โบท็อกลดกรามได้จริงไหม ใช้กี่ยูนิต เหมาะกับกรามแบบไหน

หน้าแรก » โบท็อก » โบท็อกลดกรามได้จริงไหม ใช้กี่ยูนิต เหมาะกับกรามแบบไหน
ว.43115
ฉีดโบท็อกกราม
เลือกอ่านเนื้อหาได้เลย

ฉีดโบท็อกลดกรามเป็นแนวทางการรักษาที่ทำให้ใบหน้าของมีทรงที่ดูเรียวยาวขึ้นหลังทำ แต่ก่อนตัดสินใจ APEX Clinic หมอจะแชร์ข้อมูลที่ควรรู้ว่าเหมาะสมกับตัวเองไหม เพราะความจริงจากหลายเคสที่หน้าใหญ่นั้นพบว่ามีหลายปัจจัยทั้งกระดูก กล้ามเนื้อและไขมัน บางปัจจัยโบท็อกก็ช่วยไม่ได้ รวมถึงวิธีการเลือกโบท็อกจนถึงการดูแลหลังทำให้ผลลัพธ์ไม่สลายเร็ว

โบท็อกกราม คืออะไร

โบท็อกกราม คือการใช้สารสกัดโปรตีนบริสุทธิ์ Botulinum Toxin Type A ที่สร้างจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum เข้าไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท Acetylcholine บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อกราม ผลลัพธ์คือกล้ามเนื้อกรามจะเกิดการคลายตัวและค่อย ๆ ฝ่อตัวเล็กลงตามธรรมชาติ

การฉีดโบท็อกกราม ช่วยให้กรามเล็กลงได้อย่างไร

หลักการคือโบท็อกจะเข้าไปบล็อกการทำงานของกล้ามเนื้อ Masseter โดยตรง เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้งานก็จะเกิดภาวะ Disuse Atrophy หรือก็คือมวลกล้ามเนื้อฝ่อเล็กลงจนหน้าดูเรียวขึ้น แต่หมอต้องย้ำว่าวิธีนี้เห็นผลเฉพาะกับ ‘กล้ามเนื้อ’ เท่านั้นนะ หากใครที่หน้ากว้างเพราะกระดูกหรือไขมันฉีดไปก็อาจไม่เห็นผล

ฉีดโบท็อกกรามเหมาะกับปัญหาแบบไหน

โดยทั่วไปการฉีดโบท็อกลดกรามเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20–50 ปี เพื่อเน้นแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อกรามหนา โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้ที่หมออยากแนะนำ

  • ผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามใหญ่ มีก้อนกล้ามเนื้อที่เด้งสู้มือและเป็นก้อนแข็ง
  • ผู้ที่มีปัญหากรามโตไม่เท่ากันเพราะติดเคี้ยวอาหารข้างเดียวบ่อย ๆ
  • ผู้ที่เคี้ยวของแข็งหรือของเหนียว ใช้กรามหนักเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีภาวะข้อต่อขากรรไกรอักเสบ เวลาอ้าปากแล้วรู้สึกปวด
  • ผู้ที่มีอาการนอนกัดฟันอย่างรุนแรงเป็นประจำ

ใครไม่เหมาะกับการฉีดโบท็อกลดกราม

การฉีดโบท็อกลดกรามไม่ได้ผลหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะปัญหาหรือข้อจำกัดทางสุขภาพดังต่อไปนี้ที่หมอไม่แนะนำให้ทำ

  • โครงสร้างกระดูกขากรรไกรกว้าง การฉีดโบท็อกจะไม่สามารถลดขนาดกระดูกได้
  • ในผู้ป่วยที่ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวหนังหย่อนคล้อย
  • สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรจัดอยู่ในกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง
  • กลุ่มโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อโดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย
  • การติดเชื้อบริเวณผิวหนังเช่น สิวอักเสบรุนแรงหรือเนื้อเยื่ออักเสบบริเวณแนวกราม

โบท็อกกรามใช้กี่ยูนิต

ฉีดโบท็อกลดกรามต้องใช้กี่ยูนิต

หมอจะประเมินปริมาณยูนิตจากขนาดกล้ามเนื้อ Masseter ของแต่ละเคส โดยการคลำขณะกัดฟันเพื่อดูความหนาและแรงของกล้ามเนื้อ

