ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คือการเติมฟิลเลอร์แบบ HA เข้าไปแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีรอยหมองคล้ำใต้ตา เบ้าตาลึก ถุงใต้ตาหย่อนคล้อย ซึ่งเป็น Pain point ใหญ่ที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและแก่กว่าวัย แต่เนื่องจากบริเวณรอบดวงตาเป็นจุดที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนสูง การฉีดในแต่ละเคสจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนั้นวันนี้หมอจะพาไปเจาะลึกว่าฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม ช่วยอะไรได้บ้าง ใครที่ทำแล้วตอบโจทย์
ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร
ฟิลเลอร์ใต้ตา คือการเติมสารกลุ่ม Cross-linked Hyaluronic Acid (HA) เข้าไปในชั้นลึกเหนือเยื่อหุ้มกระดูก (Supra-periosteal) เพื่อทดแทนการฝ่อตัวของกระดูกเบ้าตา (Orbital Rim Resorption) และไขมันชั้นลึก โดยสาร HA จะทำหน้าที่ดึงโมเลกุลน้ำช่วยเติมเต็มร่องลึกให้ดูตื้นขึ้นทันที พร้อมช่วยดันผิวหนังให้ห่างจากเส้นเลือดดำ รอยหมองคล้ำจึงดูจางลง
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม ทำไมถึงต้องระวัง
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไม่อันตรายอย่างที่คิดหากทำโดยคุณหมอ แต่หลาย ๆ เคสที่เข้ามาส่วนใหญ่มักจะกังวลเพราะเป็นจุดเส้นเลือดสำคัญใกล้ดวงตา ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงได้ โดยเหตุผลที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็มีหลากหลาย เช่น
- เสี่ยงเส้นเลือดอุดตัน : รอบดวงตามีเส้นเลือดสำคัญจำนวนมาก หากฉีดพลาดไปอุดตัน อาจส่งผลให้เนื้อตายหรือตาบอดถาวรได้
- ผิวใต้ตาบางมาก : เป็นจุดที่ผิวบาง หากฉีดตื้นหรือใช้ยาผิดประเภท จะเห็นเป็นก้อน บวมตุ่ย หรือผิว เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
- โครงสร้างซับซ้อน : มีทั้งกระดูก กล้ามเนื้อ และถุงไขมัน หากกะปริมาณหรือวางตำแหน่งพลาด เวลาเยิ้มหรือหัวเราะจะดูไม่เป็นธรรมชาติ
ดังนั้นการเลือกคลินิกที่สามารถดูแลให้ปลอดภัยได้ และฉีดกับคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่หมอปลอม หรือหมอกระเป๋าถึงมีความสำคัญที่ห้ามมองข้ามเลย
ฟิลเลอร์ใต้ตา ทำงานอย่างไร
เมื่อฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว ตัวสาร HA ก็จะเข้าไปเติมเต็ม เพื่อทดแทนกระดูกและไขมันใต้ตาที่ยุบตัวลงตามวัย โดยโมเลกุลจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำคอยอุ้มน้ำและสร้างแรงดันช่วยพยุงผิวที่บุ๋มลงไปให้กลับมาเรียบเนียนตื้นขึ้น เงาดำจากร่องลึกใต้ตาก็จะจางลง ซึ่งในระยะยาวก็ยังช่วยสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวรอบดวงตาดูสดใสและยืดหยุ่นขึ้น ดูเป็นธรรมชาติด้วย
ตำแหน่งที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ปัญหาใต้ตาคล้ำ ตาดูโทรม หรือมีถุงใต้ตา ถือเป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตานั้น คุณหมอส่วนใหญ่ก็จะแบ่งการฉีดออกเป็น 2 ชั้นผิวหลัก ๆ ตามโครงสร้างใบหน้า ดังนี้
ใต้ตาชั้นลึก (Deep Layer)
มักฉีดฟิลเลอร์บริเวณกระดูกเบ้าตา กระดูกหน้าแก้ม เส้นเอ็นพยุงผิว และชั้นไขมันส่วนลึก เหมือนซ่อมแซมเสาเข็มและรากฐาน เพราะพออายุมากขึ้น กระดูกบริเวณเบ้าตามักจะเริ่มกร่อนตัวลง ไขมันฝ่อตัว และเส้นเอ็นพยุงผิวเริ่มหย่อนคล้อยตามกาลเวลา ส่งผลให้เกิดปัญหาเบ้าตาลึก โบ๋ หรือมองเห็นถุงใต้ตาชัดเจน
เนื้อฟิลเลอร์ที่แนะนำ : เลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่มีแรงยกกระชับค่อนข้างสูง (High Lifting Power) เพื่อให้สามารถคงตัวและพยุงโครงสร้างผิวชั้นลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใต้ตาชั้นตื้น (Superficial Layer)
เป็นการฉีดฟิลเลอร์ที่ชั้นไขมันส่วนบน และชั้นผิวหนัง หากการฉีดชั้นลึกคือการซ่อมรากฐาน การฉีดในชั้นตื้นก็คือการเก็บงานพื้นผิวเพื่อจัดการกับปัญหาที่อยู่บนผิวชั้นนอกโดยเฉพาะ เน้นการเก็บรายละเอียดบริเวณร่องน้ำตาเล็ก ๆ หรือริ้วรอยตื้น ๆ รอบดวงตา ช่วยปรับแต่งให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียน อิ่มฟู และสดใสขึ้น
เนื้อฟิลเลอร์ที่แนะนำ : เลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มและบางเบา มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เพื่อให้เนื้อเจลสามารถกลืนตัวไปกับผิวหนังกำพร้าได้อย่างเรียบเนียน ไม่จับตัวเป็นก้อนหนา
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
จากการทำงานของฟิลเลอร์ และประสบการณ์ของคนที่เคยฉีดฟิลเลอร์หลาย ๆ เคส ส่วนใหญ่ได้แชร์มุมมองและผลลัพธ์หลังฉีดไว้ ดังนี้
- ลดความหมองคล้ำและร่องลึก ในเคสเบ้าตาลึกหรือใต้ตาคล้ำ การเติมเต็มช่วยให้ผิวดูเต็มขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูสดใสและโทรมลดลง
- ผิวเรียบเนียน แต่งหน้าง่ายขึ้น เคสที่มีร่องน้ำตาชัดจนคอนซีลเลอร์ตกร่อง สารเติมเต็มจะช่วยปรับพื้นผิวให้สม่ำเสมอและเรียบเนียนขึ้น
- พยุงโครงสร้างผิวตามวัย สำหรับเคสที่กระดูกเบ้าตาทรุดตัวตามอายุ การเติมในชั้นผิวที่เหมาะสมจะช่วยรองรับโครงสร้างรอบดวงตาให้ดูเป็นธรรมชาติ
- ประหยัดเวลา ไม่ต้องพักฟื้นนาน หลายเคสเลือกวิธีนี้เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที มีเพียงรอยเข็มเล็ก ๆ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา มีรุ่นไหนบ้างที่พบบ่อย
ในตอนนี้ฟิลเลอร์ที่นำมาใช้ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คุณหมอส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้สลับกันระหว่างรุ่นเนื้อแน่น เพื่อฉีดชั้นลึกรองรับกระดูกที่ทรุด และรุ่นเนื้อละเอียดเพื่อเก็บรายละเอียดในผิวชั้นตื้นไม่ให้เป็นก้อน ซึ่งจะมีหลายรุ่น ดังนี้
| รุ่น | ลักษณะเนื้อฟิลเลอร์ | จุดเด่น / ปัญหาใต้ตาที่ช่วยแก้ไข |
|---|---|---|
| Restylane Defyne / Classic | เนื้อค่อนข้างแน่น มีความคงตัวค่อนข้างสูง | ฉีดพยุงโครงสร้างใต้ตา สำหรับเคสที่กระดูกเบ้าตาเริ่มยุบตัวตามวัย |
| Restylane Vital / Vital Light | เนื้อละเอียด โมเลกุลเล็ก เกลี่ยง่าย | เหมาะกับผิวใต้ตาที่บางมาก เก็บรายละเอียดริ้วรอยเล็ก ๆ ไม่เป็นก้อนบวม |
| Juvederm Voluma / Volux | เนื้อแน่น มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง อุ้มน้ำได้ดี | เติมทดแทนการทรุดตัวของกระดูก และช่วยยกกระชับโครงสร้างใต้ตา |
| Juvederm Volite | เนื้อละมุน | เพิ่มความชุ่มชื้น พรางรอยย่น ปรับพื้นผิวใต้ตาให้เรียบเนียน ดูเป็นธรรมชาติ |
| Belotero Volume | เนื้อละเอียด มีความคงตัวค่อนข้างสูง | เหมาะสำหรับการฉีดเสริมกระดูกและเติมเต็มร่องลึก |
| Belotero Soft / Revive | เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย กลืนไปกับผิวได้ดี | เก็บรายละเอียดริ้วรอยตื้น ๆ ลดความหมองคล้ำรอบดวงตา ไม่ดูหนาหนัก |
| Teoxane RHA 2 / Redensity 2 | มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง ขยับตามการแสดงออกบนใบหน้าได้ดี | ช่วยทั้งเรื่องร่องลึกและพรางรอยคล้ำใต้ตาได้ ดูเป็นธรรมชาติ |
ข้อควรรู้ก่อนฉีด : ปัญหาใต้ตาของแต่ละคนมีความตื้น – ลึก และสภาพผิวที่หนา-บางไม่เท่ากัน คุณหมอที่ให้บริการหน้างานจะเป็นผู้ประเมินและเลือกรุ่นที่เหมาะสมอีกครั้ง
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับใคร
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างตอบโจทย์ สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาผิวรอบดวงตาที่ดูโทรมและมีอายุ โดยเคสที่เหมาะกับการทำหัตถการนี้ก็จะมีอยู่หลายลักษณะ ได้แก่
- คนที่มีใต้ตาโบ๋ ลึก หรือเบ้าตาเพลีย ช่วยเติมเต็มให้ผิวดูฟูขึ้น ใบหน้าดูสดชื่น
- คนที่มีขอบตาดำคล้ำ ช่วยลดรอยเงาดำจากร่องลึก ทำให้ใต้ตาสว่างกระจ่างใสขึ้น
- คนเริ่มมีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือผิวใต้ตาเหี่ยว ช่วยดึงน้ำให้ผิวชุ่มชื้น เรียบเนียน ริ้วรอยตื้นขึ้น
- คนที่มีถุงใต้ตาแท้ (ระยะเริ่มต้น) ช่วยพรางร่องน้ำตา ทำให้รอยต่อเนียนเสมอกัน
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไม่เหมาะกับใคร
แม้ว่าการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยแก้ปัญหาได้ดี แต่ก็มีบางสภาพผิวและเงื่อนไขทางร่างกายที่คุณหมอส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ทำหัตถการนี้ เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเคสที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
- ถุงใต้ตาใหญ่หรือหย่อนคล้อยมาก หากไขมันหนาเกินไป การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเพิ่มจะยิ่งบวมตุ่ย
- ผิวหย่อนคล้อยรุนแรง ผิวไม่มีแรงพยุงเจล ฉีดแล้วจะย้วย เป็นก้อน ไม่เรียบเนียน
- ตาบวมน้ำง่ายหรือน้ำเหลืองไม่ดี ฟิลเลอร์อุ้มน้ำได้ดี อาจกดทับทางเดินน้ำเหลืองจนบวมฉุเรื้อรัง
- มีแผลหรือติดเชื้อรอบดวงตา เช่น ตากุ้งยิง ผิวอักเสบ ต้องรักษาให้หายก่อนเพื่อป้องกันเชื้อลุกลาม
- ภูมิแพ้กำเริบหรือขยี้ตาบ่อย การขยี้ตาทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนผิดรูปทรง และเสี่ยงอักเสบเพิ่ม
- แพ้สาร HA หรือยาชา อาจไม่สามารถฉีดได้ เพราะเป็นส่วนประกอบหลักของฟิลเลอร์ใต้ตา
- สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อทารก
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาต้องใช้กี่ CC แต่ละเคสเท่ากันไหม
จากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาของคุณหมอโดยส่วนใหญ่ ปริมาณฟิลเลอร์ใต้ตาของแต่ละคนจะไม่เท่ากันเลย ขึ้นอยู่กับปัญหาผิว โครงสร้างกระดูก และความลึกของเบ้าตา ซึ่งมักจะใช้อยู่ที่ประมาณ 1 – 2 CC (ข้างละ 0.5 – 1 CC) ซึ่งก็เพียงพอที่จะช่วยเติมเต็มร่องลึก พรางรอยคล้ำ และช่วยให้ใต้ตาที่ดูโทรมเพลีย กลับมาสดใส ดูเป็นธรรมชาติได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาและปัจจัยส่วนบุคคลด้วย
ทำไมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน
สำหรับเคสที่ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไปแล้วเป็นก้อน มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ข้อแรกคือคุณหมอฉีดตื้นเกินไปในชั้นผิวที่บาง เลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งที่ไม่ได้ออกแบบมากับใต้ตา รวมถึงการฉีดในปริมาณที่มากเกินไปจนเนื้อเจลล้นกองเป็นก้อน ยิ่งเวลาขยับยิ้มก็จะยิ่งเห็นเป็นลำชัดเจน ผิดธรรมชาติ และแก้ไขได้ยาก
หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วอยู่ได้นานไหม
โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะอยู่ได้นานประมาณ 6 – 18 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ว่ามีความหนาแน่นและความยืดหยุ่นมากน้อยแค่ไหน รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล เช่น การดื่มน้ำมาก ๆ หรือการหลีกเลี่ยงความร้อน ก็จะช่วยยืดอายุของฟิลเลอร์ให้อยู่ได้นานขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแบบไหนอันตราย ควรเลี่ยง
ผู้เข้ารับบริการจำเป็นต้องตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยง และลักษณะการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
- หมอกระเป๋าหรือไม่ใช่คุณหมอจริง เสี่ยงฉีดเข้าเส้นเลือด ทำให้เนื้อเยื่อตาย หรือตาบอด
- ฟิลเลอร์ปลอมหรือสารไม่สลาย เกิดก้อนแข็ง อักเสบ ย้อย ต้องผ่าตัดขูดออกเท่านั้น
- ใช้เนื้อฟิลเลอร์แข็งไป ผิวใต้ตาบาง จะเห็นเป็นก้อน ลำ และแข็งทู่ไม่เป็นธรรมชาติ
- ฉีดตื้นเกินไป แสงสะท้อนเห็นเป็นก้อนบวมเขียวคล้ำใต้ตา (Tyndall effect)
- ฉีดปริมาณมากเกินไป ตาบวมตุ่ยผิดธรรมชาติ และอาจกดทับทางเดินน้ำเหลืองจนบวม
- คลินิกไม่สะอาด ไม่เหมาะกับฉีดฟิลเลอร์ เสี่ยงติดเชื้อรุนแรงลุกลามเข้าเบ้าตาและสมอง
ผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ผลลัพธ์หลังฉีดเคสที่ 1
จากเคสแรกที่เรายกมา จะเป็นเคสที่มีให้เห็นปัญหาผิวบริเวณใต้ตาที่ค่อนข้างโทรม ร่องลึกชัดเจน และมีความคล้ำ ก่อนทำเมื่อวันที่ 11/09/2025 แต่หลังเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ผลลัพธ์ในวันที่ 25/09/2025 แสดงให้เห็นว่าร่องลึกดูตื้นขึ้น ผิวใต้ตาดูอิ่มฟู เรียบเนียน และสว่างกระจ่างใส ปรับภาพรวมใบหน้าให้ดูสดใสขึ้น
ผลลัพธ์หลังฉีดเคสที่ 2
คุณวีต้า เป็นเคสที่เข้ามาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากับเรา ซึ่งผิวบริเวณใต้ตาก่อนทำเมื่อวันที่ 14/08/2025 จะเห็นว่ามีร่องลึก และมีรอยหมองคล้ำที่มองเห็นค่อนข้างชัด แต่หลังจากเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว ผลลัพธ์ในวันที่ 28/08/2025 แสดงให้เห็นว่าผิวใต้ตาดูอิ่มฟู เรียบเนียน และกลับมาสว่างกระจ่างใสขึ้น และยังดูเป็นธรรมชาติด้วย
เตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างไร
แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่สนใจจะสามารถเดินเข้ามาปรึกษาหรือนัดฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้เลย แต่หมออยากแนะนำให้ดูแลและเตรียมความพร้อมเบื้องต้นมาก่อน เพื่อความสะดวกในการทำหัตถการและป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- เลือกสถานพยาบาลให้รอบคอบ และคุณหมอที่ดูแลการทำหัตถการให้ปลอดภัยได้
- แจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่ทานประจำให้คุณหมอทราบอย่างละเอียด
- งดยาที่ทำให้เลือดหยุดไหลช้า เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- งดวิตามินและอาหารเสริม วิตามินอี น้ำมันปลา แปะก๊วย โสม และกระเทียม 1 สัปดาห์
- งดแอลกอฮอล์ งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 24-48 ชั่วโมงก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
- งดกิจกรรมสูบฉีดเลือด งดเข้าซาวน่า ออกกำลังกายหนัก หรือตากแดดจัด 24 ชั่วโมง
- งดเลเซอร์ โกนขน หรือใช้ครีมกลุ่ม AHA BHA Retinol บริเวณใบหน้าอย่างน้อย 3 วัน
- วันฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาควรล้างหน้าให้สะอาด แต่งหน้าน้อยที่สุดเพื่อลดโอกาสติดเชื้อรอยเข็ม
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ มีอะไรบ้าง
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาในแต่ละเคส จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ใช้เวลานานอย่างที่คิด ซึ่งหากไม่รวมเวลาแปะยาชา ส่วนใหญ่จะใช้เวลาทำหัตถการจริงประมาณ 15-30 นาทีเท่านั้น โดยมีขั้นตอนเบื้องต้นดังนี้
- ตรวจวิเคราะห์ปัญหา ประเมินโครงสร้างใบหน้าและวิเคราะห์ปัญหาใต้ตา
- วางแผน เลือกชนิดหรือปริมาณที่เหมาะสม พร้อมอธิบายผลลัพธ์ให้เข้าใจตรงกัน
- ทำความสะอาดผิวหน้า บริเวณที่จะฉีดอย่างทั่วถึง
- ถ่ายรูปก่อนทำ บันทึกภาพก่อนฉีดฟิลเลอร์ไว้สำหรับเปรียบเทียบผลลัพธ์
- แปะยาชา ทายาชาเฉพาะที่บริเวณใต้ตา ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที (ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส)
- ทำการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตาอย่างประณีตด้วยเทคนิคที่ดูแลให้ปลอดภัยได้
- จัดแต่งทรงฟิลเลอร์ ปรับ กด หรือนวดเบา ๆ เพื่อให้เนื้อฟิลเลอร์เนียนกลืนไปกับผิว
- ถ่ายรูปหลังทำ บันทึกภาพทันทีหลังฉีด เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงและเปรียบเทียบผลลัพธ์
- นัดติดตามผล Follow-up เพื่อติดตามผลและความเรียบร้อยหลังฉีดประมาณ 1-2 สัปดาห์
แนะนำวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
หลังจากฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเรียบร้อยแล้ว การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวได้เต็มที่ และเห็นผลลัพธ์ตามที่คุณหมอวางแผนเอาไว้ ซึ่งก็จะมีการดูแลตัวเองเบื้องต้น ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการจับและนวด งดการแตะ บีบ หรือนวดบริเวณใต้ตา เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนตัวผิดรูป
- ประคบเย็นเมื่อมีอาการ หากมีอาการบวมช้ำ สามารถประคบเย็นเบา ๆ ได้ (ระวังอย่ากดน้ำหนักแรง)
- เลือกนอนหงายหนุนหมอนสูงในช่วง 2-3 คืนแรก เพื่อช่วยลดอาการบวมได้ดีขึ้น ไม่กดทับจุดที่ฉีด
- งดเข้าซาวน่า เลเซอร์ หรืออาบน้ำอุ่นจัดประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันฟิลเลอร์สลายตัวไว
- งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ งดดื่มและสูบประมาณ 3-7 วัน เพื่อลดอาการบวมช้ำและให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น
- ปรับเรื่องอาหารการกิน เลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารดิบ รสจัด และการนั่งหน้าเตาประมาณ 1 สัปดาห์
- ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ควรงดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ เพื่อลดการสูบฉีดเลือด
- ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ วันละประมาณ 1.5 – 2 ลิตร เพราะฟิลเลอร์จะช่วยอุ้มน้ำ ทำให้ใต้ตาดูสวย ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น
ผลข้างเคียงหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
โดยปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ในบางเคสก็อาจพบผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งมีทั้งอาการทั่วไปที่หายได้เองและอาการรุนแรงที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้
| ผลข้างเคียงทั่วไป | ผลข้างเคียงรุนแรง |
|---|---|
| อาการบวมแดง เกิดจากรอยเข็มหรือเนื้อเยื่อระบม มักยุบในประมาณ 2-3 วัน |
ตาพร่ามัว/มองเห็นไม่ชัด ฟิลเลอร์อาจอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา |
| รอยเขียวช้ำ เกิดจากเข็มโดนเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จะค่อย ๆ จางหายไปเองในประมาณ 1-2 สัปดาห์ |
ผิวหนังเปลี่ยนสี/ซีดขาว/คล้ำดำ สัญญาณเตือนว่าเนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง |
| เนื้อฟิลเลอร์เป็นก้อนชั่วคราว ช่วงแรกฟิลเลอร์ยังไม่กลืนกับผิว จะค่อย ๆ นิ่มและเรียบเนียนขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ |
ปวดตึงรุนแรง มีอาการปวดตุบ ๆ หรือปวดแสบปวดร้อนอย่างต่อเนื่องไม่ทุเลาลง |
| รู้สึกตึงหรือเจ็บแปลบเล็กน้อย อาการระบมใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีด มักหายไปเองไม่กี่วัน |
มีตุ่มหนอง/เนื้อตาย เกิดจากการติดเชื้อรุนแรง หรือเนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดเลือดเป็นเวลานาน |
ข้อแนะนำสำคัญ : หากพบอาการในช่องผลข้างเคียงรุนแรง ควรรีบติดต่อคลินิกหรือพบคุณหมอทันทีเพื่อทำการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ฉีดฟิลเลอร์ใกล้ตาแล้วตาจะบอดจริงไหม
ถ้าจะตอบตามจริง ก็ต้องบอกว่าการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีความเสี่ยงทำให้ตาบอดได้ หากเนื้อฟิลเลอร์หลุดเข้าไปอุดตันเส้นเลือดที่วิ่งไปเลี้ยงดวงตา แต่โอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย และมักเกิดจากคุณหมอขาดประสบการณ์หรือใช้ฟิลเลอร์ปลอม ดังนั้นถ้าเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาต และใช้เทคนิคการฉีดที่ถูกต้องโดยคุณหมอ ก็จะช่วยควบคุมความปลอดภัยและลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง
สรุป
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาด้วยสาร HA ช่วยแก้ปัญหาร่องลึก เบ้าตาโบ๋ และรอยหมองคล้ำให้ดูอิ่มฟู เรียบเนียนขึ้น โดยคุณหมอจะเลือกใช้เนื้อฟิลเลอร์ที่เหมาะกับผิวชั้นลึกและชั้นตื้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวย ดูเป็นธรรมชาติ แม้จะเป็นวิธีที่เห็นผลค่อนข้างไวและอยู่ได้นาน 6 – 18 เดือน แต่เนื่องจากรอบดวงตามีเส้นเลือดซับซ้อน หากฉีดกับหมอกระเป๋าหรือใช้ยาปลอม จะเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น ฟิลเลอร์เป็นก้อน เนื้อตาย หรืออันตรายถึงขั้นตาบอด








