Juvelook คืออะไร ช่วยอะไร ไหมน้ำงานผิว ราคาเท่าไหร่

หน้าแรก » Biostimulator » Juvelook คืออะไร ช่วยอะไร ไหมน้ำงานผิว ราคาเท่าไหร่
ว.41660
Juvelook
เลือกอ่านเนื้อหาได้เลย

Juvelook เป็นกลุ่ม Hybrid Biostimulator ที่รวม PDLLA และ HA ไว้ด้วยกันครับ จุดเด่นคือช่วยดูแลคุณภาพผิวไปพร้อมกับกระตุ้นคอลลาเจน เหมาะกับคนที่เริ่มมีริ้วรอยตื้น รูขุมขนเห็นชัด หรือรู้สึกว่าผิวไม่ค่อยแน่นและยืดหยุ่นเหมือนเดิม แต่ผลลัพธ์จะไม่ได้เปลี่ยนทันทีแบบชัด ๆ นะครับ แต่จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นหลังฉีด

Juvelook คืออะไร

Juvelook คืออะไร

Juvelook คือผลิตภัณฑ์ฉีดกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่มี PDLLA ร่วมกับ HA โดย HA ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวดูอิ่มขึ้นในช่วงแรก ส่วน PDLLA ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นฟื้นฟูคุณภาพผิว ริ้วรอยตื้นและพื้นผิวหนังที่ไม่เรียบ มากกว่าการเติมวอลลุ่มหรือปรับภาพรวมของหน้าเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป

Juvelook ช่วยอะไรบ้าง

Juvelook ช่วยดูแลคุณภาพผิวได้หลายด้าน โดยเน้นทั้งความชุ่มชื้น ความเรียบเนียน และการกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวค่อย ๆ ดูดีขึ้น เช่น

  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว
  • ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและแน่นขึ้น
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยตื้น ๆ
  • ช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลง
  • ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูของผิว
  • ช่วยฟื้นฟูผิวที่ดูโทรมและขาดความยืดหยุ่น
  • ช่วยปรับพื้นผิวที่ไม่เรียบ เช่น รอยหลุมสิวบางประเภท

Juvelook ต่างจาก Skin Booster และฟิลเลอร์อย่างไร

Juvelook, Skin Booster และ ฟิลเลอร์ ต่างกันหลัก ๆ ที่เป้าหมายของการฉีด โดย Juvelook เน้นกระตุ้นคอลลาเจน Skin Booster เน้นความชุ่มชื้นและคุณภาพผิว ส่วนฟิลเลอร์เน้นเติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่ม ซึ่งหมอสรุปมาให้ ดังนี้

หัวข้อ Juvelook Skin Booster Filler
กลุ่มผลิตภัณฑ์ Collagen Biostimulator สารฉีดบำรุงผิว (เช่น HA) Dermal Filler
เป้าหมายหลัก กระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิว เติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่ม
จุดเด่น ช่วยเรื่องริ้วรอยตื้น รูขุมขน และผิวไม่เรียบ ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น อิ่มน้ำ และสดใสขึ้น ช่วยเติมร่องลึกและปรับสัดส่วนใบหน้า
ลักษณะผลลัพธ์ ค่อย ๆ พัฒนาจากการกระตุ้นคอลลาเจน เน้นงานผิวและความชุ่มชื้น เห็นการเติมเต็มหรือวอลลุ่มได้ชัดกว่า
เหมาะกับใคร ผิวเริ่มเสียความยืดหยุ่น มีริ้วรอยตื้น หรือผิวไม่เรียบ ผิวแห้ง ขาดน้ำ ดูโทรม ใบหน้าตอบ ร่องลึก หรือบริเวณที่ขาดวอลลุ่ม

สรุปแล้วหัตถการทั้ง 3 กลุ่มมีเป้าหมายต่างกันครับ หมอจะดูก่อนว่าปัญหาหลักมาจากคุณภาพผิว การขาดวอลลุ่ม หรือโครงสร้างใบหน้า แล้วจึงเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับแต่ละเคส

