re:H เป็นเทคโนโลยีดูแลพื้นผิวที่พัฒนาโดย Curiosis Inc. ใช้ระบบ Microneedle ร่วมกับการควบคุมแรงดัน เพื่อดูแลปัญหาหลุมสิว แผลเป็นชนิดบุ๋ม รูขุมขนกว้าง และผิวไม่เรียบ บทความนี้หมอจะอธิบายหลักการทำงาน ความเหมาะสม ข้อจำกัด จำนวนครั้ง และการดูแลหลังทำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเข้ารับบริการ
re:H คืออะไร
re:H คืออุปกรณ์ที่ใช้หัว Microneedle ร่วมกับระบบแรงดันบวกและแรงดันลบ โดยแพทย์สามารถกำหนดระดับความลึกของหัวเข็มตามลักษณะปัญหาผิวในแต่ละบริเวณได้ หัวเข็มจะสร้างช่องขนาดเล็กในผิว พร้อมใช้แรงดันเพื่อดูแลแรงยึดรั้งใต้ผิวและนำส่งสารที่แพทย์เลือกเข้าสู่ระดับผิวที่กำหนด จึงอาจนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลหลุมสิว แผลเป็น และรูขุมขนได้
ก่อนเลือกทำ re:H ควรตรวจสอบอะไรบ้าง
ก่อนทำควรตรวจสอบทั้งสถานพยาบาล อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่อง โดยมีจุดพิจารณาดังนี้
- เลือกสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตและสามารถตรวจสอบข้อมูลได้
- ให้แพทย์ประเมินชนิดของหลุมสิว แผลเป็น และสภาพผิวก่อนทำ
- ตรวจสอบแหล่งที่มาของเครื่องและหัวทิปที่ใช้กับผู้รับบริการ
- สอบถามชนิดของสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่อง
- แจ้งประวัติแพ้ยา แพ้ยาชา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
- รับทราบข้อจำกัด ความเสี่ยง และแนวทางดูแลหลังทำก่อนตัดสินใจ
ข้อมูลการรับรองที่ผู้ผลิตเผยแพร่ไม่สามารถใช้แทนข้อมูลการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยได้ หากต้องการตรวจสอบการนำเข้าและการขึ้นทะเบียน ควรขอดูเอกสารจากสถานพยาบาลหรือผู้จัดจำหน่ายโดยตรง
re:H ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
re:H มักนำมาใช้เพื่อดูแลพื้นผิวและปัญหาแผลเป็นบางประเภท โดยแพทย์จะเลือกวิธีการตามสภาพผิวจริง ดังนี้
- หลุมสิวและแผลเป็นชนิดบุ๋ม อาจเหมาะกับหลุมสิวแบบ Rolling Scar หรือ Boxcar Scar ระดับตื้นถึงปานกลาง โดยเฉพาะบริเวณที่มีแรงยึดรั้งใต้ผิว อย่างไรก็ตาม หลุมสิวแต่ละชนิดอาจตอบสนองต่อการรักษาไม่เหมือนกัน
- รูขุมขนกว้าง การสร้างช่องขนาดเล็กในผิวอาจช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของผิว ทำให้ผิวสัมผัสและลักษณะของรูขุมขนค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงหลังทำต่อเนื่อง
- ผิวไม่เรียบหรือเป็นคลื่นจากสิวเก่า แพทย์อาจใช้ re:H ดูแลพื้นที่ที่มีผิวสัมผัสไม่สม่ำเสมอร่วมกับการรักษารอยสิวหรือแผลเป็นด้วยวิธีอื่น
- ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้น ในบางแผนการรักษา แพทย์อาจเลือกใช้ร่วมกับสารที่ช่วยดูแลความชุ่มชื้น แต่ชนิดของผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ และระดับการนำส่งต้องได้รับการประเมินเป็นรายบุคคล
รู้จัก 3 ฟังก์ชันหลักของเครื่อง re:H
