ฉีดโบท็อกลดกรามเป็นแนวทางการรักษาที่ทำให้ใบหน้าของมีทรงที่ดูเรียวยาวขึ้นหลังทำ แต่ก่อนตัดสินใจ APEX Clinic หมอจะแชร์ข้อมูลที่ควรรู้ว่าเหมาะสมกับตัวเองไหม เพราะความจริงจากหลายเคสที่หน้าใหญ่นั้นพบว่ามีหลายปัจจัยทั้งกระดูก กล้ามเนื้อและไขมัน บางปัจจัยโบท็อกก็ช่วยไม่ได้ รวมถึงวิธีการเลือกโบท็อกจนถึงการดูแลหลังทำให้ผลลัพธ์ไม่สลายเร็ว
โบท็อกกราม คืออะไร
โบท็อกกราม คือการใช้สารสกัดโปรตีนบริสุทธิ์ Botulinum Toxin Type A ที่สร้างจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum เข้าไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท Acetylcholine บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อกราม ผลลัพธ์คือกล้ามเนื้อกรามจะเกิดการคลายตัวและค่อย ๆ ฝ่อตัวเล็กลงตามธรรมชาติ
การฉีดโบท็อกกราม ช่วยให้กรามเล็กลงได้อย่างไร
หลักการคือโบท็อกจะเข้าไปบล็อกการทำงานของกล้ามเนื้อ Masseter โดยตรง เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้งานก็จะเกิดภาวะ Disuse Atrophy หรือก็คือมวลกล้ามเนื้อฝ่อเล็กลงจนหน้าดูเรียวขึ้น แต่หมอต้องย้ำว่าวิธีนี้เห็นผลเฉพาะกับ ‘กล้ามเนื้อ’ เท่านั้นนะ หากใครที่หน้ากว้างเพราะกระดูกหรือไขมันฉีดไปก็อาจไม่เห็นผล
ฉีดโบท็อกกรามเหมาะกับปัญหาแบบไหน
โดยทั่วไปการฉีดโบท็อกลดกรามเหมาะกับผู้ที่มีอายุ 20–50 ปี เพื่อเน้นแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อกรามหนา โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้ที่หมออยากแนะนำ
- ผู้ที่มีกล้ามเนื้อกรามใหญ่ มีก้อนกล้ามเนื้อที่เด้งสู้มือและเป็นก้อนแข็ง
- ผู้ที่มีปัญหากรามโตไม่เท่ากันเพราะติดเคี้ยวอาหารข้างเดียวบ่อย ๆ
- ผู้ที่เคี้ยวของแข็งหรือของเหนียว ใช้กรามหนักเป็นประจำ
- ผู้ที่มีภาวะข้อต่อขากรรไกรอักเสบ เวลาอ้าปากแล้วรู้สึกปวด
- ผู้ที่มีอาการนอนกัดฟันอย่างรุนแรงเป็นประจำ
ใครไม่เหมาะกับการฉีดโบท็อกลดกราม
การฉีดโบท็อกลดกรามไม่ได้ผลหรือปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะปัญหาหรือข้อจำกัดทางสุขภาพดังต่อไปนี้ที่หมอไม่แนะนำให้ทำ
- โครงสร้างกระดูกขากรรไกรกว้าง การฉีดโบท็อกจะไม่สามารถลดขนาดกระดูกได้
- ในผู้ป่วยที่ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวหนังหย่อนคล้อย
- สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรจัดอยู่ในกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง
- กลุ่มโรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อโดยเฉพาะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิดร้าย
- การติดเชื้อบริเวณผิวหนังเช่น สิวอักเสบรุนแรงหรือเนื้อเยื่ออักเสบบริเวณแนวกราม
ฉีดโบท็อกลดกรามต้องใช้กี่ยูนิต
หมอจะประเมินปริมาณยูนิตจากขนาดกล้ามเนื้อ Masseter ของแต่ละเคส โดยการคลำขณะกัดฟันเพื่อดูความหนาและแรงของกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อกรามขนาดเล็ก