กล้ามเนื้อกรามขนาดเล็ก

ใช้ประมาณ 30 – 40 ยูนิตต่อข้าง เหมาะกับผู้ที่กล้ามเนื้อไม่หนามาก หรืออยากปรับให้เรียวขึ้นเล็กน้อย ช่วยให้หน้าดูเรียวขึ้นโดยยังคงความเป็นธรรมชาติ

กล้ามเนื้อกรามขนาดปานกลาง

ใช้ประมาณ 50 – 60 ยูนิตต่อข้าง พบได้บ่อยในคนที่มีพฤติกรรมเคี้ยวอาหารบ่อย หรือเริ่มมีกล้ามเนื้อกรามชัดช่วยลดความกว้างของกรามและปรับรูปหน้าให้ดูนุ่มลง

กล้ามเนื้อกรามขนาดใหญ่

ใช้ประมาณ 60 – 80 ยูนิตต่อข้าง มักพบในผู้ที่กล้ามเนื้อแข็งแรง กัดฟันบ่อย หรือกรามชัดมาก ต้องใช้ปริมาณสูงขึ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อลดขนาดได้ชัดเจน

โบท็อกกรามยี่ห้อไหนดี

ฉีดโบท็อกกรามมียี่ห้อไหนที่น่าสนใจบ้าง

แนะนำให้ทุกคนเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อเพื่อให้เหมาะกับขนาดกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคลก่อนตัดสินใจ โดยหมอมียี่ห้อที่แนะนำให้ฉีดบริเวณกรามได้ตามนี้

โบท็อกยี่ห้อ Allergan จากอเมริกา

มีความบริสุทธิ์สูงและกระจายตัวแคบเหมาะกับการลดกราม ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเลือกใช้เพราะสามารถควบคุมตำแหน่งยาได้ เสี่ยงดื้อยาน้อยและคงผลลัพธ์ได้นาน 6–8 เดือน ราคาประมาณ 12,000–18,000 บาท

โบท็อกยี่ห้อ Dysport จากอังกฤษ

มีโมเลกุลขนาดเล็กที่กระจายตัวได้กว้างจึงเหมาะสำหรับคนที่มีกรามมัดใหญ่ เพราะตัวยาสามารถกระจายเข้าครอบคลุมพื้นที่กล้ามเนื้อได้อย่างทั่วถึง อยู่นานประมาณ 4–6 เดือน ราคาประมาณ 9,000–15,000 บาท

โบท็อกยี่ห้อ Xeomin จากเยอรมนี

ใช้เทคโนโลยี XTRACT Technology มีความบริสุทธิ์สูงถึง 100% ไม่มีโปรตีนเจือปนเหมาะสำหรับบริเวณกรามที่ต้องใช้ปริมาณยามากและต้องฉีดซ้ำบ่อย โดยคงผลลัพธ์นานประมาณ 4–6 เดือน ราคาประมาณ 12,000–19,000 บาท

โบท็อกยี่ห้อ Neuronox จากเกาหลีใต้

ออกฤทธิ์ไวและราคาเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับการลดกรามในผู้ที่เพิ่งเริ่มหัตถการหรือมีมัดกล้ามเนื้อไม่หนามาก โดยคงผลลัพธ์ได้ประมาณ 4–6 เดือน ราคาประมาณ 3,500–6,500 บาท

ฉีดโบท็อกลดกรามมีผลข้างเคียงไหม

บางคนอาจเคยเห็นรีวิวหลังฉีดโบท็อกลดกรามแล้วพบผลข้างเคียงที่รุนแรง ซึ่งหมอต้องบอกว่าโดยทั่วไปหลังฉีดโบท็อกอาจมีผลข้างเคียงที่เล็กน้อยและผลข้างเคียงรุนแรงที่พบไม่ค่อยบ่อยดังนี้

  • ในช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์แรกอาจรู้สึกเมื่อยเวลาเคี้ยวอาหารที่เหนียวหรือแข็ง
  • อาการกล้ามเนื้อปูดผิดปกติขณะเคี้ยวเกิดจากตัวยาออกฤทธิ์ไม่ครอบคลุมมัดกล้ามเนื้อทั้งหมด
  • ในเคสที่มีโหนกแก้มสูงหรือมีไขมันแก้มน้อย ใบหน้าจะดูตอบลงหรือโหนกแก้มชัดขึ้น
  • ถ้าตัวยาไปโดนกล้ามเนื้อที่ช่วยในการยิ้ม อาจทำให้การขยับมุมปากดูไม่เป็นธรรมชาติชั่วคราว
  • ในผู้ที่มีปัญหาผิวขาดความกระชับอยู่แล้วอาจทำให้ผิวบริเวณแก้มดูห้อยลงเล็กน้อย
  • ใบหน้าไม่สมมาตรกันอาจเกิดขึ้นได้หากกล้ามเนื้อสองข้างมีการตอบสนองต่อยาไม่เท่ากัน
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารเป็นเคสที่รุนแรงและพบน้อยมาก