Juvelook เหมาะกับใคร

เคสส่วนใหญ่ที่เหมาะกับ Juvelook มักเป็นคนที่เริ่มมีริ้วรอยตื้น รูขุมขนเห็นชัด ผิวไม่เรียบ หรือความยืดหยุ่นลดลง และต้องการเน้นฟื้นฟูคุณภาพผิวมากกว่าการเติมวอลลุ่ม เช่น

  • ผู้ที่มีริ้วรอยตื้นและรู้สึกว่าผิวไม่เรียบเหมือนเดิม
  • ผู้ที่มีรูขุมขนชัดร่วมกับความยืดหยุ่นของผิวลดลง
  • ผู้ที่มีหลุมสิวตื้นหรือพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ
  • ผู้ที่มีริ้วรอยใต้ตาหรือผิวรอบดวงตาบางในบางลักษณะ
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ด้านคุณภาพผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • ผู้ที่ไม่ต้องการเติมวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้าให้เปลี่ยนชัดเจน
ถ้าใครไม่แน่ใจว่าปัญหาผิวของตัวเองเหมาะกับ Juvelook หรือไม่ ส่วนใหญ่ก็สามารถส่งภาพให้ทีมแพทย์ช่วยประเมินเบื้องต้นก่อนวางแผนการรักษาได้ครับ

ใครบ้างที่อาจไม่เหมาะกับ Juvelook

Juvelook อาจไม่ตอบโจทย์ในบางปัญหา โดยแพทย์ควรประเมินก่อนว่าเหมาะกับการฟื้นฟูผิวหรือควรเลือกวิธีอื่นครับ

  • ผู้ที่ต้องการเติมร่องลึกหรือเพิ่มวอลลุ่มใบหน้าอย่างชัดเจน
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนมากและต้องการผลด้านการยกกระชับ
  • ผู้ที่มีหลุมสิวลึกหรือมีพังผืดยึดผิวชัดเจน
  • ผู้ที่มีถุงใต้ตาหรือร่องใต้ตาจากโครงสร้าง
  • ผู้ที่ต้องการเห็นผลเปลี่ยนแปลงชัดเจนทันทีจากการทำครั้งเดียว
  • ผู้ที่มีแผล ผื่น สิวอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ซึ่งควรรักษาให้สงบก่อน

 

Juvelook ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง

Juvelook ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง

Juvelook สามารถใช้ฟื้นฟูผิวได้หลายตำแหน่ง โดยแพทย์จะเลือกบริเวณและชั้นฉีดให้เหมาะกับปัญหาที่ต้องการดูแลครับ เช่น

  • ใต้ตาและรอบดวงตา เพื่อดูแลริ้วรอยตื้นและคุณภาพผิว
  • แก้มและหน้าแก้ม สำหรับรูขุมขนและผิวไม่เรียบ
  • บริเวณหลุมสิวบางประเภท
  • หน้าผาก สำหรับริ้วรอยตื้นและผิวที่เริ่มเสียความยืดหยุ่น
  • รอบปากและร่องเล็ก ๆ บริเวณผิว
  • ลำคอ เพื่อฟื้นฟูผิวที่เริ่มบางและมีริ้วรอย
  • หลังมือ ในเคสที่ต้องการดูแลคุณภาพผิว

แม้ฉีดตำแหน่งเดียวกันแต่ละคนอาจใช้ปริมาณ ความลึก เทคนิคและจำนวนครั้งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความหนาของผิว ลักษณะปัญหาและผลลัพธ์ที่ต้องการครับ

หลังฉีด Juvelook กี่วันถึงจะเห็นผล

ผลลัพธ์ของ Juvelook มีทั้งความเปลี่ยนแปลงช่วงแรกจาก HA และผลจาก PDLLA ที่ค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจน จึงไม่ได้เห็นผลทั้งหมดทันที จึงยังไม่ควรรีบประเมินผลหลังทำทันที

  • 1–7 วัน ผิวอาจชุ่มชื้นและอิ่มขึ้น แต่ยังมีบวมได้
  • 2–4 สัปดาห์ ผิวเริ่มเรียบ ริ้วรอยตื้นดูดีขึ้น
  • หลังจากนั้น คุณภาพผิวและความยืดหยุ่นค่อย ๆ ดีขึ้น

ควรฉีด Juvelook กี่ครั้ง ครั้งละกี่ cc

Juvelook มักวางแผนฉีดประมาณ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์ แต่ปริมาณที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาดพื้นที่ ปัญหาผิว และการตอบสนองของแต่ละคนครับ เนื่องจากจำนวน CC อาจแตกต่างตามวิธีผสม จึงควรดูจำนวนขวดและแผนการรักษาร่วมกัน มากกว่าเปรียบเทียบจาก CC เพียงอย่างเดียว

ฉีด Juvelook เจ็บไหม ต้องพักฟื้นหรือไม่

ระหว่างฉีดอาจรู้สึกเจ็บ แสบหรือตึงเล็กน้อย โดยแพทย์มักใช้ยาชาช่วยลดความรู้สึก หลังทำโดยทั่วไปไม่ต้องพักฟื้น อาการบวม แดง รอยเข็มหรือตุ่มนูนมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 1–3 วัน ส่วนรอยช้ำอาจใช้เวลาประมาณ 5–7 วัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสภาพผิวครับ

Juvelook ราคาเท่าไร

Juvelook ราคาโดยประมาณ อยู่ที่ 2,500–4,000 บาท ต่อ CC หรือประมาณ 13,000–25,000 บาท/ขวด ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ บริเวณที่ฉีด เทคนิค และโปรโมชันของแต่ละคลินิก

หมายเหตุ: ราคา Juvelook อาจแตกต่างกันในแต่ละคลินิก ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ จำนวนขวด บริเวณที่ฉีด และโปรโมชันในช่วงนั้นครับ

ก่อนทำ Juvelook ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

การเตรียมตัวคล้ายหัตถการฉีดทั่วไป โดยเน้นลดการระคายเคืองและความเสี่ยงต่อการช้ำครับ

  • แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ อาหารเสริม ประวัติแพ้ยา และหัตถการที่เคยทำให้แพทย์ทราบ
  • หากใช้แอสไพริน ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาแก้อักเสบ หรืออาหารเสริมที่มีผลต่อเลือด ไม่ควรหยุดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยาก่อน เพราะอาจเพิ่มโอกาสเกิดรอยช้ำได้
  • งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการสครับ รวมถึง AHA, BHA หรือเรตินอลประมาณ 3 วันก่อนทำ
  • หลีกเลี่ยงการแว็กซ์ โกนขน ตากแดดจนผิวไหม้ หรือทำหัตถการที่รบกวนผิวใกล้วันฉีด
  • หากมีแผล ผื่น สิวอักเสบ เริม หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ควรแจ้งคลินิกเพื่อประเมินการเลื่อนนัดก่อนครับ

ขั้นตอนการฉีด Juvelook

ขั้นตอนโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 45–50 นาที รวมเวลาแปะยาชา โดยอาจแตกต่างตามตำแหน่งและขนาดพื้นที่ครับ

  • ประเมินสภาพผิว ตำแหน่งฉีดและปริมาณยาที่เหมาะสม
  • เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดเครื่องสำอางบริเวณผิวที่จะฉีด Juvelook
  • แปะยาชาประมาณ 30–40 นาที เพื่อลดความรู้สึกขณะทำ
  • เตรียมผลิตภัณฑ์และฉีดตามชั้นผิวด้วยเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่ง
  • หลังฉีดจะทำความสะอาดผิว ประเมินอาการและแนะนำวิธีดูแลก่อนกลับบ้าน

ขั้นตอนและเทคนิคอาจปรับตามความหนาของผิว ลักษณะปัญหา และบริเวณที่รักษา ไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกันในทุกคนครับ

หลังฉีด Juvelook ต้องดูแลผิวอย่างไร

หลังฉีด Juvelook ควรดูแลผิวแบบเบามือ งดทำกิจกรรมที่อาจกระตุ้นให้บวมช้ำมากขึ้น และทำตามคำแนะนำในช่วงแรกครับ เช่น

  • ช่วง 6 ชั่วโมงแรก หลีกเลี่ยงการจับ กด ถูหรือนวดบริเวณที่ฉีดเอง หลังจากนั้นสามารถล้างหน้าอย่างเบามือได้ เว้นแต่แพทย์แนะนำเป็นอย่างอื่น
  • หากมีอาการบวม แดงหรือตึง สามารถประคบเย็นผ่านผ้าบางครั้งละประมาณ 5–10 นาที โดยไม่วางน้ำแข็งลงบนผิวโดยตรง
  • งดออกกำลังกายหนัก ซาวน่า อบไอน้ำ ความร้อนจัดและแดดแรงอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หากบวมหรือช้ำง่ายอาจเว้นประมาณ 24–48 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการสครับหรือใช้สกินแคร์ที่ทำให้แสบระคายเคือง จนกว่ารอยแดงและรอยเข็มจะสงบ พร้อมทามอยส์เจอไรเซอร์และครีมกันแดดอย่างอ่อนโยน
  • หากปวดมากผิดปกติ ผิวซีดหรือสีผิวเปลี่ยน การมองเห็นผิดปกติ บวมแดงร้อนลุกลาม หรือมีไข้ ควรติดต่อแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการเอง

ผลข้างเคียงหลังทำ Juvelook หรืออาการที่ควรกลับมาพบแพทย์

หลังฉีดอาจมีอาการชั่วคราวบริเวณรอยเข็ม ส่วนอาการที่รุนแรงขึ้นหรือไม่ดีขึ้นตามระยะควรติดต่อคลินิกเพื่อประเมินครับ

  • อาการทั่วไป: เจ็บ แดง บวม ตึง รอยช้ำ หรือตุ่มนูนเล็ก ๆ ซึ่งมักค่อย ๆ ลดลงภายในไม่กี่วัน
  • ควรกลับมาพบแพทย์: มีก้อนหรือตุ่มแข็งที่ไม่ยุบ บวมแดงร้อน ปวดเพิ่มขึ้น มีหนองหรือมีไข้
  • ควรติดต่อแพทย์ทันที: ปวดรุนแรงผิดปกติ ผิวซีดหรือสีผิวเปลี่ยน หรือมีอาการตามัวและการมองเห็นผิดปกติ

วิธีตรวจสอบผลิตภัณฑ์ Juvelook

ก่อนฉีด Juvelook ควรเช็กชื่อผลิตภัณฑ์ เลขทะเบียน แหล่งที่มา และสถานพยาบาลให้ชัดเจน ไม่ควรตัดสินจากหน้ากล่องหรือราคาถูกเพียงอย่างเดียวครับ ดังนี้

  • เช็กซีลกล่อง และสแกน VAIM QR Code เพื่อตรวจสอบผลิตภัณฑ์
  • เช็กชื่อ Juvelook เลข Lot และวันหมดอายุให้ตรงกันทั้งกล่องและขวด
  • ตรวจฉลากภาษาไทย ผู้นำเข้า และเลขทะเบียนกับระบบของ อย.
  • เช็กชื่อคลินิกผ่านหน้า Find a Clinic ของบริษัทผู้นำเข้า
  • ขอให้เปิดกล่องใหม่ต่อหน้า และเก็บภาพเลข Lot หรือฉลากไว้ตรวจสอบภายหลัง

การสแกน QR เพียงอย่างเดียวไม่ควรใช้ยืนยันทั้งหมด ควรตรวจร่วมกับเลขทะเบียน แหล่งนำเข้าและมาตรฐานของสถานพยาบาลประกอบด้วยครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Juvelook

ฉีด Juvelook แล้วกี่วันถึงจะเริ่มเห็นผล

ช่วงแรกผิวอาจดูชุ่มชื้นขึ้นจาก HA ส่วนการเปลี่ยนแปลงจากการกระตุ้นคอลลาเจนมักค่อย ๆ สังเกตได้ในช่วงประมาณ 3–4 สัปดาห์

Juvelook ควรฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัดขึ้น

โดยทั่วไปมักวางแผนเริ่มต้นประมาณ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน แต่จำนวนจริงควรปรับตามสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละคน

Juvelook ช่วยเรื่องหลุมสิวได้แค่ไหน

Juvelook อาจเหมาะกับหลุมสิวตื้นหรือผิวไม่เรียบบางลักษณะ ส่วนหลุมลึกหรือมีพังผืดมักต้องพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย

หลังฉีด Juvelook แล้วเป็นตุ่มเล็ก ๆ ปกติไหม

หลังฉีดอาจมีตุ่มนูนเล็ก ๆ รอยเข็ม บวม หรือช้ำได้ในช่วงแรก แต่หากไม่ยุบหรือมีอาการผิดปกติควรให้แพทย์ประเมิน

Juvelook ช่วยเติมหน้าให้อิ่มหรือปรับกรอบหน้าได้ไหม

Juvelook อาจทำให้ผิวดูอิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเติมวอลลุ่มหรือพยุงโครงหน้าแบบฟิลเลอร์

ทำไม Juvelook แต่ละคลินิกบอกจำนวน CC ไม่เท่ากัน

เพราะ Juvelook ต้องมีขั้นตอนเตรียมและผสมก่อนฉีด ปริมาณหลังผสมจึงอาจต่างกัน ควรดูจำนวนขวดและแผนการรักษาร่วมด้วย

สรุป

Juvelook เป็นโปรแกรมฟื้นฟูคุณภาพผิวที่ใช้ PDLLA ร่วมกับ HA เหมาะกับคนที่อยากเน้นฟื้นฟูคุณภาพผิวมากกว่าการเติมหน้าให้เต็ม จุดเด่นคือช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ริ้วรอยตื้น รูขุมขน และผิวไม่เรียบบางลักษณะ โดยผลลัพธ์จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นตามการสร้างคอลลาเจน ส่วนจะใช้กี่ครั้ง กี่ขวด หรือฉีดตรงไหน ควรให้แพทย์ดูสภาพผิวจริงก่อน เพื่อวางแผนให้เหมาะกับแต่ละคน

แชร์บทความ
นพ.กรไชย ภู่เจริญกุล (หมอนาย)
ว.41660
บทความโดย นพ.กรไชย ภู่เจริญกุล (หมอนาย)
แพทย์ผู้ดูแลการรักษาด้านเวชศาสตร์ความงาม
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
ปรึกษาคุณหมอฟรี
Apex Clinic Teams
โปรโมชั่นประจำเดือนนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
Nucleofill

Nucleofill คืออะไร มีกี่รุ่น ช่วยเรื่องอะไร ราคาเท่าไหร่

Nucleofill เป็นหนึ่งในโปรแกรมฉีดบำรุงผิวที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาผิวโทรม ผิวแห้ง ใต้ตาดูอ่อนล้า
Gouri

Gouri คืออะไร ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ลดผิวหย่อนคล้อยได้จริงไหม

Gouri เป็นนวัตกรรม Liquid PCL ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยและคอลลาเจนที่ลดลงตามวัย โดยเน้นการฟื้นฟูผิวในระดับลึกถึงโครงสร้างผิว
Biostimulator

Biostimulator คืออะไร ฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจน มีแบบไหนบ้าง

Biostimulator มีคุณสมบัติในการส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เพื่อฟื้นฟูกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติของร่างกาย
Radiesse Plus

Radiesse Plus คืออะไร ต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

Radiesse Plus หรือ Radiesse (+) มักถูกกล่าวถึงควบคู่กับรุ่นดั้งเดิมอย่าง Radiesse Classic และได้รับความนิยม ด้านการปรับภาพรวมของหน้าพร้อมฟื้นฟูคุณภาพผิว