ใช้ประมาณ 30 – 40 ยูนิตต่อข้าง เหมาะกับผู้ที่กล้ามเนื้อไม่หนามาก หรืออยากปรับให้เรียวขึ้นเล็กน้อย ช่วยให้หน้าดูเรียวขึ้นโดยยังคงความเป็นธรรมชาติ
กล้ามเนื้อกรามขนาดปานกลาง
ใช้ประมาณ 50 – 60 ยูนิตต่อข้าง พบได้บ่อยในคนที่มีพฤติกรรมเคี้ยวอาหารบ่อย หรือเริ่มมีกล้ามเนื้อกรามชัดช่วยลดความกว้างของกรามและปรับรูปหน้าให้ดูนุ่มลง
กล้ามเนื้อกรามขนาดใหญ่
ใช้ประมาณ 60 – 80 ยูนิตต่อข้าง มักพบในผู้ที่กล้ามเนื้อแข็งแรง กัดฟันบ่อย หรือกรามชัดมาก ต้องใช้ปริมาณสูงขึ้นเพื่อให้กล้ามเนื้อลดขนาดได้ชัดเจน
ฉีดโบท็อกกรามมียี่ห้อไหนที่น่าสนใจบ้าง
แนะนำให้ทุกคนเปรียบเทียบจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อเพื่อให้เหมาะกับขนาดกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคลก่อนตัดสินใจ โดยหมอมียี่ห้อที่แนะนำให้ฉีดบริเวณกรามได้ตามนี้
โบท็อกยี่ห้อ Allergan จากอเมริกา
มีความบริสุทธิ์สูงและกระจายตัวแคบเหมาะกับการลดกราม ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเลือกใช้เพราะสามารถควบคุมตำแหน่งยาได้ เสี่ยงดื้อยาน้อยและคงผลลัพธ์ได้นาน 6–8 เดือน ราคาประมาณ 12,000–18,000 บาท
โบท็อกยี่ห้อ Dysport จากอังกฤษ
มีโมเลกุลขนาดเล็กที่กระจายตัวได้กว้างจึงเหมาะสำหรับคนที่มีกรามมัดใหญ่ เพราะตัวยาสามารถกระจายเข้าครอบคลุมพื้นที่กล้ามเนื้อได้อย่างทั่วถึง อยู่นานประมาณ 4–6 เดือน ราคาประมาณ 9,000–15,000 บาท
โบท็อกยี่ห้อ Xeomin จากเยอรมนี
ใช้เทคโนโลยี XTRACT Technology มีความบริสุทธิ์สูงถึง 100% ไม่มีโปรตีนเจือปนเหมาะสำหรับบริเวณกรามที่ต้องใช้ปริมาณยามากและต้องฉีดซ้ำบ่อย โดยคงผลลัพธ์นานประมาณ 4–6 เดือน ราคาประมาณ 12,000–19,000 บาท
โบท็อกยี่ห้อ Neuronox จากเกาหลีใต้
ออกฤทธิ์ไวและราคาเข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับการลดกรามในผู้ที่เพิ่งเริ่มหัตถการหรือมีมัดกล้ามเนื้อไม่หนามาก โดยคงผลลัพธ์ได้ประมาณ 4–6 เดือน ราคาประมาณ 3,500–6,500 บาท
ฉีดโบท็อกลดกรามมีผลข้างเคียงไหม
บางคนอาจเคยเห็นรีวิวหลังฉีดโบท็อกลดกรามแล้วพบผลข้างเคียงที่รุนแรง ซึ่งหมอต้องบอกว่าโดยทั่วไปหลังฉีดโบท็อกอาจมีผลข้างเคียงที่เล็กน้อยและผลข้างเคียงรุนแรงที่พบไม่ค่อยบ่อยดังนี้
- ในช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์แรกอาจรู้สึกเมื่อยเวลาเคี้ยวอาหารที่เหนียวหรือแข็ง
- อาการกล้ามเนื้อปูดผิดปกติขณะเคี้ยวเกิดจากตัวยาออกฤทธิ์ไม่ครอบคลุมมัดกล้ามเนื้อทั้งหมด
- ในเคสที่มีโหนกแก้มสูงหรือมีไขมันแก้มน้อย ใบหน้าจะดูตอบลงหรือโหนกแก้มชัดขึ้น
- ถ้าตัวยาไปโดนกล้ามเนื้อที่ช่วยในการยิ้ม อาจทำให้การขยับมุมปากดูไม่เป็นธรรมชาติชั่วคราว
- ในผู้ที่มีปัญหาผิวขาดความกระชับอยู่แล้วอาจทำให้ผิวบริเวณแก้มดูห้อยลงเล็กน้อย
- ใบหน้าไม่สมมาตรกันอาจเกิดขึ้นได้หากกล้ามเนื้อสองข้างมีการตอบสนองต่อยาไม่เท่ากัน
- ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารเป็นเคสที่รุนแรงและพบน้อยมาก
ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนฉีดโบท็อกกราม
หมออยากให้ทุกเคสเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกลดกรามประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อให้การฉีดโบท็อกนั้นเห็นผล โดยมีข้อแนะนำให้ทำตามนี้
- งดกลุ่มยาและวิตามินที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามินอีและน้ำมันปลา อย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์
- งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีดเพื่อลดการขยายตัวของหลอดเลือดที่อาจทำให้เกิดอาการบวมช้ำได้ง่าย
- แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อบริเวณกราม
- งดสครับผิวหรือเลเซอร์บริเวณกรามในช่วง 2-3 วันก่อนฉีด ป้องกันการระคายเคืองหรืออักเสบ
- งดการใช้งานกล้ามเนื้อกรามหนักเช่น การเคี้ยวอาหารที่เหนียวและแข็ง ช่วง 1-2 วันก่อนทำ
- งดการนวดหน้าหรือกัวซาบริเวณกราม หลีกเลี่ยงการระคายเคืองหรือการอักเสบใต้ชั้นผิว
- ถ้ามีอาการปวดกรามหรืออ้าปากแล้วมีเสียงกึก ควรแจ้งแพทย์เพื่อวางแผนการฉีดรักษาอาการควบคู่
ขั้นตอนการฉีดโบท็อกลดกรามที่เอเพ็กซ์ คลินิก
การทำความเข้าใจขั้นตอนคือสิ่งที่คุณหมอเน้นย้ำเพื่อให้คุณคลายความกังวลตลอดการรักษา โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้
- แพทย์จะทำการคลำตำแหน่งมัดกล้ามเนื้อ Masseter ขณะคนไข้กัดฟันเพื่อประเมินขนาดและความหนาแน่นสำหรับคำนวณปริมาณยูนิตที่ต้องใช้
- เจ้าหน้าที่จะทำการทำความสะอาดผิวหน้าและถ่ายรูปบันทึกภาพก่อนทำเพื่อใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์
- เช็ดทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะฉีด แพทย์พิจารณาใช้ยาชาชนิดทาทิ้งไว้ประมาณ 30–45 นาที
- แพทย์จะทำการกำหนดจุดฉีดเพื่อเลี่ยงไม่ให้ตัวยากระจายตัวไปกระทบกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ใช้ในการยิ้ม
- คนที่ต้องการความเร็วสามารถเลือกไม่ทายาชาก็ได้ แต่จะมีเจ้าหน้าที่คอยประคบน้ำแข็งให้ก่อนแพทย์ฉีด
- แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษฉีดตัวยาลงสู่ชั้นกล้ามเนื้อกรามโดยตรง ทีละจุดจนครบตามที่ประเมินไว้
- แพทย์จะแนะนำให้ลองขยับกล้ามเนื้อกรามหรือเคี้ยวเบา ๆ หลังทำ เพื่อให้ตัวยากระจายตัวเข้าสู่มัดกล้ามเนื้อ
ดูแลหลังฉีดโบท็อกกรามอย่างไรไม่ให้สลายไว
ผลลัพธ์หลังฉีดโบท็อกลดกรามอาจอยู่ได้นานไม่เท่ากันในแต่คนเพราะการดูแลหลังทำที่ต่างกัน หมออยากให้ทุกคนดูแลตัวเองหลังฉีดดังนี้เพื่อคงผลลัพธ์ไว้ได้ดี
- งดเคี้ยวอาหารที่แข็งและเหนียว เช่น หมากฝรั่ง น้ำแข็งหรือเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวยาก
- หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดประมาณ 1-2 สัปดาห์แรก เช่น อบซาวน่า เลเซอร์ร้อนหรือล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