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดโบท็อกกราม

หมออยากให้ทุกเคสเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกลดกรามประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้การฉีดโบท็อกนั้นเห็นผล โดยมีข้อแนะนำให้ทำตามนี้

  • งดกลุ่มยาและวิตามินที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามินอีและน้ำมันปลา อย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีดเพื่อลดการขยายตัวของหลอดเลือดที่อาจทำให้เกิดอาการบวมช้ำได้ง่าย
  • แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อบริเวณกราม
  • งดสครับผิวหรือเลเซอร์บริเวณกรามในช่วง 2-3 วันก่อนฉีด ป้องกันการระคายเคืองหรืออักเสบ
  • งดการใช้งานกล้ามเนื้อกรามหนักเช่น การเคี้ยวอาหารที่เหนียวและแข็ง ช่วง 1-2 วันก่อนทำ
  • งดการนวดหน้าหรือกัวซาบริเวณกราม หลีกเลี่ยงการระคายเคืองหรือการอักเสบใต้ชั้นผิว
  • ถ้ามีอาการปวดกรามหรืออ้าปากแล้วมีเสียงกึก ควรแจ้งแพทย์เพื่อวางแผนการฉีดรักษาอาการควบคู่

ขั้นตอนการฉีดโบท็อกลดกรามที่เอเพ็กซ์ คลินิก

การทำความเข้าใจขั้นตอนคือสิ่งที่คุณหมอเน้นย้ำเพื่อให้คุณคลายความกังวลตลอดการรักษา โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้

  • แพทย์จะทำการคลำตำแหน่งมัดกล้ามเนื้อ Masseter ขณะคนไข้กัดฟันเพื่อประเมินขนาดและความหนาแน่นสำหรับคำนวณปริมาณยูนิตที่ต้องใช้
  • เจ้าหน้าที่จะทำการทำความสะอาดผิวหน้าและถ่ายรูปบันทึกภาพก่อนทำเพื่อใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์
  • เช็ดทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะฉีด แพทย์พิจารณาใช้ยาชาชนิดทาทิ้งไว้ประมาณ 30–45 นาที
  • แพทย์จะทำการกำหนดจุดฉีดเพื่อเลี่ยงไม่ให้ตัวยากระจายตัวไปกระทบกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ใช้ในการยิ้ม
  • คนที่ต้องการความเร็วสามารถเลือกไม่ทายาชาก็ได้ แต่จะมีเจ้าหน้าที่คอยประคบน้ำแข็งให้ก่อนแพทย์ฉีด
  • แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษฉีดตัวยาลงสู่ชั้นกล้ามเนื้อกรามโดยตรง ทีละจุดจนครบตามที่ประเมินไว้
  • แพทย์จะแนะนำให้ลองขยับกล้ามเนื้อกรามหรือเคี้ยวเบา ๆ หลังทำ เพื่อให้ตัวยากระจายตัวเข้าสู่มัดกล้ามเนื้อ

ดูแลหลังฉีดโบท็อกกรามอย่างไรไม่ให้สลายไว

ผลลัพธ์หลังฉีดโบท็อกลดกรามอาจอยู่ได้นานไม่เท่ากันในแต่คนเพราะการดูแลหลังทำที่ต่างกัน หมออยากให้ทุกคนดูแลตัวเองหลังฉีดดังนี้เพื่อคงผลลัพธ์ไว้ได้ดี

  • งดเคี้ยวอาหารที่แข็งและเหนียว เช่น หมากฝรั่ง น้ำแข็งหรือเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวยาก
  • หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดประมาณ 1-2 สัปดาห์แรก เช่น อบซาวน่า เลเซอร์ร้อนหรือล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
  • ห้ามนวด คลึง กดทับหรือทำทรีตเมนต์บริเวณแนวกรามอย่างเด็ดขาด
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและงดสูบบุหรี่ในช่วง 3-7 วันแรก
  • งดออกกำลังกายอย่างหนักที่ทำให้หน้าแดงหรือเหงื่อออกมากภายใน 24 ชั่วโมงแรก

