Nucleofill คืออะไร มีกี่รุ่น ช่วยเรื่องอะไร ราคาเท่าไหร่

หน้าแรก » Biostimulator » Nucleofill คืออะไร มีกี่รุ่น ช่วยเรื่องอะไร ราคาเท่าไหร่
ว.41660
Nucleofill
เลือกอ่านเนื้อหาได้เลย

Nucleofill เป็นหนึ่งในโปรแกรมฉีดบำรุงผิวที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาผิวโทรม ผิวแห้ง ใต้ตาดูอ่อนล้า หรือเริ่มรู้สึกว่าผิวไม่แน่นเหมือนเดิม บทความนี้หมอจะพาไปรู้จัก Nucleofill แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ตัวยาคืออะไร แต่ละรุ่นต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร ต้องฉีดกี่ครั้ง ราคาเท่าไหร่ เห็นผลเมื่อไหร่ และมีข้อควรรู้อะไรก่อนตัดสินใจฉีด

Nucleofill คืออะไร

Nucleofill คือโปรแกรมฟื้นฟูคุณภาพผิวจากประเทศอิตาลี จัดอยู่ในกลุ่ม Biostimulator โดยใช้สารกลุ่ม Polynucleotide หรือ PN ซึ่งเป็นสารที่ได้จาก DNA ของปลาแซลมอน และผ่านกระบวนการผลิตให้เหมาะสำหรับใช้ทางการแพทย์ด้านผิวพรรณ

สิ่งสำคัญคือ Nucleofill ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเติมปริมาตรหรือปรับรูปหน้าแบบฟิลเลอร์ แต่เป็นตัวยาที่แพทย์ใช้เพื่อดูแลคุณภาพผิวในตำแหน่งที่ต้องการ เช่น ใบหน้า รอบดวงตา ลำคอ หลังมือ หรือหนังศีรษะ ขึ้นอยู่กับรุ่นของตัวยาและปัญหาของแต่ละคน

Nucleofill ทำงานกับผิวอย่างไร

Nucleofill ทำงานกับผิวอย่างไร

หลังฉีดตัวยาจะกระจายอยู่ในชั้นผิวที่แพทย์วางแผนไว้ จากนั้น PN จะทำหน้าที่เหมือนการเติมวัตถุดิบให้เซลล์ผิว ช่วยให้ผิวค่อย ๆ เข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตัวเอง

หมออธิบายง่าย ๆ คือ Nucleofill ไม่ได้ทำให้ผิวเต็มขึ้นทันทีเหมือนการเติมเจล แต่จะค่อย ๆ ช่วยให้สภาพผิวดูดีขึ้นจากภายใน ผลลัพธ์จึงมักเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป และขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิม จำนวนครั้งที่ทำ และการดูแลหลังฉีด

Nucleofill ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

Nucleofill เหมาะกับการดูแล “คุณภาพผิว” มากกว่าการปรับรูปหน้าโดยตรง หมอจึงมักใช้ในคนที่ผิวเริ่มมีความเสื่อม แห้ง ไม่แน่น หรือดูเหนื่อยล้า โดยสามารถช่วยดูแลปัญหาได้หลายด้าน ดังนี้

  • ผิวแห้ง ขาดน้ำ ดูไม่สดใส
  • ผิวขาดความยืดหยุ่น เริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย
  • ผิวบาง ผิวอ่อนแอ หรือผิวดูโทรมจากการพักผ่อนน้อย
  • ริ้วรอยตื้น ๆ บริเวณใบหน้าและรอบดวงตา
  • ใต้ตาดูหมองคล้ำหรือผิวรอบดวงตาดูเหนื่อยล้า
  • รูขุมขนกว้างและผิวไม่เรียบเนียนในบางราย
  • ผิวคอ หลังมือ หรือเนินอกที่เริ่มแห้งและมีริ้วรอย
  • ภาวะผมบางหรือผมร่วงบางรูปแบบที่แพทย์ประเมินแล้วว่าเหมาะกับการดูแลด้วย PN

Nucleofill มีกี่รุ่น

Nucleofill มีกี่รุ่น แต่ละรุ่นต่างกันอย่างไร

ในบทความนี้หมอจะเน้นอธิบาย Nucleofill 4 รุ่นหลักที่นิยมใช้ใน ได้แก่ Medium, Strong, Soft Plus และ Medium Plus โดยแต่ละรุ่นออกแบบมาเพื่อปัญหาและตำแหน่งที่แตกต่างกัน ดังนี้

รุ่น เหมาะกับบริเวณ เหมาะกับปัญหา
Nucleofill Medium ใบหน้าโดยรวม ผิวแห้ง ผิวโทรม ริ้วรอยตื้น ผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่น
Nucleofill Strong ใบหน้า ลำคอ หรือผิวที่ต้องการการฟื้นฟูมากขึ้น ผิวไม่แน่น ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย รอยผิวไม่เรียบ
Nucleofill Soft Plus รอบดวงตา ใต้ตาดูหมอง ผิวรอบดวงตาแห้ง ริ้วรอยเล็ก ๆ
Nucleofill Medium Plus หนังศีรษะและเส้นผม ผมบาง ผมร่วงบางรูปแบบ หรือเส้นผมดูอ่อนแอ

Nucleofill Medium

เหมาะกับการฟื้นฟูคุณภาพผิวบริเวณใบหน้าโดยรวม เช่น ผิวแห้ง ผิวโทรม ผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่น หรือมีริ้วรอยตื้น ๆ รุ่นนี้เหมาะกับคนที่ต้องการให้ผิวดูชุ่มชื้น แน่นขึ้น และดูสุขภาพดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

Nucleofill Strong

เหมาะกับผิวที่ต้องการการฟื้นฟูมากขึ้น เช่น ผิวหย่อนคล้อย ผิวไม่แน่น หรือมีรอยผิวไม่เรียบในระดับมากกว่า Medium แพทย์อาจเลือกใช้ในบริเวณที่ต้องการพยุงคุณภาพผิวให้ดูแข็งแรงขึ้น เช่น ใบหน้า ลำคอ หรือบริเวณที่ผิวเริ่มเสื่อมตามวัย

Nucleofill Soft Plus

เป็นรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับผิวรอบดวงตา ซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวบางและระคายเคืองง่าย เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาดูหมอง ริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา หรือผิวรอบดวงตาดูแห้งและไม่สดใส โดยไม่ได้เน้นเติมเต็มแบบฟิลเลอร์ใต้ตา

Nucleofill Medium Plus

เป็นรุ่นที่ใช้สำหรับหนังศีรษะและเส้นผม เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผมบาง ผมร่วง หรือเส้นผมดูอ่อนแอในบางกรณี โดยแพทย์จะประเมินสาเหตุของผมร่วงก่อนเสมอ เพราะภาวะผมร่วงอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ฮอร์โมน พันธุกรรม ความเครียด ภาวะขาดสารอาหาร หรือโรคบางชนิด

เลือก Nucleofill รุ่นไหนดี

การเลือกไม่ควรเลือกจากชื่อรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูจากปัญหาหลัก ตำแหน่งที่ต้องการทำ และสภาพผิวของแต่ละคน โดยทั่วไปหมออาจพิจารณาได้ดังนี้

ปัญหาหลัก รุ่นที่หมออาจพิจารณา
ผิวหน้าแห้ง โทรม ริ้วรอยตื้น Nucleofill Medium
ผิวไม่แน่น เริ่มหย่อนคล้อย หรือผิวต้องการการฟื้นฟูมากขึ้น Nucleofill Strong
ใต้ตาหมอง ผิวรอบดวงตาแห้ง หรือมีริ้วรอยเล็ก ๆ Nucleofill Soft Plus
ผมบาง ผมร่วงบางรูปแบบ หรือเส้นผมดูอ่อนแอ Nucleofill Medium Plus

ทั้งนี้ แต่ละเคสอาจไม่ได้เหมาะกับรุ่นเดียวกันเสมอไป หมอจึงต้องประเมินปัญหาผิวจริงก่อน เพื่อเลือกสูตร ปริมาณ และจำนวนครั้งให้เหมาะสม

Nucleofill ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง

Nucleofill ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง

ตำแหน่งที่ฉีด Nucleofill จะขึ้นอยู่กับรุ่นของตัวยา ปัญหาผิว และแผนการรักษาของแพทย์ โดยบริเวณที่นิยมทำ ได้แก่

  • ใบหน้า : เหมาะกับผิวแห้ง ผิวโทรม รูขุมขนกว้าง ริ้วรอยตื้น ๆ หรือผิวขาดความยืดหยุ่น
  • รอบดวงตา : เหมาะกับใต้ตาดูหมอง ผิวรอบดวงตาแห้ง หรือมีริ้วรอยเล็ก ๆ
  • ลำคอและเนินอก : เหมาะกับผิวแห้ง ผิวเริ่มมีรอยพับ หรือผิวไม่เรียบเนียน
  • หลังมือ : เหมาะกับผิวหลังมือแห้ง ดูบาง หรือเริ่มมีริ้วรอยตามวัย
  • หนังศีรษะ : เหมาะกับภาวะผมบางหรือผมร่วงบางรูปแบบ โดยแพทย์จะประเมินสาเหตุก่อนทำ

Nucleofill เหมาะกับใคร

Nucleofill เหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยไม่ต้องการเติมปริมาตรใบหน้าแบบฟิลเลอร์ โดยกลุ่มที่หมอมักพิจารณาให้ทำ ได้แก่

  • ผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ หรือผิวดูไม่สดใส
  • ผู้ที่มีผิวบาง ผิวอ่อนแอ หรือผิวไวต่อการระคายเคือง
  • ผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยตื้น ๆ และผิวขาดความยืดหยุ่น
  • ผู้ที่มีใต้ตาดูหมอง ผิวรอบดวงตาดูเหนื่อยล้า
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้า ลำคอ เนินอก หรือหลังมือ
  • ผู้ที่มีปัญหาผมบางหรือผมร่วงบางลักษณะ และต้องการดูแลร่วมกับแผนของแพทย์
  • ผู้ที่ต้องการดูแลผิวให้แข็งแรงขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องการเปลี่ยนรูปหน้าชัดเจน

ใครที่ยังไม่ควรฉีด Nucleofill

แม้ Nucleofill จะเป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่ใช้กันในคลินิกความงาม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับการทำ หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการฉีดในกลุ่มต่อไปนี้

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ปลา ปลาแซลมอน หรืออาหารทะเลอย่างรุนแรง
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อ แผลเปิด สิวอักเสบรุนแรง หรือเริมบริเวณที่จะฉีด
  • ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือโรคประจำตัวที่ยังควบคุมไม่ดี
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง
  • ผู้ที่เพิ่งทำหัตถการอื่นบริเวณเดียวกันและผิวยังอักเสบหรือระคายเคืองอยู่

หากมีโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา หรือใช้ยาประจำ ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง เพื่อประเมินความเหมาะสมและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

Nucleofill ต่างจากฟิลเลอร์ Skin Booster และ PN ตัวอื่นอย่างไร

Nucleofill ต่างจากฟิลเลอร์ Skin Booster และ PN ตัวอื่นอย่างไร

Nucleofill อาจถูกเข้าใจว่าใกล้เคียงกับฟิลเลอร์หรือ Skin Booster เพราะเป็นหัตถการที่ใช้การฉีดเหมือนกัน แต่จุดประสงค์ของแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน

หัตถการ จุดเด่น เหมาะกับใคร
Nucleofill ฟื้นฟูคุณภาพผิวด้วย PN ผิวแห้ง โทรม ไม่แน่น ใต้ตาหมอง หรือผมบางบางรูปแบบ
ฟิลเลอร์ เติมปริมาตร แก้ร่องลึก หรือปรับรูปหน้า ผู้ที่มีร่องลึก ใบหน้าขาดวอลลุ่ม หรือโครงสร้างใบหน้าทรุด
Skin Booster เติมความชุ่มชื้นให้ผิว ผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ ต้องการผิวดูฉ่ำขึ้น
Rejuran / Plinest / PN ตัวอื่น ฟื้นฟูผิวในกลุ่ม PN หรือสารใกล้เคียง ขึ้นอยู่กับสูตร ตำแหน่งที่ฉีด และปัญหาผิวของแต่ละคน

Nucleofill ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร

หลายคนเข้าใจว่า Nucleofill คล้ายฟิลเลอร์ เพราะเป็นหัตถการที่ใช้การฉีดเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีจุดประสงค์ต่างกันค่อนข้างชัดเจน ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มที่ใช้เพิ่มปริมาตร แก้ร่องลึก หรือปรับรูปหน้า เช่น เติมใต้ตา ร่องแก้ม คาง หรือขมับ ส่วน Nucleofill ไม่ได้เน้นเติมปริมาตร แต่เน้นปรับคุณภาพผิวให้ดูชุ่มชื้น แข็งแรง และยืดหยุ่นขึ้น

ถ้าปัญหาหลักคือร่องลึกหรือใบหน้าขาดวอลลุ่ม ฟิลเลอร์อาจตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าปัญหาหลักคือผิวโทรม ผิวแห้ง ผิวไม่แน่น หรือผิวดูเหนื่อยล้า Nucleofill อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า หรืออาจใช้ร่วมกันตามแผนการรักษาของแพทย์

Nucleofill ต่างจาก Skin Booster อย่างไร

Skin Booster โดยทั่วไปจะเน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ทำให้ผิวดูฉ่ำ อิ่มน้ำ และเรียบเนียนขึ้น ส่วน Nucleofill อยู่ในกลุ่ม PN ที่เน้นมากกว่าความชุ่มชื้น เพราะช่วยสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิวและกระตุ้นคุณภาพผิวในระยะต่อเนื่อง

พูดให้เข้าใจง่ายคือ Skin Booster เหมาะกับคนที่ต้องการผิวชุ่มชื้นฉ่ำขึ้น ส่วน Nucleofill เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวที่เริ่มอ่อนแอ ขาดความยืดหยุ่น หรือเริ่มมีริ้วรอยตื้น ๆ ร่วมด้วย

Nucleofill ต่างจาก Rejuran, Plinest และ PN ตัวอื่นอย่างไร

Nucleofill, Rejuran และ Plinest จัดอยู่ในกลุ่มสารฟื้นฟูผิวที่เกี่ยวข้องกับ Polynucleotide หรือสารในกลุ่มใกล้เคียงกัน แต่แต่ละแบรนด์มีความแตกต่างกันในเรื่องแหล่งที่มา กระบวนการผลิต ความเข้มข้น ลักษณะเนื้อยา และรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับตำแหน่งต่าง ๆ

การเลือกว่าจะใช้ตัวไหนจึงไม่ควรดูจากชื่อแบรนด์อย่างเดียว แต่ควรให้แพทย์ประเมินจากปัญหาผิว ตำแหน่งที่ต้องการทำ ความบางของผิว ประวัติการแพ้ และผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น บางคนเหมาะกับการดูแลผิวรอบดวงตา บางคนเหมาะกับการฟื้นฟูผิวหน้าโดยรวม และบางคนอาจเหมาะกับการทำร่วมกับหัตถการอื่น

ต้องฉีด Nucleofill กี่ครั้งถึงจะเห็นผล

จำนวนครั้งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาผิว อายุ สภาพผิวเดิม และการตอบสนองของแต่ละคน โดยทั่วไปหมอมักแนะนำให้ทำต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูผิวเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ครั้งที่ทำ ระยะเวลาโดยประมาณ เป้าหมายของการทำ
ครั้งที่ 1 เริ่มต้น เติมความชุ่มชื้นและเริ่มกระตุ้นการฟื้นฟูผิว
ครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 สัปดาห์ กระตุ้นคุณภาพผิวต่อเนื่อง
ครั้งที่ 3 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 1 เดือน ช่วยให้ผิวดูแน่นและเรียบเนียนขึ้น
ครั้งที่ 4 ห่างจากครั้งแรกประมาณ 6 สัปดาห์ คงผลลัพธ์และเสริมคุณภาพผิวโดยรวม
ดูแลต่อเนื่อง ทุก 4–6 เดือน หรือตามแพทย์แนะนำ รักษาคุณภาพผิวในระยะยาว

บางรายอาจเริ่มรู้สึกว่าผิวดูชุ่มชื้นขึ้นหลังทำช่วงแรก แต่ผลลัพธ์ด้านความแน่น ความเรียบเนียน และความยืดหยุ่นของผิวมักค่อย ๆ เห็นชัดขึ้นหลังทำต่อเนื่อง

ขั้นตอนการฉีด Nucleofill

ขั้นตอนการฉีด Nucleofill ควรทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะต้องประเมินทั้งตำแหน่ง ชั้นผิว ปริมาณยา และเทคนิคที่เหมาะกับแต่ละบริเวณ

ขั้นตอนการฉีดบริเวณใบหน้า

  1. แพทย์ประเมินปัญหาผิว โครงสร้างใบหน้า และตำแหน่งที่ควรฉีด
  2. ทำความสะอาดผิวหน้าและเช็ดฆ่าเชื้อบริเวณที่จะทำ
  3. แปะยาชาประมาณ 30–45 นาที เพื่อลดความรู้สึกระหว่างฉีด
  4. แพทย์ฉีดเข้าสู่ชั้นผิว โดยอาจใช้เทคนิคฉีดเป็นจุดเล็ก ๆ หรือใช้เข็มทู่ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ
  5. เช็ดทำความสะอาดรอยเข็ม และให้คำแนะนำการดูแลหลังทำ

ขั้นตอนการฉีดบริเวณหนังศีรษะ

  1. แพทย์ประเมินปัญหาผมบาง ผมร่วง และบริเวณที่ต้องการดูแล
  2. ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อหนังศีรษะ
  3. ลดความรู้สึกเจ็บด้วยการประคบเย็นหรือวิธีที่เหมาะสม
  4. ฉีดตัวยากระจายเป็นจุดเล็ก ๆ บริเวณที่มีปัญหา
  5. ทำความสะอาดหลังทำ และแนะนำการดูแลหนังศีรษะหลังฉีด

เตรียมตัวก่อนฉีด Nucleofill อย่างไร

การเตรียมตัวก่อนทำช่วยลดโอกาสเกิดรอยช้ำ บวม หรือการระคายเคืองหลังฉีดได้ โดยหมอแนะนำดังนี้

ก่อนฉีดบริเวณใบหน้า

  • งดยากลุ่มแอสไพริน NSAIDs วิตามินอี น้ำมันปลา โสม หรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดออกง่าย ประมาณ 1 สัปดาห์ หากไม่ได้จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่อง
  • งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงก่อนทำ
  • งดสครับหน้า AHA BHA เรตินอล หรือสกินแคร์กลุ่มผลัดเซลล์ผิว 2–3 วันก่อนฉีด
  • หากมีสิวอักเสบ แผล หรือผื่นบริเวณที่จะฉีด ควรแจ้งแพทย์ก่อน
  • พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำให้เหมาะสมก่อนเข้ารับบริการ

ก่อนฉีดบริเวณหนังศีรษะ

  • สระผมให้สะอาดก่อนเข้ารับบริการ
  • งดใช้แว็กซ์ เจล สเปรย์ หรือผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมในวันที่ทำ
  • หากเพิ่งทำสีผม ดัดผม หรือยืดผม ควรเว้นระยะประมาณ 1–2 สัปดาห์
  • แจ้งแพทย์หากมีแผล หนังศีรษะอักเสบ รังแคมากผิดปกติ หรือโรคผิวหนังบริเวณหนังศีรษะ

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีด Nucleofill

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีด Nucleofill

หลังฉีด Nucleofill อาจมีตุ่มนูน รอยแดง หรือรอยเข็มเล็กน้อย ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง โดยหมอแนะนำให้ดูแลตัวเองหลังฉีด ดังนี้

  • งดกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก
  • งดแต่งหน้าและล้างหน้าแรง ๆ ประมาณ 4–6 ชั่วโมงหลังทำ
  • ใช้สกินแคร์สูตรอ่อนโยน และงดกลุ่มผลัดเซลล์ผิว 2–3 วัน
  • งดเลเซอร์ ซาวน่า อบไอน้ำ หรือความร้อนจัดประมาณ 1–2 สัปดาห์
  • งดแอลกอฮอล์และออกกำลังกายหนัก 24–48 ชั่วโมงแรก
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น
  • หากทำบริเวณหนังศีรษะ ควรงดสระผมอย่างน้อย 12–24 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการเกาหรือขยี้แรง ๆ

หากมีอาการปวด บวม แดง ร้อนมากผิดปกติ มีหนอง หรือมีตุ่มนูนที่ไม่ยุบลงภายในเวลาที่แพทย์แนะนำ ควรติดต่อคลินิกเพื่อให้แพทย์ประเมิน

ผลข้างเคียงที่อาจพบหลังฉีด Nucleofill

ผลข้างเคียงที่พบได้หลังฉีด Nucleofill ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะจุดและมักดีขึ้นได้เอง เช่น

  • รอยแดงบริเวณที่ฉีด
  • รอยเข็มหรือรอยช้ำเล็กน้อย
  • ตุ่มนูนจากตัวยา ซึ่งมักค่อย ๆ ยุบลง
  • อาการบวมตึงในช่วงแรก
  • ความรู้สึกระบมหรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด

อาการเหล่านี้มักเป็นชั่วคราว แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ บวมแดงร้อนชัดเจน มีไข้ หรือมีอาการแพ้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

Nucleofill ราคาเท่าไหร่

ราคา Nucleofill ที่ APEX Clinic ขนาด 2 cc อยู่ที่ 30,000 บาท โดยปริมาณที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันตามรุ่นของตัวยา ตำแหน่งที่ฉีด และสภาพผิวของแต่ละคน

โดยทั่วไปการใช้ Nucleofill รอบดวงตา ใบหน้า หนังศีรษะ หรือบริเวณอื่น ๆ จะมีแนวทางการใช้ตัวยาไม่เหมือนกัน แพทย์จึงต้องประเมินปัญหาผิวก่อน เพื่อเลือกสูตร ปริมาณ และจำนวนครั้งให้เหมาะสมกับแต่ละเคส

ตัวอย่างเคสหลังทำ Nucleofill

รีวิว Nucleofill Medium

รีวิว Nucleofill Medium

เคสนี้เป็นตัวอย่างผลลัพธ์ของ Program Nucleofill Medium ซึ่งเหมาะกับการดูแลคุณภาพผิวบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแห้ง ผิวไม่เรียบเนียน หรือมีร่องรอยผิวไม่สม่ำเสมอในระดับเบื้องต้นถึงปานกลาง

หลังทำ ผิวโดยรวมดูชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้น รอยผิวไม่สม่ำเสมอดูลดลงในบางจุด และใบหน้าดูสดใสขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว การตอบสนองของแต่ละคน และการประเมินของแพทย์

รีวิว Nucleofill Soft Plus

รีวิว Nucleofill Soft Plus

เคสนี้เป็นตัวอย่างผลลัพธ์ของ Program Nucleofill Soft Plus ซึ่งออกแบบมาสำหรับผิวรอบดวงตา เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาดูหมอง ผิวรอบดวงตาแห้ง หรือมีริ้วรอยเล็ก ๆ

หลังทำ ผิวใต้ตาดูชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้น ภาพรวมรอบดวงตาดูสดใสขึ้นในบางราย ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามปัญหาเดิมของแต่ละคน

รีวิว Nucleofill Medium Plus

รีวิว Nucleofill Medium Plus

เคสนี้เป็นตัวอย่างผลลัพธ์ของ Program Nucleofill Medium Plus ซึ่งใช้ดูแลหนังศีรษะและเส้นผม เหมาะกับผู้ที่มีภาวะผมบางหรือผมร่วงบางลักษณะ หลังทำต่อเนื่องตามแผน แพทย์จะประเมินการเปลี่ยนแปลงของเส้นผม ความหนาแน่น และสภาพหนังศีรษะร่วมกัน

ผลลัพธ์ด้านเส้นผมมักต้องใช้เวลาและอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สาเหตุของผมร่วง ฮอร์โมน พันธุกรรม สุขภาพร่างกาย และการดูแลต่อเนื่องหลังทำ

รีวิว Nucleofill จากผู้ใช้บริการจริงที่ APEX Clinic

รีวิว Nucleofill รีวิว Nucleofill รีวิว Nucleofill

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Nucleofill

Nucleofill เจ็บไหม

ระหว่างฉีดอาจรู้สึกเจ็บหรือหน่วงเล็กน้อย โดยเฉพาะบริเวณผิวบาง เช่น ใต้ตา แต่โดยทั่วไปจะมีการแปะยาชาหรือใช้วิธีลดความรู้สึกก่อนทำ เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น

ฉีด Nucleofill แล้วเป็นตุ่มนูนนานไหม

หลังฉีดอาจมีตุ่มนูนเล็ก ๆ ตามจุดที่ลงเข็ม ซึ่งมักค่อย ๆ ยุบลงภายใน 24–48 ชั่วโมง แต่บางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวและตำแหน่งที่ฉีด

Nucleofill เห็นผลเมื่อไหร่

บางรายอาจรู้สึกว่าผิวดูชุ่มชื้นขึ้นในช่วงแรก แต่ผลลัพธ์ด้านความเรียบเนียน ความแน่น และความยืดหยุ่นของผิวมักค่อย ๆ ชัดขึ้นหลังทำต่อเนื่องประมาณ 2–4 สัปดาห์ขึ้นไป

Nucleofill อยู่ได้นานเท่าไหร่

หลังทำอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์โดยทั่วไปอาจอยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ การดูแลตัวเอง และจำนวนครั้งที่ทำ หมออาจแนะนำให้กลับมาดูแลซ้ำทุก 4–6 เดือน

Nucleofill ใช้แทนฟิลเลอร์ใต้ตาได้ไหม

หากปัญหาหลักคือใต้ตาลึกจากโครงสร้างหรือมีร่องลึกชัด ฟิลเลอร์ใต้ตาอาจเหมาะกว่า แต่ถ้าปัญหาหลักคือผิวใต้ตาแห้ง หมอง หรือมีริ้วรอยเล็ก ๆ Nucleofill Soft Plus อาจช่วยดูแลคุณภาพผิวบริเวณนี้ได้

คนผิวบางหรือผิวแพ้ง่ายฉีด Nucleofill ได้ไหม

บางรายสามารถทำได้ แต่ต้องให้แพทย์ประเมินก่อน เพราะผิวบางหรือแพ้ง่ายอาจมีโอกาสบวม แดง หรือช้ำได้มากกว่าปกติ ควรแจ้งประวัติแพ้ยา แพ้อาหารทะเล หรือโรคผิวหนังให้แพทย์ทราบทุกครั้ง

หลังฉีด Nucleofill แต่งหน้าได้ไหม

ควรงดแต่งหน้าอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมงหลังทำ เพื่อลดโอกาสระคายเคืองและลดความเสี่ยงจากสิ่งสกปรกบริเวณรอยเข็ม

ฉีด Nucleofill ร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม

สามารถวางแผนร่วมกับหัตถการอื่นได้ในบางราย เช่น ฟิลเลอร์ โบทูลินัมท็อกซิน เลเซอร์ หรือเครื่องยกกระชับ แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้จัดลำดับการทำและเว้นระยะให้เหมาะสม

Nucleofill เหมาะกับอายุเท่าไหร่

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพผิว หากเริ่มมีผิวแห้ง ผิวโทรม ผิวขาดความยืดหยุ่น หรือเริ่มมีริ้วรอยตื้น ๆ ก็สามารถให้แพทย์ประเมินได้ว่าเหมาะกับ Nucleofill หรือไม่

สรุป

Nucleofill เป็นโปรแกรมฟื้นฟูคุณภาพผิวกลุ่ม PN เหมาะกับผิวแห้ง ผิวโทรม ริ้วรอยตื้น ๆ ใต้ตาหมอง หรือผมบางบางรูปแบบ จุดเด่นคือไม่ได้เติมปริมาตรแบบฟิลเลอร์ แต่ช่วยให้ผิวค่อย ๆ ดูชุ่มชื้น แน่น และเรียบเนียนขึ้น โดยทั่วไปอาจเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงประมาณ 2–4 สัปดาห์หลังทำ ผลลัพธ์อาจอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว รุ่นที่ใช้ จำนวนครั้งที่ทำ และการดูแลหลังฉีด

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

Webpromoitalia. (n.d.). Nucleofill range. Retrieved June 9, 2026, from https://webpromoitalia.com/nucleofill-range/

4T Medical. (n.d.). Nucleofill Soft Plus. Retrieved June 9, 2026, from https://www.4tmedical.com/product/injectables/skin-boosters/nucleofill-soft-plus/

Lee, K. W. A., Chan, K. W. L., Lee, A., Lee, C. H., Wan, J., Wong, S., & Yi, K.-H. (2024). Polynucleotides in aesthetic medicine: A review of current practices and perceived effectiveness. International Journal of Molecular Sciences, 25(15), 8224. https://doi.org/10.3390/ijms25158224

แชร์บทความ
นพ.กรไชย ภู่เจริญกุล (หมอนาย)
ว.41660
บทความโดย นพ.กรไชย ภู่เจริญกุล (หมอนาย)
แพทย์ผู้ดูแลการรักษาด้านเวชศาสตร์ความงาม
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
ปรึกษาคุณหมอฟรี
Apex Clinic Teams
โปรโมชั่นประจำเดือนนี้
โปรโมชัน Skin Celeb
บทความที่เกี่ยวข้อง
Gouri

Gouri คืออะไร ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ลดผิวหย่อนคล้อยได้จริงไหม

Gouri เป็นนวัตกรรม Liquid PCL ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยและคอลลาเจนที่ลดลงตามวัย โดยเน้นการฟื้นฟูผิวในระดับลึกถึงโครงสร้างผิว
Biostimulator

Biostimulator คืออะไร ฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจน มีแบบไหนบ้าง

Biostimulator มีคุณสมบัติในการส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เพื่อฟื้นฟูกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติของร่างกาย
Radiesse Plus

Radiesse Plus คืออะไร ต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

Radiesse Plus หรือ Radiesse (+) มักถูกกล่าวถึงควบคู่กับรุ่นดั้งเดิมอย่าง Radiesse Classic และได้รับความนิยม ด้านการปรับภาพรวมของหน้าพร้อมฟื้นฟูคุณภาพผิว
Radiesse

Radiesse คืออะไร ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน CaHA เหมาะกับใครบ้าง

Radiesse กำลังเป็นที่จับตามอง เนื่องจากเป็นหัตถการที่โดดเด่นในการช่วยฟื้นฟูและบำรุงสภาพผิว อย่างไรก็ตาม