- ห้ามนวด คลึง กดทับหรือทำทรีตเมนต์บริเวณแนวกรามอย่างเด็ดขาด
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดและงดสูบบุหรี่ในช่วง 3-7 วันแรก
- งดออกกำลังกายอย่างหนักที่ทำให้หน้าแดงหรือเหงื่อออกมากภายใน 24 ชั่วโมงแรก
ทำไมฉีดโบท็อกลดกรามแล้วไม่เห็นผล
อาจมีเคสที่ฉีดโบท็อกไปแล้วรู้สึกว่าไม่เห็นผล หมอวิเคราะห์ว่าอาจจะเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้ก็ได้
- ไม่ใช่ทุกเคสที่ฉีดแล้วหน้าจะเรียวสวย หากปัญหาของคุณเกิดจากโครงสร้างกระดูกขากรรไกรที่กว้าง โบท็อกเข้าไปที่กล้ามเนื้อจะแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงและเป็นการเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
- ในบางรายความกว้างของใบหน้าเกิดจากไขมันสะสมบริเวณแก้มมากกว่ากล้ามเนื้อ ซึ่งต้องใช้การสลายไขมันหรือผ่าตัดแทนการฉีดโบท็อก
- ปริมาณยูนิตที่ใช้น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดมัดกล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่และหนา ทำให้กล้ามเนื้อไม่ฝ่อตัวลงเท่าที่ควร
- ภาวะดื้อโบมักเกิดจากการฉีดบ่อยเกินไปไม่เว้นระยะ 3-4 เดือนหรือการใช้ยาที่ไม่ได้มาตรฐาน ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านสารโบทูลินัมท็อกซิน
- การชอบเคี้ยวอาหารเค็ม ของแข็งหรือมีอาการนอนกัดฟัน เป็นการบริหารกล้ามเนื้อกรามทำให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานและโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
- แพทย์อาจฉีดไม่โดนกล้ามเนื้อ Masseter มัดหลักหรือฉีดตื้นเกินไปในชั้นผิวหนัง จะไม่เห็นผลในการลดขนาดกราม
ฉีดโบท็อกกราม ราคาเท่าไหร่ที่เอเพ็กซ์ คลินิก
- Allergan 50 Units ราคา 4,990 บาท / 100 Units ราคา 9,900 บาท
- Nabota 50 Units ราคา 6,900 บาท / 100 Units ราคา 9,900 บาท
- Dysport 150 Units ราคา 9,900 บาท เนื่องจากมีการคำนวณหน่วยต่างจากยี่ห้ออื่น ปริมาณ 150 Units ของ Dysport จะเทียบเท่ากับประมาณ 50-60 Units ทั่วไป
- Xeomin 50 Units ราคา 15,000 บาท / 100 Units ราคา 30,000 บาท
- Neuronox 50 Units ราคา 6,900 บาท / 100 Units ราคา 9,900 บาท
รีวิวก่อนและหลังฉีดโบท็อกลดกราม
รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 1
จากเคสคุณหญิงได้เข้ามารับบริการฉีดโบท็อกลดกราม จำนวน 50 ยูนิต ในวันที่ 14/01/2026 ก่อนทำนั้นมีปัญหาเห็นกรอบหน้าไม่ชัด ใบหน้าดูสั้น หลังจากที่ฉีดไปประมาณ 2 สัปดาห์ ภาพผลลัพธ์วันที่ 28/01/2026 จะเห็นได้ว่าคุณหญิงมีสันกรามที่ชัดขึ้น ใบหน้าดูเรียวยาวกว่าเดิม
รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 2
เคสนี้เข้ามาใช้บริการวันที่ 04/10/2024 เพื่อฉีดโบท็อกลดกราม จากรูปก่อนทำจะเห็นได้ว่าเคสนี้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนพอประมาณอยู่แล้ว แต่ผลลัพธ์หลังทำประมาณ 13 วัน ในภาพวันที่ 17/10/2024 จุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด (ตามที่เส้นประชี้เน้นในภาพ) คือแนวสันกราม ในภาพหลังทำเส้นแนวกรามมีความคมชัด โค้งรับกับรูปหน้าได้ดีกว่าภาพก่อนทำที่แนวกรามยังดูเบลอและกลืนไปกับช่วงคอเล็กน้อย
รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 3
เคสนี้เข้ามาใช้บริการวันที่ 14/10/2024 เพื่อฉีดโบท็อกลดกราม จากรูปก่อนทำจะเห็นได้ว่าช่วงแก้มส่วนล่างยังมีความอวบอิ่มและแนวกรามยังไม่ชัดเจนนัก แต่ผลลัพธ์หลังทำประมาณ 17 วัน ในภาพวันที่ 31/10/2024 จุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัด (ตามที่เส้นประชี้เน้นในภาพ) คือแนวสันกรามที่ยกกระชับและมีความคมชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โค้งรับกับรูปหน้าทำให้ใบหน้าโดยรวมดูเรียวยาวขึ้น
รีวิวฉีดโบท็อกลดกรามเคสที่ 4
เคสนี้เข้ามาใช้บริการวันที่ 05/10/2025 ในการฉีดโบท็อกลดกราม จากรูปก่อนทำจะเห็นได้ว่าบริเวณช่วงแก้มส่วนล่างและใต้คางมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย ทำให้กรอบหน้าดูไม่คมชัดนัก แต่ผลลัพธ์หลังทำ 14 วัน ในภาพวันที่ 19/10/2025 จุดที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดคือแนวสันกรามที่ยกกระชับและคมชัดขึ้น ผิวบริเวณคางและคอดูตึงกระชับแนบไปกับโครงกระดูก
ทำไมต้องมาฉีดโบท็อกลดกรามที่ APEX Clinic
ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกลดกราม สิ่งสำคัญคือการเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างชัดเจน โดย APEX Clinic มีจุดเด่นดังนี้
- มีโบท็อกหลายยี่ห้อที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย เพื่อให้แพทย์พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
- สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้ผ่าน QR Code ซึ่งจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น หมายเลข Lot วันหมดอายุ สถานะผลิตภัณฑ์ และข้อมูลผู้นำเข้า
- ให้บริการโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ของแพทยสภา
- มีสาขาให้บริการกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกในการเข้ารับบริการและติดตามผลการรักษา
- แพทย์จะประเมินสัดส่วนใบหน้าและลักษณะกล้ามเนื้อกรามของแต่ละบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสม
- มีระบบนัดหมายและการจัดการคิวเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้ารับบริการ
รวมข้อสงสัยก่อนฉีดโบท็อกกรามที่ควรรู้
ฉีดโบท็อกลดกรามบ่อยอันตรายไหม เสี่ยงต่อภาวะดื้อยาอย่างไร
จากการประเมินสรีรวิทยาของมัดกล้ามเนื้อ แพทย์แนะนำให้เว้นระยะฉีดโบท็อกลดกรามอย่างน้อย 4–6 เดือน เพื่อเลี่ยงภาวะดื้อยาและรักษาการตอบสนองของกล้ามเนื้อให้ได้ผลดีในระยะยาว
ขณะฉีดโบท็อกลดกรามจะรู้สึกเจ็บมากไหม
ในระหว่างทำแพทย์จะประเมินความไวต่อความรู้สึกของคนไข้เป็นหลัก โดยสามารถพิจารณาใช้ยาชาหรือเทคนิคประคบเย็นร่วมด้วยเพื่อลดอาการระคายเคืองขณะลงเข็มและช่วยให้การรักษาราบรื่น
ฉีดโบท็อกลดกรามผู้ชายต้องใช้ปริมาณกี่ยูนิต
การฉีดโบท็อกลดกรามในเคสของผู้ชายมักใช้ปริมาณยามากกว่าผู้หญิง โดยจะใช้ประมาณ 60-100 ยูนิต เพราะส่วนใหญ่มีกล้ามเนื้อกรามที่แข็งแรงกว่า
หลังฉีดโบท็อกลดกราม เคี้ยวอาหารได้ตามปกติไหม
ในช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์แรกหลังฉีด อาจรู้สึกเมื่อยตึงบริเวณกรามเวลาเคี้ยวอาหารที่เหนียวหรือแข็ง ซึ่งเป็นอาการปกติเนื่องจากกล้ามเนื้อเริ่มทำงานน้อยลง แนะนำให้เลี่ยงอาหารที่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก ๆ ในช่วงแรก
หลังฉีดโบท็อกลดกราม นอนตะแคงได้ไหม
หลังฉีดโบท็อกลดกรามแพทย์จะให้งดนอนตะแคงอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันตัวยาเคลื่อนที่ หลังจากนั้นสามารถนอนตะแคงได้ตามปกติ
ฉีดโบท็อกลดกรามที่ไหนดี
แนะนำว่าควรเลือกสถานพยาบาลที่แพทย์ทำการประเมินมัดกล้ามเนื้อและโครงสร้างหน้าอย่างละเอียดก่อนและสามารถขอตรวจสอบตัวยาก่อนฉีดได้
ฉีดโบท็อกลดกรามยี่ห้อไหนดี
ในเคสส่วนใหญ่ของเราจะเลือกฉีดโบท็อกลดกรามยี่ห้อ Allergan ให้กับผู้รับบริการ เพราะกระจายตัวยาแคบเหมาะกับการลดกราม
ฉีดโบท็อกลดกรามกี่วันเห็นผล ฉีดแล้วอยู่ได้นานไหม
ในประมาณ 1–2 สัปดาห์กล้ามเนื้อของเคสส่วนใหญ่จะเริ่มนิ่มลงและเห็นรูปหน้าเรียวชัดสุดในช่วงประมาณ 4–8 สัปดาห์ ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 4–6 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลมากกว่า
สรุป
การฉีดโบท็อกลดกรามมีการวิจัยยืนยันว่าการฉีดโบทูลินัมท็อกซินสามารถลดปริมาตรของกล้ามเนื้อ Masseter ได้เฉลี่ย 15–25% ภายในช่วงประมาณ 4–8 สัปดาห์ แต่ควรเว้นระยะการฉีดอย่างน้อย 4–6 เดือน ก่อนจะตัดสินใจฉีดควรเริ่มจากการให้แพทย์ประเมินโครงสร้างหน้าเพื่อเลือกปริมาณยาและยี่ห้อที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล
อ้างอิง
Ahn, B. K., Kim, Y. S., Kim, J. H., & Kim, N. I. (2004). Botulinum toxin type A treatment for contouring of the lower face. Dermatologic Surgery, 30(12p1), 1530–1533.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12752515/
Kim, H. J., Yum, K. W., Park, S. D., & Park, J. B. (2003). Effects of botulinum toxin type A on bilateral masseteric hypertrophy. Plastic and Reconstructive Surgery, 111(7), 2411–2419.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/11319889/
To, E. W., Ahuja, A. T., King, A. D., & King, W. (2001). A prospective study of the effect of botulinum toxin A on masseteric muscle hypertrophy with ultrasonographic confounding. British Journal of Plastic Surgery, 54(3), 197–200.
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/12752514/