ทำไมฉีดโบท็อกลดกรามแล้วไม่เห็นผล

อาจมีเคสที่ฉีดโบท็อกไปแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นผล หมอวิเคราะห์ว่าอาจจะเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้ก็ได้

  • ไม่ใช่ทุกเคสที่ฉีดแล้วหน้าจะเรียวสวย หากปัญหาของคุณเกิดจากโครงสร้างกระดูกขากรรไกรที่กว้าง โบท็อกเข้าไปที่กล้ามเนื้อจะแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงและเป็นการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
  • ในบางรายความกว้างของใบหน้าเกิดจากไขมันสะสมบริเวณแก้มมากกว่ากล้ามเนื้อ ซึ่งต้องใช้การสลายไขมันหรือผ่าตัดแทนการฉีดโบท็อก
  • ปริมาณยูนิตที่ใช้น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดมัดกล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่และหนา ทำให้กล้ามเนื้อไม่ฝ่อตัวลงเท่าที่ควร
  • ภาวะดื้อโบมักเกิดจากการฉีดบ่อยเกินไปไม่เว้นระยะ 3-4 เดือนหรือการใช้ยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านสารโบทูลินัมท็อกซิน
  • การชอบเคี้ยวอาหารเค็ม ของแข็งหรือมีอาการนอนกัดฟัน เป็นการบริหารกล้ามเนื้อกรามทำให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานและโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • แพทย์อาจฉีดไม่โดนกล้ามเนื้อ Masseter มัดหลักหรือฉีดตื้นเกินไปในชั้นผิวหนัง จะไม่เห็นผลในการลดขนาดกราม

ฉีดโบท็อกกราม ราคาเท่าไหร่ที่เอเพ็กซ์ คลินิก

  • Allergan 50 Units ราคา 4,990 บาท / 100 Units ราคา 9,900 บาท
  • Nabota 50 Units ราคา 6,900 บาท / 100 Units ราคา 9,900 บาท
  • Dysport 150 Units ราคา 9,900 บาท เนื่องจากมีการคำนวณหน่วยต่างจากยี่ห้ออื่น ปริมาณ 150 Units ของ Dysport จะเทียบเท่ากับประมาณ 50-60 Units ทั่วไป
  • Xeomin 50 Units ราคา 15,000 บาท / 100 Units ราคา 30,000 บาท
  • Neuronox 50 Units ราคา 6,900 บาท / 100 Units ราคา 9,900 บาท

รีวิวก่อนและหลังฉีดโบท็อกลดกราม

รีวิวโบท็อกกราม เคสที่ 1

รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 1

จากเคสคุณหญิงได้เข้ามารับบริการฉีดโบท็อกลดกราม จำนวน 50 ยูนิต ในวันที่ 14/01/2026 ก่อนทำนั้นมีปัญหาเห็นกรอบหน้าไม่ชัด ใบหน้าดูสั้น หลังจากที่ฉีดไปประมาณ 2 สัปดาห์ ภาพผลลัพธ์วันที่ 28/01/2026 จะเห็นได้ว่าคุณหญิงมีสันกรามที่ชัดขึ้น ใบหน้าดูเรียวยาวกว่าเดิม

รีวิวโบท็อกกราม เคสที่ 2

รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 2

เคสนี้เข้ามาใช้บริการวันที่ 04/10/2024 เพื่อฉีดโบท็อกลดกราม จากรูปก่อนทำจะเห็นได้ว่าเคสนี้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนพอประมาณอยู่แล้ว แต่ผลลัพธ์หลังทำประมาณ 13 วัน ในภาพวันที่ 17/10/2024 จุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด (ตามที่เส้นประชี้เน้นในภาพ) คือแนวสันกราม ในภาพหลังทำเส้นแนวกรามมีความคมชัด โค้งรับกับรูปหน้าได้ดีกว่าภาพก่อนทำที่แนวกรามยังดูเบลอและกลืนไปกับช่วงคอเล็กน้อย

