานบางระดับที่มีปัญหาแผลหายช้า
  • เนื้อเยื่อเสียหายภายหลังการฉายรังสี
  • การติดเชื้อในเนื้อเยื่อบางชนิด
  • กระดูกอักเสบเรื้อรังที่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไปไม่เพียงพอ
  • แผ่นเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่ปลูกถ่ายและมีปัญหาเลือดไปเลี้ยง
  • ภาวะเนื้อเยื่อขาดเลือดจากการบาดเจ็บเฉียบพลันบางประเภท

การใช้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของร่างกาย

สถานพยาบาลบางแห่งอาจนำออกซิเจนแรงดันสูงมาใช้ในโปรแกรมสนับสนุนการฟื้นตัว เช่น หลังใช้ร่างกายหนัก หลังทำหัตถการ หรือในผู้ที่รู้สึกอ่อนเพลีย อย่างไรก็ตาม อาการอ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือนอนหลับไม่เพียงพออาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การทำไฮเปอร์แบริคจึงไม่ควรนำมาแทนการตรวจสุขภาพ การนอนให้เพียงพอ การดูแลโภชนาการ หรือการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ

ไฮเปอร์แบริคช่วยฟื้นฟูหลังผ่าตัดได้หรือไม่

หลังผ่าตัด ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนในกระบวนการสร้างคอลลาเจน สมานแผล และซ่อมแซมเนื้อเยื่อ แพทย์จึงอาจพิจารณา HBOT เป็นการดูแลเสริมในบางกรณีที่แผลมีความเสี่ยงขาดออกซิเจน เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ หรือเนื้อเยื่อฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด แต่ผู้ที่ผ่าตัดหรือศัลยกรรมทุกคนไม่ได้จำเป็นต้องทำไฮเปอร์แบริค หากแผลเป็นปกติและไม่มีภาวะแทรกซ้อน การดูแลแผล รับประทานยาตามแผน พักผ่อน และติดตามอาการกับแพทย์เจ้าของเคสยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด กรณีที่อาจต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม ได้แก่

  • แผลหายช้าหรือขอบแผลมีสีผิดปกติ
  • เนื้อเยื่อมีความเสี่ยงขาดเลือดหรือขาดออกซิเจน
  • แผ่นผิวหนังหรือเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายมีปัญหา
  • มีโรคประจำตัวที่กระทบต่อการหายของแผล
  • แพทย์เจ้าของเคสเห็นว่าควรใช้เป็นการรักษาเสริม

ข้อดีของการทำ Hyperbaric Oxygen Therapy

ข้อดีของการทำ Hyperbaric Oxygen Therapy

ประโยชน์ของ HBOT ขึ้นอยู่กับข้อบ่งใช้และสภาพเนื้อเยื่อของแต่ละคน โดยอาจมีส่วนช่วยในด้านต่อไปนี้

  • เพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปยังเนื้อเยื่อ
  • สนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจนและสมานแผล
  • สนับสนุนการสร้างหลอดเลือดใหม่ในเนื้อเยื่อบางประเภท
  • ช่วยควบคุมการบวมของเนื้อเยื่อในบางภาวะ
  • เสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการควบคุมเชื้อบางชนิด
  • ใช้ร่วมกับการรักษาหลักในภาวะที่มีข้อบ่งใช้ชัดเจน

ไฮเปอร์แบริคเหมาะกับใคร

ผู้ที่อาจได้รับการพิจารณาให้ทำไฮเปอร์แบริค ได้แก่

  • ผู้ที่มีภาวะอยู่ในข้อบ่งใช้ของ HBOT
  • ผู้ที่มีแผลหายช้าหรือแผลเรื้อรังบางประเภท
  • ผู้ที่มีเนื้อเยื่อขาดออกซิเจนหรือมีเลือดไปเลี้ยงลดลง
  • ผู้ที่มีแผ่นเนื้อเยื่อหรือผิวหนังปลูกถ่ายที่เริ่มมีปัญหา
  • ผู้ที่แพทย์เห็นว่าควรใช้ HBOT ร่วมกับการรักษาหลัก
  • ผู้ที่ต้องการดูแลการฟื้นตัวหลังหัตถการและผ่านการประเมินแล้ว

แพทย์จะพิจารณาจากปัญหาที่ต้องการรักษา โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และความสามารถในการปรับแรงดันบริเวณหูและไซนัสก่อนวางแผน

ไฮเปอร์แบริคไม่เหมาะกับใคร

ภาวะปอดรั่วที่ยังไม่ได้รับการรักษาเป็นข้อห้ามสำคัญของการทำ HBOT เพราะการเปลี่ยนแปลงของแรงดันอาจทำให้อากาศในช่องเยื่อหุ้มปอดขยายตัวและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ กลุ่มต่อไปนี้ควรแจ้งแพทย์และรับการประเมินเป็นพิเศษก่อนทำ

  • ผู้ที่มีประวัติปอดรั่ว ปอดแฟบ หรือผ่าตัดปอด
  • ผู้ที่มีโรคถุงลมโป่งพองหรือถุงลมโป่งพองเฉพาะจุด
  • ผู้ที่เป็นหวัด คัดจมูก ไซนัสอักเสบ หรือหูอักเสบ
  • ผู้ที่มีไข้หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน
  • ผู้ที่มีประวัติลมชักหรือควบคุมอาการชักได้ไม่ดี
  • ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคหัวใจที่ยังควบคุมไม่ได้
  • ผู้ที่ใช้ยาเคมีบำบัดหรือยาบางชนิดที่อาจมีปฏิกิริยากับออกซิเจน
  • ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำง่าย
  • ผู้ที่กลัวพื้นที่แคบหรือมีอาการตื่นตระหนกรุนแรง
  • สตรีมีครรภ์ เว้นแต่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์และอยู่ในการดูแลของแพทย์

การมีภาวะเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ทุกคน แต่แพทย์ต้องชั่งน้ำหนักประโยชน์และความเสี่ยงเป็นรายกรณี

ผลข้างเคียงของไฮเปอร์แบริค

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของแรงดันและปริมาณออกซิเจนที่ได้รับ อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • หูอื้อ แน่นหู หรือปวดหู
  • แน่นไซนัสหรือปวดบริเวณใบหน้า
  • เวียนศีรษะหรืออ่อนเพลียชั่วคราว
  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลงชั่วคราวเมื่อทำต่อเนื่องหลายครั้ง
  • รู้สึกอึดอัดหรือวิตกกังวลจากพื้นที่ปิด
  • น้ำตาลในเลือดลดลงในผู้ป่วยเบาหวานบางราย
  • การบาดเจ็บจากแรงดันบริเวณปอด ซึ่งพบไม่บ่อย
  • ภาวะออกซิเจนเป็นพิษต่อระบบประสาทหรือปอด ซึ่งพบได้น้อยเมื่อควบคุมการรักษาอย่างเหมาะสม

หากรู้สึกปวดหูมาก หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก มองเห็นผิดปกติ หรือมีอาการผิดปกติระหว่างทำ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

การเตรียมตัวก่อนทำไฮเปอร์แบริค

การเตรียมตัวที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงจากแรงดันและความเข้มข้นของออกซิเจน โดยควรปฏิบัติดังนี้

  • แจ้งโรคประจำตัว ประวัติผ่าตัด และอาการที่ต้องการรักษา
  • แจ้งรายชื่อยา วิตามิน และอาหารเสริมที่ใช้อยู่
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากมีหวัด คัดจมูก ปวดหู ไซนัสอักเสบ หรือมีไข้
  • รับประทานอาหารในปริมาณเหมาะสมก่อนทำ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับบริการ
  • ไม่ทาโลชั่น น้ำมัน น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมติดไฟง่าย
  • ถอดเครื่องประดับ นาฬิกา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งของที่ไม่อนุญาต
  • เปลี่ยนเป็นชุดที่สถานพยาบาลจัดเตรียมให้
  • เรียนรู้วิธีปรับแรงดันหูจากเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าห้อง

ขั้นตอนการทำไฮเปอร์แบริค

ขั้นตอนการทำไฮเปอร์แบริคที่ APEX Clinic

ก่อนเริ่มทำ ทีมดูแลจะประเมินความพร้อมและอธิบายวิธีปฏิบัติตัวภายในอุโมงค์ โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้

  1. ซักประวัติและประเมินสุขภาพ แพทย์หรือทีมดูแลจะสอบถามโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ประวัติโรคปอด โรคหูและไซนัส รวมถึงเป้าหมายของการทำ
  2. ตรวจสัญญาณชีพ เจ้าหน้าที่จะตรวจความดันโลหิต ชีพจร และอาการทั่วไป เพื่อประเมินความพร้อมก่อนเข้าอุโมงค์
  3. เตรียมตัวก่อนเข้าอุโมงค์ ผู้รับบริการจะเปลี่ยนชุด ถอดสิ่งของที่ไม่อนุญาต และเรียนรู้วิธีปรับแรงดันหู เช่น การกลืนน้ำลาย หาว หรือขยับขากรรไกร
  4. ปรับแรงดันขึ้นอย่างช้า ๆ หลังเข้าอุโมงค์ ระบบจะค่อย ๆ เพิ่มแรงดัน ผู้รับบริการอาจรู้สึกคล้ายเวลาขึ้นเครื่องบิน หากแน่นหรือปวดหูควรแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ควรฝืนทน
  5. รับออกซิเจนตามแผนที่กำหนด เมื่อถึงระดับแรงดันที่เหมาะสม ผู้รับบริการจะอยู่ในอุโมงค์ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการตลอดการทำ
  6. ลดแรงดันกลับสู่สภาวะปกติ เมื่อครบเวลา ระบบจะค่อย ๆ ลดแรงดันเพื่อให้หู ไซนัส และร่างกายปรับตัว
  7. ประเมินอาการหลังทำ หลังออกจากอุโมงค์ เจ้าหน้าที่จะสอบถามอาการหูอื้อ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือความผิดปกติอื่นก่อนให้กลับ

การดูแลตัวเองหลังทำ HBOT

หลังทำ ผู้รับบริการส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • พักผ่อนตามความเหมาะสม
  • กลืนน้ำลาย หาว หรือขยับขากรรไกรหากยังรู้สึกแน่นหูเล็กน้อย
  • รับประทานยาและดูแลแผลตามแผนของแพทย์เจ้าของเคส
  • ไม่หยุดยา เปลี่ยนยา หรือปรับการรักษาด้วยตนเอง
  • หลีกเลี่ยงการดำน้ำหรือกิจกรรมที่มีแรงดันเปลี่ยนแปลงมากจนกว่าแพทย์จะอนุญาต

ไฮเปอร์แบริคต้องทำกี่ครั้ง

จำนวนครั้งของการทำไฮเปอร์แบริคขึ้นอยู่กับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละคน โดยเคสฟื้นฟูหลังหัตถการหรือหลังผ่าตัดอาจทำประมาณ 3–10 ครั้ง ส่วนแผลเรื้อรัง แผลหายช้า หรือภาวะที่เนื้อเยื่อเสียหาย อาจต้องทำต่อเนื่องประมาณ 20–40 ครั้ง ระยะเวลาและจำนวนครั้งจึงควรให้แพทย์ประเมินจากลักษณะแผล โรคประจำตัว และการตอบสนองระหว่างการรักษา เพื่อปรับแผนให้เหมาะกับแต่ละเคส

ราคาโปรแกรมไฮเปอร์แบริคที่ APEX

ราคา Hyperbaric Oxygen ที่ APEX เริ่มต้นประมาณ 1,900 บาทต่อครั้ง ส่วนราคาแพ็กเกจขึ้นอยู่กับจำนวนครั้ง โปรโมชัน และเงื่อนไขในแต่ละช่วงเวลา ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำให้สอบถามราคาล่าสุดและเงื่อนไขกับเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับบริการ

รีวิว ไฮเปอร์แบริค

รีวิวโปรแกรมไฮเปอร์แบริค

คุณน้ำแข็งเข้ารับบริการเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากต้องตื่นเช้า ใช้สมาธิ และจดจำข้อมูลจำนวนมากจากการทำงาน จึงเลือกทำไฮเปอร์แบริคเพื่อดูแลการฟื้นตัวของร่างกายในช่วงที่พักผ่อนน้อย

ประสบการณ์และความรู้สึกหลังทำเป็นผลเฉพาะบุคคล ไม่สามารถใช้แทนการประเมินทางการแพทย์หรือรับรองว่าทุกคนจะได้รับผลลัพธ์เหมือนกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไฮเปอร์แบริค

ไฮเปอร์แบริคกับ HBOT เหมือนกันไหม

เหมือนกัน โดย HBOT ย่อมาจาก Hyperbaric Oxygen Therapy ส่วนคำว่าไฮเปอร์แบริคเป็นคำที่นิยมใช้เรียกการบำบัดด้วยออกซิเจนภายใต้แรงดันสูง

การทำไฮเปอร์แบริคเจ็บไหม

โดยทั่วไปไม่มีการฉีดหรือผ่าตัด ความรู้สึกที่พบได้คือแน่นหูหรือหูอื้อในช่วงที่แรงดันเปลี่ยน หากปวดหูควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ทำ HBOT แต่ละครั้งใช้เวลานานเท่าไร

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและชนิดของเครื่อง โดยทั่วไปต้องรวมช่วงเพิ่มแรงดัน รับออกซิเจน และลดแรงดันกลับสู่ปกติด้วย

หากปวดหูระหว่างทำควรทำอย่างไร

ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที พร้อมกลืนน้ำลาย หาว หรือขยับขากรรไกรตามคำแนะนำ ไม่ควรฝืนปรับแรงดันต่อหากยังมีอาการปวด

เป็นหวัดหรือคัดจมูกทำไฮเปอร์แบริคได้ไหม

ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะอาการคัดจมูก ไซนัสอักเสบ หรือหูอักเสบอาจทำให้ปรับแรงดันได้ยากและเพิ่มโอกาสปวดหูหรือปวดไซนัส

ไฮเปอร์แบริคช่วยให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้นหรือไม่

อาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวในบางกรณีที่เนื้อเยื่อมีปัญหาขาดออกซิเจนหรือเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ แต่ไม่ได้จำเป็นสำหรับแผลผ่าตัดทุกประเภท และไม่สามารถแทนการดูแลแผลตามแผนของแพทย์ได้

ทำไฮเปอร์แบริคแล้วต้องพักฟื้นไหม

โดยทั่วไปไม่ต้องพักฟื้นเป็นพิเศษ แต่ควรสังเกตอาการหูอื้อ เวียนศีรษะ หรือความผิดปกติอื่น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ทำไฮเปอร์แบริคเพื่อแก้อาการอ่อนเพลียได้ไหม

อาการอ่อนเพลียมีหลายสาเหตุ ตั้งแต่พักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะเครียด โลหิตจาง ไปจนถึงโรคประจำตัว หากอ่อนเพลียต่อเนื่องควรตรวจหาสาเหตุก่อน ไม่ควรใช้ HBOT แทนการวินิจฉัยและรักษาโรค

สรุป

ไฮเปอร์แบริค หรือ Hyperbaric Oxygen Therapy (HBOT) เป็นการให้ออกซิเจนภายใต้แรงดันสูง เพื่อเพิ่มออกซิเจนที่ละลายในเลือดและส่งไปยังเนื้อเยื่อ การรักษาวิธีนี้มีข้อบ่งใช้ในภาวะทางการแพทย์บางประเภท และอาจใช้สนับสนุนการฟื้นตัวในบางกรณี แต่ไม่ได้เหมาะหรือจำเป็นสำหรับทุกคน ก่อนทำควรได้รับการประเมินโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ปัญหาเกี่ยวกับปอด หู และไซนัส รวมถึงตรวจสอบว่าชนิดเครื่อง ระดับแรงดัน และแผนการทำเหมาะกับเป้าหมายของตนเองหรือไม่

อ้างอิงข้อมูล

Undersea & Hyperbaric Medical Society. (2020). HBO indications.

Gawdi, R., Yrastorza, J., & Cooper, J. S. (2025). Hyperbaric oxygen therapy contraindications. StatPearls Publishing.

Sadri, R. A., & Cooper, J. S. (2025). Hyperbaric complications. StatPearls Publishing.

U.S. Food and Drug Administration. (2025). Follow instructions for safe use of hyperbaric oxygen therapy devices: Letter to health care providers.

แชร์บทความ
พญ.ธนัชพร ลาภาธารกุล (หมอแอน)
ว.66289
บทความโดย พญ.ธนัชพร ลาภาธารกุล (หมอแอน)
แพทย์ผู้ดูแลการรักษาด้านเวชศาสตร์ความงาม
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
ปรึกษาคุณหมอฟรี
Apex Clinic Teams
โปรโมชั่นประจำเดือนนี้
โปรโมชัน Skin Celeb
บทความที่เกี่ยวข้อง
Colon Hydrotherapy

Colon Hydrotherapy คืออะไร ดีท็อกลำไส้ ช่วยปรับสมดุลการขับถ่าย

Colon Hydrotherapy คือหนึ่งในวิธี ดีท็อกลำไส้และล้างลำไส้ใหญ่ ที่ช่วยทำความสะอาดลำไส้ด้วยน้ำผ่านระบบเฉพาะทาง เพื่อขจัดของเสียที่ตกค้างและปรับสมดุลการขับถ่าย
EIS BIO SCAN

EIS BIO SCAN คืออะไร ตรวจสุขภาพไม่ต้องเจาะเลือด รู้ผลทันที

EIS BIO SCAN เทคโนโลยีตรวจสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ร่างกายได้โดยไม่ต้องเจาะเลือด และรู้ผลได้ทันทีภายในไม่กี่นาที