re:H ประกอบด้วยฟังก์ชันสำหรับดูแลพื้นผิว เตรียมผิว และบันทึกสภาพผิว โดยแพทย์ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกฟังก์ชันในผู้รับบริการทุกคน
1. SSCM หรือ Selective Smart Control Microneedle
SSCM เป็นระบบควบคุมหัว Microneedle ที่แพทย์สามารถกำหนดระดับการทำงานให้เหมาะกับบริเวณและปัญหาผิว โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้
SSCM Control
ตัวเครื่องสามารถปรับความลึกของหัวเข็มได้ตั้งแต่ระดับตื้นไปจนถึงประมาณ 4 มิลลิเมตร แพทย์จะเลือกความลึกตามตำแหน่ง ความหนาของผิว และชนิดของแผลเป็น ไม่ควรใช้ระดับเดียวกันทั่วใบหน้าโดยไม่มีการประเมิน
Air Subcision และ Stacking Mode
ระบบแรงดันอาจนำมาใช้เพื่อดูแลแรงยึดรั้งใต้ผิวในหลุมสิวบางประเภท ส่วน Stacking Mode ช่วยให้แพทย์กำหนดการทำงานในหลายระดับความลึกภายในบริเวณเดียวกัน
ระบบนี้ไม่ใช่การทดแทนการทำ Subcision ด้วยเข็มหรือ Cannula ในทุกกรณี หากมีพังผืดหนาหรือหลุมสิวลึก แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย
Hollow Microneedle และระบบแรงดัน
หัวเข็มแบบกลวงใช้เป็นช่องทางนำส่งสารเข้าสู่ผิว โดยตัวเครื่องมีหัวทิปที่ทำงานร่วมกับแรงดันแตกต่างกัน
- Balloon Tip เป็นหัว Microneedle ที่ทำงานร่วมกับแรงดันลบ เพื่อช่วยยกผิวบริเวณที่สัมผัสกับหัวทิปและช่วยให้แพทย์ควบคุมพื้นที่การทำได้
- Blow Tip เป็นหัว Microneedle ที่ทำงานร่วมกับแรงดันบวก เพื่อช่วยกระจายสารในระดับผิวที่แพทย์กำหนด
สารที่ใช้ร่วมกับเครื่องต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับวิธีการนำส่งดังกล่าว ไม่ควรนำผลิตภัณฑ์ฉีดหรือสารบำรุงทุกชนิดมาใช้ผ่านเครื่องโดยไม่ได้รับการประเมิน
2. Hydro Toning
Hydro Toning เป็นฟังก์ชันสำหรับเตรียมและดูแลผิวร่วมกับขั้นตอนหลัก โดยใช้ด้ามจับเฉพาะสำหรับพ่นสารละลายลงบนผิว แพทย์จะเลือกใช้ตามสภาพผิวและแผนการรักษา หัวทิปแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
- Large Tip เหมาะกับการดูแลบริเวณที่มีพื้นที่กว้าง เช่น แก้ม หน้าผาก หรือลำคอ
- Small Tip ใช้เก็บรายละเอียดบริเวณที่มีขนาดเล็กหรือมีส่วนโค้ง เช่น ข้างจมูก รอบริมฝีปาก หรือระหว่างคิ้ว
Hydro Toning เป็นขั้นตอนเสริม ไม่ได้ใช้รักษาหลุมสิวหรือแผลเป็นแทนฟังก์ชัน Microneedle
3. Skin Analysis
ระบบ Skin Analysis ใช้กล้องสำหรับขยายและบันทึกภาพผิว เพื่อช่วยให้แพทย์สังเกตลักษณะรูขุมขน พื้นผิว และรอยแผลเป็นในบริเวณที่ต้องการดูแล ภาพที่บันทึกสามารถนำมาใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งเดิมร่วมกับการตรวจผิวจริง อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องไม่ควรใช้ทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ และไม่สามารถยืนยันความลึกของพังผืดหรือความหนาแน่นของคอลลาเจนได้เพียงอย่างเดียว
re:H เหมาะกับใคร
re:H อาจเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาพื้นผิวและต้องการให้แพทย์วางแผนดูแลเฉพาะบุคคล เช่น
- ผู้ที่มีหลุมสิวแบบ Rolling Scar
- ผู้ที่มี Boxcar Scar ระดับตื้นถึงปานกลาง
- ผู้ที่มีแผลเป็นชนิดบุ๋มจากสิว
- ผู้ที่มีรูขุมขนกว้างและผิวสัมผัสไม่ละเอียด
- ผู้ที่มีผิวเป็นคลื่นหรือไม่เรียบจากสิวเก่า
- ผู้ที่ต้องการดูแลคุณภาพผิวร่วมกับการรักษาหลุมสิว
- ผู้ที่ไม่มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะทำ
ใครไม่เหมาะกับ re:H
ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ควรให้แพทย์ประเมินเพิ่มเติมก่อนทำ
- มีสิวอักเสบจำนวนมากหรือมีสิวติดเชื้อบริเวณที่จะทำ
- มีแผลเปิด ผิวถลอก ผิวลอก หรือผิวไหม้แดด
- มีผื่น ผิวหนังอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณใบหน้า
- มีประวัติแพ้ยาชาหรือแพ้ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ร่วมกับเครื่อง
- มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูนหรือ Keloid
- มีโรคหรือใช้ยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือแผลหายช้ากว่าปกติ
- กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- เพิ่งทำเลเซอร์ ผลัดเซลล์ผิว หรือหัตถการที่ทำให้ผิวยังระคายเคือง
re:H ช่วยดูแลแผลเป็นแบบไหน
re:H มักถูกพิจารณาในแผลเป็นชนิดบุ๋มบางประเภท โดยแพทย์จะประเมินลักษณะของแผลเป็นก่อนเลือกแผนการรักษา
- Rolling Scar มีลักษณะผิวเป็นคลื่นและอาจมีพังผืดยึดรั้งอยู่ใต้ผิว แพทย์จะประเมินความลึก ความหนาของพังผืด และพื้นที่ของหลุมสิวร่วมกัน
- Boxcar Scar ระดับตื้นถึงปานกลาง มีขอบหลุมค่อนข้างชัด การตอบสนองขึ้นอยู่กับความกว้าง ความลึก และลักษณะของขอบแผล
- แผลเป็นชนิดบุ๋มจากสิวทั่วไป อาจพิจารณาใช้ได้ในบางบริเวณ แต่ไม่ได้หมายความว่าแผลเป็นทุกจุดจะตอบสนองในระดับเดียวกัน
สำหรับ Ice Pick Scar ที่มีรูเปิดแคบและลึก แผลเป็นนูน Keloid หรือแผลเป็นที่ยังแดงอักเสบ อาจต้องเลือกวิธีอื่น เช่น TCA CROSS, Laser Resurfacing, RF Microneedle, Subcision หรือการรักษาร่วมหลายวิธีตามการประเมินของแพทย์
re:H ต่างจากหัตถการอื่นอย่างไร
แต่ละหัตถการมีหลักการและเป้าหมายต่างกัน การเลือกจึงควรพิจารณาจากปัญหาหลักของผิว ไม่ใช่เลือกจากชื่อเครื่องเพียงอย่างเดียว
re:H ต่างจาก Skin Booster อย่างไร
Skin Booster เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นดูแลความชุ่มชื้น ผิวสัมผัส และคุณภาพผิว โดยวิธีใช้แตกต่างกันตามชนิดของผลิตภัณฑ์ ส่วน re:H เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ Microneedle ร่วมกับแรงดัน จึงเน้นการสร้างช่องขนาดเล็กในผิวและดูแลพื้นผิวหรือแผลเป็นบางประเภทมากกว่า อย่างไรก็ตาม re:H และ Skin Booster ไม่ได้ใช้ทดแทนกันโดยตรง และอาจอยู่ในแผนการรักษาเดียวกันได้หากแพทย์เห็นว่าเหมาะสม
re:H ต่างจาก K1 Jet และ Air Jet อย่างไร
K1 Jet หรือ Air Jet แบบไม่ใช้เข็มใช้แรงดันเป็นหลักในการส่งสารหรือดูแลแรงยึดรั้งใต้ผิว โดยไม่มีหัว Microneedle เจาะลงสู่ผิว ส่วน re:H ใช้หัว Microneedle ร่วมกับแรงดัน ทำให้แพทย์สามารถกำหนดระดับความลึกของหัวเข็มได้ ความเหมาะสมของแต่ละระบบขึ้นอยู่กับชนิดหลุมสิว พื้นที่ที่รักษา สภาพผิว และประสบการณ์ของแพทย์
re:H ต่างจากเลเซอร์รักษาแผลเป็นอย่างไร
เลเซอร์รักษาแผลเป็นใช้พลังงานแสงหรือความร้อนเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวและคอลลาเจน โดยชนิดของเลเซอร์จะเหมาะกับปัญหาต่างกัน re:H ไม่ได้ใช้พลังงานความร้อนเป็นหลัก แต่ใช้ Microneedle และแรงดันเพื่อดูแลพื้นผิวและแรงยึดรั้งใต้ผิวบางประเภท ในผู้ที่มีทั้งรอยสิว หลุมสิว และผิวไม่เรียบ แพทย์อาจวางแผนใช้หลายวิธีในระยะเวลาที่เหมาะสม
re:H ต่างจาก HIFU อย่างไร
HIFU ใช้พลังงาน Ultrasound ลงสู่ชั้นผิวและชั้นพยุงผิว เพื่อดูแลความหย่อนคล้อย กรอบหน้า และความกระชับ re:H เน้นพื้นผิว หลุมสิว แผลเป็นชนิดบุ๋ม และรูขุมขน จึงไม่ได้ใช้แทน HIFU ในการยกกระชับ และ HIFU ก็ไม่ได้เป็นวิธีหลักสำหรับแก้พังผืดหลุมสิว
re:H ต้องทำกี่ครั้ง
จำนวนครั้งไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของปัญหา ความลึกของหลุมสิว พังผืด สภาพผิว และวิธีที่ใช้ร่วมกัน สำหรับการดูแลความชุ่มชื้นหรือพื้นผิวเล็กน้อย แพทย์อาจเริ่มวางแผนประมาณ 1–3 ครั้งและประเมินการตอบสนองอีกครั้ง ส่วนหลุมสิวหรือแผลเป็นชนิดบุ๋มมักต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง และอาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย
ตารางแสดงจำนวนครั้งในการทำ re:H
| ปัญหาที่ต้องการดูแล | จำนวนครั้งโดยประมาณ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผิวแห้ง ขาดน้ำ ผิวโทรม | 1-3 ครั้ง | เห็นความชุ่มชื้นได้ไวกกว่า |
| รูขุมขนกว้าง | 3-5 ครั้งขึ้นไป | ขึ้นอยู่กับความมันและคุณภาพผิว |
| หลุมสิวตื้นถึงปานกลาง | 3-5 ครั้งขึ้นไป | ควรทำต่อเนื่องและประเมินร่วมกับแพทย์ |
| แผลเป็นชนิดนุ่ม | หลายครั้งต่อเนื่อง | อาจต้องทำร่วมกับวิธีอื่น |
| ผิวไม่เรียบจากสิวเก่า | 3-5 ครั้งขึ้นไป | ผลลัพธ์ค่อย ๆ ดีขึ้นตามการฟื้นฟูผิว |
แพทย์จะประเมินจากชนิดของแผลเป็น ความลึกของหลุมสิว สภาพผิว และแผนการรักษาร่วม เพื่อกำหนดจำนวนครั้งและระยะห่างที่เหมาะสม
การเตรียมตัวก่อนทำ re:H
ก่อนทำควรเตรียมผิวและแจ้งข้อมูลสุขภาพให้ครบถ้วน เพื่อให้แพทย์วางแผนได้เหมาะสม ดังนี้
- แจ้งประวัติแพ้ยา แพ้ยาชา หรือแพ้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
- แจ้งโรคประจำตัว ยา และอาหารเสริมที่ใช้อยู่
- แจ้งประวัติแผลเป็นนูน แผลหายช้า หรือเลือดออกง่าย
- หากมีสิวอักเสบ แผลเปิด หรือผิวติดเชื้อ ควรรักษาก่อน
- หลีกเลี่ยงการสครับหรือผลัดเซลล์ผิวประมาณ 2–3 วันก่อนทำ
- พักใช้ Retinoid, AHA หรือ BHA ตามคำแนะนำของแพทย์
- หลีกเลี่ยงเลเซอร์หรือหัตถการที่ทำให้ผิวไวใกล้วันทำ
- งดแกะ กด หรือบีบสิวในบริเวณที่จะทำ
- พักผ่อนให้เพียงพอและมาพบแพทย์ตามเวลานัด
ขั้นตอนการทำ re:H
ขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามแผนการรักษา โดยทั่วไปมีลำดับดังนี้
- แพทย์ประเมินสภาพผิว แพทย์ตรวจชนิดของหลุมสิว แผลเป็น รูขุมขน และสภาพผิว เพื่อกำหนดบริเวณ ระดับความลึก และหัวทิปที่ใช้
- ทำความสะอาดผิว ล้างเครื่องสำอาง ความมัน และสิ่งสกปรกออกจากบริเวณที่จะทำ
- ทายาชา ในบางแผนการรักษาอาจมีการทายาชาก่อนทำ โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และบริเวณที่รักษา
- เริ่มทำ re:H แพทย์ใช้หัว Microneedle บริเวณที่วางแผนไว้ พร้อมปรับแรงดันและระดับความลึกตามลักษณะผิวแต่ละตำแหน่ง
- ประเมินผิวหลังทำ หลังทำแพทย์จะตรวจผิว ให้คำแนะนำเรื่องการทำความสะอาด การใช้สกินแคร์ และนัดติดตามผลหากจำเป็น
หลังทำ re:H ต้องดูแลตัวเองอย่างไร
หลังทำผิวอาจไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น จึงควรดูแลอย่างอ่อนโยนในช่วงแรก ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการจับ กด นวด หรือเกาบริเวณที่ทำ
- งดแต่งหน้าตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ
- ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและไม่ขัดถูผิว
- งดสครับ Retinoid, AHA และ BHA จนกว่าผิวจะสงบ
- หลีกเลี่ยงซาวน่า อบไอน้ำ และความร้อนจัด
- งดออกกำลังกายหนักในช่วงแรก
- ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวระคายเคือง
- ทาครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
- ไม่แกะสะเก็ดหรือรอยเข็มที่อาจเกิดขึ้น
- ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์หลังทำตามคำแนะนำของแพทย์
ผลข้างเคียงและความเสี่ยงของ re:H
เนื่องจาก re:H มีการใช้ Microneedle จึงอาจเกิดอาการหลังทำได้ แม้อาการส่วนใหญ่มักเป็นอาการชั่วคราว ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่
- รอยแดงหรือบวมบริเวณที่ทำ
- รอยเข็มหรือจุดเลือดออกขนาดเล็ก
- อาการตึง แสบ หรือระคายเคือง
- รอยช้ำในบางบริเวณ
- ผิวแห้งหรือลอกเล็กน้อย
- รอยดำหลังการอักเสบ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวไวต่อเม็ดสี
- การแพ้ยาชาหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วม
- การติดเชื้อ หากการดูแลความสะอาดไม่เหมาะสม
- แผลเป็นผิดปกติในผู้ที่มีแนวโน้มเกิด Keloid
การวางแผนทำ re:H ร่วมกับโปรแกรมอื่น
re:H อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลหลุมสิวและคุณภาพผิว แต่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับทุกโปรแกรม และไม่ควรทำหลายหัตถการในช่วงเวลาใกล้กันโดยไม่มีการประเมิน โปรแกรมที่แพทย์อาจพิจารณาร่วม ได้แก่
- Pico Laser หรือเลเซอร์เม็ดสี อาจใช้ดูแลรอยดำ รอยแดง หรือเม็ดสีที่เกิดร่วมกับหลุมสิว โดยต้องจัดระยะห่างให้ผิวฟื้นตัวก่อน
- RF Microneedle ใช้พลังงาน RF ร่วมกับเข็มเพื่อกระตุ้นการปรับโครงสร้างคอลลาเจน อาจเหมาะกับรูขุมขนและแผลเป็นบางประเภท
- Laser Resurfacing อาจพิจารณาในผู้ที่มีขอบแผลชัด ผิวไม่เรียบ หรือแผลเป็นหลายลักษณะ
- Subcision เหมาะกับหลุมสิวที่มีพังผืดยึดรั้งชัดเจน โดยแพทย์อาจเลือกทำก่อนหรือวางร่วมกับเทคโนโลยีอื่น
- Skin Booster หรือ PDRN อาจอยู่ในแผนดูแลความชุ่มชื้นและคุณภาพผิว แต่ต้องใช้ตามวิธีที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ไม่ควรนำมาผ่านเครื่องโดยอัตโนมัติ
- HIFU หรือ RF Lifting อาจเลือกใช้เมื่อมีปัญหาความหย่อนคล้อยร่วมด้วย แต่ไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการรักษาหลุมสิว
แพทย์จะพิจารณาว่าควรทำโปรแกรมใดก่อนหลัง ระยะห่างเท่าไร และจำเป็นต้องใช้ร่วมกันหรือไม่ตามสภาพผิวจริง
คำถามที่คนไข้มักถามหมอเกี่ยวกับ re:H
Hydro Toning จำเป็นต้องทำร่วมกับ re:H ทุกครั้งไหม
ไม่จำเป็นต้องใช้ในผู้รับบริการทุกคน Hydro Toning เป็นฟังก์ชันเสริมสำหรับเตรียมหรือดูแลผิว แพทย์จะเลือกใช้ตามสภาพผิวและแผนการรักษา
หลังทำ re:H ต้องพักฟื้นกี่วัน
ระยะฟื้นตัวขึ้นอยู่กับระดับความลึกและจำนวนรอบที่ทำ บางคนอาจมีเพียงรอยแดงเล็กน้อย ขณะที่บางคนอาจมีรอยเข็ม บวม หรือลอกต่อเนื่องหลายวัน จึงควรเผื่อเวลาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ทำ re:H เจ็บไหม
ก่อนทำมักมีการทายาชา แต่ยังอาจรู้สึกจี๊ด ตึง หรือมีแรงกดขณะทำได้ ระดับความรู้สึกแตกต่างกันตามบริเวณ ความลึก และความไวของผิวแต่ละคน
ทำ re:H ครั้งเดียวเห็นผลไหม
หลังทำครั้งแรกบางคนอาจสังเกตว่าผิวสัมผัสหรือความชุ่มชื้นเปลี่ยนแปลง แต่หลุมสิวและแผลเป็นมักต้องอาศัยการรักษาต่อเนื่อง ผลลัพธ์จึงไม่ควรประเมินจากครั้งเดียว
ทำ re:H ร่วมกับ Skin Booster หรือหัตถการฉีดได้ไหม
อาจวางอยู่ในแผนการรักษาเดียวกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำผลิตภัณฑ์ฉีดทุกชนิดมาใช้ผ่านเครื่อง re:H โดยตรง แพทย์ต้องพิจารณาวิธีใช้ ลำดับการรักษา และระยะห่างของแต่ละโปรแกรม
re:H รักษาหลุมสิวได้ทุกชนิดไหม
ไม่ได้เหมาะกับหลุมสิวทุกชนิด Rolling Scar และ Boxcar Scar บางระดับอาจอยู่ในกลุ่มที่พิจารณาใช้ได้ ส่วน Ice Pick Scar หลุมลึก หรือแผลเป็นนูน มักต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย
สรุป
re:H เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ Microneedle ร่วมกับระบบแรงดัน เพื่อดูแลหลุมสิว แผลเป็นชนิดบุ๋ม รูขุมขน และผิวไม่เรียบบางประเภท แต่ไม่ได้เหมาะกับหลุมสิวทุกลักษณะและไม่สามารถทดแทนการรักษาอื่นได้ทั้งหมด ก่อนทำควรให้แพทย์ประเมินชนิดของแผลเป็น ความลึก พังผืด และสภาพผิว เพื่อกำหนดระดับการทำงาน จำนวนครั้ง และวิธีรักษาร่วมที่เหมาะสมกับแต่ละคน สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ APEX Clinic เพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล
ขอบคุณข้อมูลจาก https://re-h.com, https://www.rehthailand.com