รีวิวโบท็อกกราม เคสที่ 3

รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 3

เคสนี้เข้ามาใช้บริการวันที่ 14/10/2024 เพื่อฉีดโบท็อกลดกราม จากรูปก่อนทำจะเห็นได้ว่าช่วงแก้มส่วนล่างยังมีความอวบอิ่มและแนวกรามยังไม่ชัดเจนนัก แต่ผลลัพธ์หลังทำประมาณ 17 วัน ในภาพวันที่ 31/10/2024 จุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด (ตามที่เส้นประชี้เน้นในภาพ) คือแนวสันกรามที่ยกกระชับและมีความคมชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โค้งรับกับรูปหน้าทำให้ใบหน้าโดยรวมดูเรียวยาวขึ้น

รีวิวโบท็อกกราม เคสที่ 4

รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 4

เคสนี้เข้ามาใช้บริการวันที่ 05/10/2025 ในการฉีดโบท็อกลดกราม จากรูปก่อนทำจะเห็นได้ว่าบริเวณช่วงแก้มส่วนล่างและใต้คางมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย ทำให้กรอบหน้าดูไม่คมชัดนัก แต่ผลลัพธ์หลังทำ 14 วัน ในภาพวันที่ 19/10/2025 จุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดคือแนวสันกรามที่ยกกระชับและคมชัดขึ้น ผิวบริเวณคางและคอดูตึงกระชับแนบไปกับโครงกระดูก

ทำไมต้องมาฉีดโบท็อกลดกรามที่ APEX Clinic

ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกลดกราม สิ่งสำคัญคือการเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างชัดเจน โดย APEX Clinic มีจุดเด่นดังนี้

  • มีโบท็อกหลายยี่ห้อที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย เพื่อให้แพทย์พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
  • สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้ผ่าน QR Code ซึ่งจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น หมายเลข Lot วันหมดอายุ สถานะผลิตภัณฑ์ และข้อมูลผู้นำเข้า
  • ให้บริการโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ของแพทยสภา
  • มีสาขาให้บริการกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกในการเข้ารับบริการและติดตามผลการรักษา
  • แพทย์จะประเมินสัดส่วนใบหน้าและลักษณะกล้ามเนื้อกรามของแต่ละบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสม
  • มีระบบนัดหมายและการจัดการคิวเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้ารับบริการ

รวมข้อสงสัยก่อนฉีดโบท็อกกรามที่ควรรู้

ฉีดโบท็อกลดกรามบ่อยอันตรายไหม เสี่ยงต่อภาวะดื้อยาอย่างไร

จากการประเมินสรีรวิทยาของมัดกล้ามเนื้อ แพทย์แนะนำให้เว้นระยะฉีดโบท็อกลดกรามอย่างน้อย 4–6 เดือน เพื่อเลี่ยงภาวะดื้อยาและรักษาการตอบสนองของกล้ามเนื้อให้ได้ผลดีในระยะยาว

ขณะฉีดโบท็อกลดกรามจะรู้สึกเจ็บมากไหม

ในระหว่างทำแพทย์จะประเมินความไวต่อความรู้สึกของคนไข้เป็นหลัก โดยสามารถพิจารณาใช้ยาชาหรือเทคนิคประคบเย็นร่วมด้วยเพื่อลดอาการระคายเคืองขณะลงเข็มและช่วยให้การรักษาราบรื่น

ฉีดโบท็อกลดกรามผู้ชายต้องใช้ปริมาณกี่ยูนิต

การฉีดโบท็อกลดกรามในเคสของผู้ชายมักใช้ปริมาณยามากกว่าผู้หญิง โดยจะใช้ประมาณ 60-100 ยูนิต เพราะส่วนใหญ่มีกล้ามเนื้อกรามที่แข็งแรงกว่า

หลังฉีดโบท็อกลดกราม เคี้ยวอาหารได้ตามปกติไหม

ในช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์แรกหลังฉีด อาจรู้สึกเมื่อยตึงบริเวณกรามเวลาเคี้ยวอาหารที่เหนียวหรือแข็ง ซึ่งเป็นอาการปกติเนื่องจากกล้ามเนื้อเริ่มทำงานน้อยลง แนะนำให้เลี่ยงอาหารที่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก ๆ ในช่วงแรก

หลังฉีดโบท็อกลดกราม นอนตะแคงได้ไหม

หลังฉีดโบท็อกลดกรามแพทย์จะให้งดนอนตะแคงอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันตัวยาเคลื่อนที่ หลังจากนั้นสามารถนอนตะแคงได้ตามปกติ

ฉีดโบท็อกลดกรามที่ไหนดี

แนะนำว่าควรเลือกสถานพยาบาลที่แพทย์ทำการประเมินมัดกล้ามเนื้อและโครงสร้างหน้าอย่างละเอียดก่อนและสามารถขอตรวจสอบตัวยาก่อนฉีดได้

ฉีดโบท็อกลดกรามยี่ห้อไหนดี

ในเคสส่วนใหญ่ของเราจะเลือกฉีดโบท็อกลดกรามยี่ห้อ Allergan ให้กับผู้รับบริการ เพราะกระจายตัวยาแคบเหมาะกับการลดกราม

ฉีดโบท็อกลดกรามกี่วันเห็นผล ฉีดแล้วอยู่ได้นานไหม

ในประมาณ 1–2 สัปดาห์กล้ามเนื้อของเคสส่วนใหญ่จะเริ่มนิ่มลงและเห็นรูปหน้าเรียวชัดสุดในช่วงประมาณ 4–8 สัปดาห์ ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 4–6 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลมากกว่า

สรุป

การฉีดโบท็อกลดกรามมีการวิจัยยืนยันว่าการฉีดโบทูลินัมท็อกซินสามารถลดปริมาตรของกล้ามเนื้อ Masseter ได้เฉลี่ย 15–25% ภายในช่วงประมาณ 4–8 สัปดาห์ แต่ควรเว้นระยะการฉีดอย่างน้อย 4–6 เดือน ก่อนจะตัดสินใจฉีดควรเริ่มจากการให้แพทย์ประเมินโครงสร้างหน้าเพื่อเลือกปริมาณยาและยี่ห้อที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล

อ้างอิง
Ahn, B. K., Kim, Y. S., Kim, J. H., & Kim, N. I. (2004). Botulinum toxin type A treatment for contouring of the lower face. Dermatologic Surgery, 30(12p1), 1530–1533.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12752515/

Kim, H. J., Yum, K. W., Park, S. D., & Park, J. B. (2003). Effects of botulinum toxin type A on bilateral masseteric hypertrophy. Plastic and Reconstructive Surgery, 111(7), 2411–2419.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/11319889/

To, E. W., Ahuja, A. T., King, A. D., & King, W. (2001). A prospective study of the effect of botulinum toxin A on masseteric muscle hypertrophy with ultrasonographic confounding. British Journal of Plastic Surgery, 54(3), 197–200.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12752514/

แชร์บทความ
พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ (หมอจิงโจ้)
ว.43115
บทความโดย พญ.รัตติยา เตชะขจรเกียรติ (หมอจิงโจ้)
แพทย์ผู้ดูแลการรักษาด้านเวชศาสตร์ความงาม
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
ปรึกษาคุณหมอฟรี
Apex Clinic Teams
โปรโมชั่นประจำเดือนนี้
โปรโมชัน Skin Celeb
บทความที่เกี่ยวข้อง
Allergan Botox

Allergan Botox (อเมริกา) อยู่ได้นานแค่ไหน ฉีดจุดไหนได้บ้าง

Allergan Botox คือโบทูลินัมท็อกซินชนิด Botulinum Toxin Type A ที่พัฒนาโดยบริษัท Allergan ซึ่งมีต้นกำเนิดจาก ประเทศสหรัฐอเมริกา
Dysport Botox

Dysport Botox (ดิสพอร์ต) ดีไหม ต่างจากโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่นอย่างไร

Dysport Botox เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการปรับรูปหน้าและลดเลือนริ้วรอย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ Dysport Botox คืออะไร
โบท็อกซ์ Neuronox

โบท็อกซ์ Neuronox คืออะไร ลดริ้วรอยลึกได้ไหม มีรุ่นไหนบ้าง

โบท็อกซ์ Neuronox คือหนึ่งในตัวเลือกที่หลายคนเริ่มมองหา เมื่อการบำรุงผิวด้วยสกินแคร์แบบเดิม อาจไม่สามารถจัดการกับปัญหาริ้วรอย
BTXA Botox

โบท็อกซ์ BTXA คืออะไร อันตรายไหม เหมาะกับปัญหาแบบไหนบ้าง

โบท็อกซ์ BTXA เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลายคนนิยมใช้เพื่อช่วยดูแลเรื่องริ้วรอยบนใบหน้า แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีความกังวลใจ