re:H คืออะไร Air Subcision ช่วยดูแลหลุมสิวพังผืดได้อย่างไร

หน้าแรก » สิว » re:H คืออะไร Air Subcision ช่วยดูแลหลุมสิวพังผืดได้อย่างไร
ตรวจสอบความถูกต้องทางการแพทย์โดย พญ.ศิริรัตน์ พูลทรัพย์ (หมอยุ่ง)
ว.23897
re:H คืออะไร Air Subcision
เลือกอ่านเนื้อหาได้เลย

re:H เป็นเทคโนโลยีดูแลพื้นผิวที่พัฒนาโดย Curiosis Inc. ใช้ระบบ Microneedle ร่วมกับการควบคุมแรงดัน เพื่อดูแลปัญหาหลุมสิว แผลเป็นชนิดบุ๋ม รูขุมขนกว้าง และผิวไม่เรียบ บทความนี้หมอจะอธิบายหลักการทำงาน ความเหมาะสม ข้อจำกัด จำนวนครั้ง และการดูแลหลังทำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเข้ารับบริการ

re:H คืออะไร

re:H คืออุปกรณ์ที่ใช้หัว Microneedle ร่วมกับระบบแรงดันบวกและแรงดันลบ โดยแพทย์สามารถกำหนดระดับความลึกของหัวเข็มตามลักษณะปัญหาผิวในแต่ละบริเวณได้ หัวเข็มจะสร้างช่องขนาดเล็กในผิว พร้อมใช้แรงดันเพื่อดูแลแรงยึดรั้งใต้ผิวและนำส่งสารที่แพทย์เลือกเข้าสู่ระดับผิวที่กำหนด จึงอาจนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลหลุมสิว แผลเป็น และรูขุมขนได้

 

re:H คืออะไร

ก่อนเลือกทำ re:H ควรตรวจสอบอะไรบ้าง

ก่อนทำควรตรวจสอบทั้งสถานพยาบาล อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่อง โดยมีจุดพิจารณาดังนี้

  • เลือกสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตและสามารถตรวจสอบข้อมูลได้
  • ให้แพทย์ประเมินชนิดของหลุมสิว แผลเป็น และสภาพผิวก่อนทำ
  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของเครื่องและหัวทิปที่ใช้กับผู้รับบริการ
  • สอบถามชนิดของสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่อง
  • แจ้งประวัติแพ้ยา แพ้ยาชา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
  • รับทราบข้อจำกัด ความเสี่ยง และแนวทางดูแลหลังทำก่อนตัดสินใจ

ข้อมูลการรับรองที่ผู้ผลิตเผยแพร่ไม่สามารถใช้แทนข้อมูลการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยได้ หากต้องการตรวจสอบการนำเข้าและการขึ้นทะเบียน ควรขอดูเอกสารจากสถานพยาบาลหรือผู้จัดจำหน่ายโดยตรง

re:H ช่วยเรื่องอะไร

re:H ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

re:H มักนำมาใช้เพื่อดูแลพื้นผิวและปัญหาแผลเป็นบางประเภท โดยแพทย์จะเลือกวิธีการตามสภาพผิวจริง ดังนี้

  • หลุมสิวและแผลเป็นชนิดบุ๋ม อาจเหมาะกับหลุมสิวแบบ Rolling Scar หรือ Boxcar Scar ระดับตื้นถึงปานกลาง โดยเฉพาะบริเวณที่มีแรงยึดรั้งใต้ผิว อย่างไรก็ตาม หลุมสิวแต่ละชนิดอาจตอบสนองต่อการรักษาไม่เหมือนกัน
  • รูขุมขนกว้าง การสร้างช่องขนาดเล็กในผิวอาจช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของผิว ทำให้ผิวสัมผัสและลักษณะของรูขุมขนค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงหลังทำต่อเนื่อง
  • ผิวไม่เรียบหรือเป็นคลื่นจากสิวเก่า แพทย์อาจใช้ re:H ดูแลพื้นที่ที่มีผิวสัมผัสไม่สม่ำเสมอร่วมกับการรักษารอยสิวหรือแผลเป็นด้วยวิธีอื่น
  • ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้น ในบางแผนการรักษา แพทย์อาจเลือกใช้ร่วมกับสารที่ช่วยดูแลความชุ่มชื้น แต่ชนิดของผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ และระดับการนำส่งต้องได้รับการประเมินเป็นรายบุคคล

จุดเด่นของเครื่อง reH

รู้จัก 3 ฟังก์ชันหลักของเครื่อง re:H

re:H ประกอบด้วยฟังก์ชันสำหรับดูแลพื้นผิว เตรียมผิว และบันทึกสภาพผิว โดยแพทย์ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกฟังก์ชันในผู้รับบริการทุกคน

1. SSCM หรือ Selective Smart Control Microneedle

SSCM เป็นระบบควบคุมหัว Microneedle ที่แพทย์สามารถกำหนดระดับการทำงานให้เหมาะกับบริเวณและปัญหาผิว โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้

SSCM Control

ตัวเครื่องสามารถปรับความลึกของหัวเข็มได้ตั้งแต่ระดับตื้นไปจนถึงประมาณ 4 มิลลิเมตร แพทย์จะเลือกความลึกตามตำแหน่ง ความหนาของผิว และชนิดของแผลเป็น ไม่ควรใช้ระดับเดียวกันทั่วใบหน้าโดยไม่มีการประเมิน

Air Subcision และ Stacking Mode

ระบบแรงดันอาจนำมาใช้เพื่อดูแลแรงยึดรั้งใต้ผิวในหลุมสิวบางประเภท ส่วน Stacking Mode ช่วยให้แพทย์กำหนดการทำงานในหลายระดับความลึกภายในบริเวณเดียวกัน

ระบบนี้ไม่ใช่การทดแทนการทำ Subcision ด้วยเข็มหรือ Cannula ในทุกกรณี หากมีพังผืดหนาหรือหลุมสิวลึก แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย

Hollow Microneedle และระบบแรงดัน

หัวเข็มแบบกลวงใช้เป็นช่องทางนำส่งสารเข้าสู่ผิว โดยตัวเครื่องมีหัวทิปที่ทำงานร่วมกับแรงดันแตกต่างกัน

  • Balloon Tip เป็นหัว Microneedle ที่ทำงานร่วมกับแรงดันลบ เพื่อช่วยยกผิวบริเวณที่สัมผัสกับหัวทิปและช่วยให้แพทย์ควบคุมพื้นที่การทำได้
  • Blow Tip เป็นหัว Microneedle ที่ทำงานร่วมกับแรงดันบวก เพื่อช่วยกระจายสารในระดับผิวที่แพทย์กำหนด

สารที่ใช้ร่วมกับเครื่องต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับวิธีการนำส่งดังกล่าว ไม่ควรนำผลิตภัณฑ์ฉีดหรือสารบำรุงทุกชนิดมาใช้ผ่านเครื่องโดยไม่ได้รับการประเมิน

SSCM ในเครื่อง re:H

2. Hydro Toning

Hydro Toning เป็นฟังก์ชันสำหรับเตรียมและดูแลผิวร่วมกับขั้นตอนหลัก โดยใช้ด้ามจับเฉพาะสำหรับพ่นสารละลายลงบนผิว แพทย์จะเลือกใช้ตามสภาพผิวและแผนการรักษา หัวทิปแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  • Large Tip เหมาะกับการดูแลบริเวณที่มีพื้นที่กว้าง เช่น แก้ม หน้าผาก หรือลำคอ
  • Small Tip ใช้เก็บรายละเอียดบริเวณที่มีขนาดเล็กหรือมีส่วนโค้ง เช่น ข้างจมูก รอบริมฝีปาก หรือระหว่างคิ้ว

Hydro Toning เป็นขั้นตอนเสริม ไม่ได้ใช้รักษาหลุมสิวหรือแผลเป็นแทนฟังก์ชัน Microneedle

Hydro Toning ในเครื่อง re:H

3. Skin Analysis

ระบบ Skin Analysis ใช้กล้องสำหรับขยายและบันทึกภาพผิว เพื่อช่วยให้แพทย์สังเกตลักษณะรูขุมขน พื้นผิว และรอยแผลเป็นในบริเวณที่ต้องการดูแล ภาพที่บันทึกสามารถนำมาใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งเดิมร่วมกับการตรวจผิวจริง อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องไม่ควรใช้ทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ และไม่สามารถยืนยันความลึกของพังผืดหรือความหนาแน่นของคอลลาเจนได้เพียงอย่างเดียว

ระบบ Skin Analysis ของ re:H

re:H เหมาะกับใคร

re:H อาจเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาพื้นผิวและต้องการให้แพทย์วางแผนดูแลเฉพาะบุคคล เช่น

  • ผู้ที่มีหลุมสิวแบบ Rolling Scar
  • ผู้ที่มี Boxcar Scar ระดับตื้นถึงปานกลาง
  • ผู้ที่มีแผลเป็นชนิดบุ๋มจากสิว
  • ผู้ที่มีรูขุมขนกว้างและผิวสัมผัสไม่ละเอียด
  • ผู้ที่มีผิวเป็นคลื่นหรือไม่เรียบจากสิวเก่า
  • ผู้ที่ต้องการดูแลคุณภาพผิวร่วมกับการรักษาหลุมสิว
  • ผู้ที่ไม่มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะทำ

ใครไม่เหมาะกับ re:H

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ควรให้แพทย์ประเมินเพิ่มเติมก่อนทำ

  • มีสิวอักเสบจำนวนมากหรือมีสิวติดเชื้อบริเวณที่จะทำ
  • มีแผลเปิด ผิวถลอก ผิวลอก หรือผิวไหม้แดด
  • มีผื่น ผิวหนังอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณใบหน้า
  • มีประวัติแพ้ยาชาหรือแพ้ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ร่วมกับเครื่อง
  • มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูนหรือ Keloid
  • มีโรคหรือใช้ยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติหรือแผลหายช้ากว่าปกติ
  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • เพิ่งทำเลเซอร์ ผลัดเซลล์ผิว หรือหัตถการที่ทำให้ผิวยังระคายเคือง

re:H ช่วยดูแลแผลเป็นแบบไหน

re:H มักถูกพิจารณาในแผลเป็นชนิดบุ๋มบางประเภท โดยแพทย์จะประเมินลักษณะของแผลเป็นก่อนเลือกแผนการรักษา

  • Rolling Scar มีลักษณะผิวเป็นคลื่นและอาจมีพังผืดยึดรั้งอยู่ใต้ผิว แพทย์จะประเมินความลึก ความหนาของพังผืด และพื้นที่ของหลุมสิวร่วมกัน
  • Boxcar Scar ระดับตื้นถึงปานกลาง มีขอบหลุมค่อนข้างชัด การตอบสนองขึ้นอยู่กับความกว้าง ความลึก และลักษณะของขอบแผล
  • แผลเป็นชนิดบุ๋มจากสิวทั่วไป อาจพิจารณาใช้ได้ในบางบริเวณ แต่ไม่ได้หมายความว่าแผลเป็นทุกจุดจะตอบสนองในระดับเดียวกัน

สำหรับ Ice Pick Scar ที่มีรูเปิดแคบและลึก แผลเป็นนูน Keloid หรือแผลเป็นที่ยังแดงอักเสบ อาจต้องเลือกวิธีอื่น เช่น TCA CROSS, Laser Resurfacing, RF Microneedle, Subcision หรือการรักษาร่วมหลายวิธีตามการประเมินของแพทย์

re:H ต่างจากหัตถการอื่นอย่างไร

แต่ละหัตถการมีหลักการและเป้าหมายต่างกัน การเลือกจึงควรพิจารณาจากปัญหาหลักของผิว ไม่ใช่เลือกจากชื่อเครื่องเพียงอย่างเดียว

re:H ต่างจาก Skin Booster อย่างไร

Skin Booster เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นดูแลความชุ่มชื้น ผิวสัมผัส และคุณภาพผิว โดยวิธีใช้แตกต่างกันตามชนิดของผลิตภัณฑ์ ส่วน re:H เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ Microneedle ร่วมกับแรงดัน จึงเน้นการสร้างช่องขนาดเล็กในผิวและดูแลพื้นผิวหรือแผลเป็นบางประเภทมากกว่า อย่างไรก็ตาม re:H และ Skin Booster ไม่ได้ใช้ทดแทนกันโดยตรง และอาจอยู่ในแผนการรักษาเดียวกันได้หากแพทย์เห็นว่าเหมาะสม

re:H ต่างจาก K1 Jet และ Air Jet อย่างไร

K1 Jet หรือ Air Jet แบบไม่ใช้เข็มใช้แรงดันเป็นหลักในการส่งสารหรือดูแลแรงยึดรั้งใต้ผิว โดยไม่มีหัว Microneedle เจาะลงสู่ผิว ส่วน re:H ใช้หัว Microneedle ร่วมกับแรงดัน ทำให้แพทย์สามารถกำหนดระดับความลึกของหัวเข็มได้ ความเหมาะสมของแต่ละระบบขึ้นอยู่กับชนิดหลุมสิว พื้นที่ที่รักษา สภาพผิว และประสบการณ์ของแพทย์

re:H ต่างจากเลเซอร์รักษาแผลเป็นอย่างไร

เลเซอร์รักษาแผลเป็นใช้พลังงานแสงหรือความร้อนเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวและคอลลาเจน โดยชนิดของเลเซอร์จะเหมาะกับปัญหาต่างกัน re:H ไม่ได้ใช้พลังงานความร้อนเป็นหลัก แต่ใช้ Microneedle และแรงดันเพื่อดูแลพื้นผิวและแรงยึดรั้งใต้ผิวบางประเภท ในผู้ที่มีทั้งรอยสิว หลุมสิว และผิวไม่เรียบ แพทย์อาจวางแผนใช้หลายวิธีในระยะเวลาที่เหมาะสม

re:H ต่างจาก HIFU อย่างไร

HIFU ใช้พลังงาน Ultrasound ลงสู่ชั้นผิวและชั้นพยุงผิว เพื่อดูแลความหย่อนคล้อย กรอบหน้า และความกระชับ re:H เน้นพื้นผิว หลุมสิว แผลเป็นชนิดบุ๋ม และรูขุมขน จึงไม่ได้ใช้แทน HIFU ในการยกกระชับ และ HIFU ก็ไม่ได้เป็นวิธีหลักสำหรับแก้พังผืดหลุมสิว

re:H ต้องทำกี่ครั้ง

จำนวนครั้งไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของปัญหา ความลึกของหลุมสิว พังผืด สภาพผิว และวิธีที่ใช้ร่วมกัน สำหรับการดูแลความชุ่มชื้นหรือพื้นผิวเล็กน้อย แพทย์อาจเริ่มวางแผนประมาณ 1–3 ครั้งและประเมินการตอบสนองอีกครั้ง ส่วนหลุมสิวหรือแผลเป็นชนิดบุ๋มมักต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง และอาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

ตารางแสดงจำนวนครั้งในการทำ re:H

ปัญหาที่ต้องการดูแล จำนวนครั้งโดยประมาณ หมายเหตุ
ผิวแห้ง ขาดน้ำ ผิวโทรม 1-3 ครั้ง เห็นความชุ่มชื้นได้ไวกกว่า
รูขุมขนกว้าง 3-5 ครั้งขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความมันและคุณภาพผิว
หลุมสิวตื้นถึงปานกลาง 3-5 ครั้งขึ้นไป ควรทำต่อเนื่องและประเมินร่วมกับแพทย์
แผลเป็นชนิดนุ่ม หลายครั้งต่อเนื่อง อาจต้องทำร่วมกับวิธีอื่น
ผิวไม่เรียบจากสิวเก่า 3-5 ครั้งขึ้นไป ผลลัพธ์ค่อย ๆ ดีขึ้นตามการฟื้นฟูผิว

แพทย์จะประเมินจากชนิดของแผลเป็น ความลึกของหลุมสิว สภาพผิว และแผนการรักษาร่วม เพื่อกำหนดจำนวนครั้งและระยะห่างที่เหมาะสม

การเตรียมตัวก่อนทำ re:H

ก่อนทำควรเตรียมผิวและแจ้งข้อมูลสุขภาพให้ครบถ้วน เพื่อให้แพทย์วางแผนได้เหมาะสม ดังนี้

  • แจ้งประวัติแพ้ยา แพ้ยาชา หรือแพ้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
  • แจ้งโรคประจำตัว ยา และอาหารเสริมที่ใช้อยู่
  • แจ้งประวัติแผลเป็นนูน แผลหายช้า หรือเลือดออกง่าย
  • หากมีสิวอักเสบ แผลเปิด หรือผิวติดเชื้อ ควรรักษาก่อน
  • หลีกเลี่ยงการสครับหรือผลัดเซลล์ผิวประมาณ 2–3 วันก่อนทำ
  • พักใช้ Retinoid, AHA หรือ BHA ตามคำแนะนำของแพทย์
  • หลีกเลี่ยงเลเซอร์หรือหัตถการที่ทำให้ผิวไวใกล้วันทำ
  • งดแกะ กด หรือบีบสิวในบริเวณที่จะทำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอและมาพบแพทย์ตามเวลานัด

ขั้นตอนการทำ re:H

ขั้นตอนการทำ re:H

ขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามแผนการรักษา โดยทั่วไปมีลำดับดังนี้

  1. แพทย์ประเมินสภาพผิว แพทย์ตรวจชนิดของหลุมสิว แผลเป็น รูขุมขน และสภาพผิว เพื่อกำหนดบริเวณ ระดับความลึก และหัวทิปที่ใช้
  2. ทำความสะอาดผิว ล้างเครื่องสำอาง ความมัน และสิ่งสกปรกออกจากบริเวณที่จะทำ
  3. ทายาชา ในบางแผนการรักษาอาจมีการทายาชาก่อนทำ โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และบริเวณที่รักษา
  4. เริ่มทำ re:H แพทย์ใช้หัว Microneedle บริเวณที่วางแผนไว้ พร้อมปรับแรงดันและระดับความลึกตามลักษณะผิวแต่ละตำแหน่ง
  5. ประเมินผิวหลังทำ หลังทำแพทย์จะตรวจผิว ให้คำแนะนำเรื่องการทำความสะอาด การใช้สกินแคร์ และนัดติดตามผลหากจำเป็น

หลังทำ re:H ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

หลังทำผิวอาจไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น จึงควรดูแลอย่างอ่อนโยนในช่วงแรก ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการจับ กด นวด หรือเกาบริเวณที่ทำ
  • งดแต่งหน้าตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ
  • ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยนและไม่ขัดถูผิว
  • งดสครับ Retinoid, AHA และ BHA จนกว่าผิวจะสงบ
  • หลีกเลี่ยงซาวน่า อบไอน้ำ และความร้อนจัด
  • งดออกกำลังกายหนักในช่วงแรก
  • ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวระคายเคือง
  • ทาครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
  • ไม่แกะสะเก็ดหรือรอยเข็มที่อาจเกิดขึ้น
  • ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์หลังทำตามคำแนะนำของแพทย์

ผลข้างเคียงและความเสี่ยงของ re:H

เนื่องจาก re:H มีการใช้ Microneedle จึงอาจเกิดอาการหลังทำได้ แม้อาการส่วนใหญ่มักเป็นอาการชั่วคราว ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่

  • รอยแดงหรือบวมบริเวณที่ทำ
  • รอยเข็มหรือจุดเลือดออกขนาดเล็ก
  • อาการตึง แสบ หรือระคายเคือง
  • รอยช้ำในบางบริเวณ
  • ผิวแห้งหรือลอกเล็กน้อย
  • รอยดำหลังการอักเสบ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวไวต่อเม็ดสี
  • การแพ้ยาชาหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ร่วม
  • การติดเชื้อ หากการดูแลความสะอาดไม่เหมาะสม
  • แผลเป็นผิดปกติในผู้ที่มีแนวโน้มเกิด Keloid

การวางแผนทำ re:H ร่วมกับโปรแกรมอื่น

re:H อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนดูแลหลุมสิวและคุณภาพผิว แต่ไม่จำเป็นต้องทำร่วมกับทุกโปรแกรม และไม่ควรทำหลายหัตถการในช่วงเวลาใกล้กันโดยไม่มีการประเมิน โปรแกรมที่แพทย์อาจพิจารณาร่วม ได้แก่

  • Pico Laser หรือเลเซอร์เม็ดสี อาจใช้ดูแลรอยดำ รอยแดง หรือเม็ดสีที่เกิดร่วมกับหลุมสิว โดยต้องจัดระยะห่างให้ผิวฟื้นตัวก่อน
  • RF Microneedle ใช้พลังงาน RF ร่วมกับเข็มเพื่อกระตุ้นการปรับโครงสร้างคอลลาเจน อาจเหมาะกับรูขุมขนและแผลเป็นบางประเภท
  • Laser Resurfacing อาจพิจารณาในผู้ที่มีขอบแผลชัด ผิวไม่เรียบ หรือแผลเป็นหลายลักษณะ
  • Subcision เหมาะกับหลุมสิวที่มีพังผืดยึดรั้งชัดเจน โดยแพทย์อาจเลือกทำก่อนหรือวางร่วมกับเทคโนโลยีอื่น
  • Skin Booster หรือ PDRN อาจอยู่ในแผนดูแลความชุ่มชื้นและคุณภาพผิว แต่ต้องใช้ตามวิธีที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ไม่ควรนำมาผ่านเครื่องโดยอัตโนมัติ
  • HIFU หรือ RF Lifting อาจเลือกใช้เมื่อมีปัญหาความหย่อนคล้อยร่วมด้วย แต่ไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการรักษาหลุมสิว

แพทย์จะพิจารณาว่าควรทำโปรแกรมใดก่อนหลัง ระยะห่างเท่าไร และจำเป็นต้องใช้ร่วมกันหรือไม่ตามสภาพผิวจริง

คำถามที่คนไข้มักถามหมอเกี่ยวกับ re:H

Hydro Toning จำเป็นต้องทำร่วมกับ re:H ทุกครั้งไหม

ไม่จำเป็นต้องใช้ในผู้รับบริการทุกคน Hydro Toning เป็นฟังก์ชันเสริมสำหรับเตรียมหรือดูแลผิว แพทย์จะเลือกใช้ตามสภาพผิวและแผนการรักษา

หลังทำ re:H ต้องพักฟื้นกี่วัน

ระยะฟื้นตัวขึ้นอยู่กับระดับความลึกและจำนวนรอบที่ทำ บางคนอาจมีเพียงรอยแดงเล็กน้อย ขณะที่บางคนอาจมีรอยเข็ม บวม หรือลอกต่อเนื่องหลายวัน จึงควรเผื่อเวลาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

ทำ re:H เจ็บไหม

ก่อนทำมักมีการทายาชา แต่ยังอาจรู้สึกจี๊ด ตึง หรือมีแรงกดขณะทำได้ ระดับความรู้สึกแตกต่างกันตามบริเวณ ความลึก และความไวของผิวแต่ละคน

ทำ re:H ครั้งเดียวเห็นผลไหม

หลังทำครั้งแรกบางคนอาจสังเกตว่าผิวสัมผัสหรือความชุ่มชื้นเปลี่ยนแปลง แต่หลุมสิวและแผลเป็นมักต้องอาศัยการรักษาต่อเนื่อง ผลลัพธ์จึงไม่ควรประเมินจากครั้งเดียว

ทำ re:H ร่วมกับ Skin Booster หรือหัตถการฉีดได้ไหม

อาจวางอยู่ในแผนการรักษาเดียวกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำผลิตภัณฑ์ฉีดทุกชนิดมาใช้ผ่านเครื่อง re:H โดยตรง แพทย์ต้องพิจารณาวิธีใช้ ลำดับการรักษา และระยะห่างของแต่ละโปรแกรม

re:H รักษาหลุมสิวได้ทุกชนิดไหม

ไม่ได้เหมาะกับหลุมสิวทุกชนิด Rolling Scar และ Boxcar Scar บางระดับอาจอยู่ในกลุ่มที่พิจารณาใช้ได้ ส่วน Ice Pick Scar หลุมลึก หรือแผลเป็นนูน มักต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

สรุป

re:H เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ Microneedle ร่วมกับระบบแรงดัน เพื่อดูแลหลุมสิว แผลเป็นชนิดบุ๋ม รูขุมขน และผิวไม่เรียบบางประเภท แต่ไม่ได้เหมาะกับหลุมสิวทุกลักษณะและไม่สามารถทดแทนการรักษาอื่นได้ทั้งหมด ก่อนทำควรให้แพทย์ประเมินชนิดของแผลเป็น ความลึก พังผืด และสภาพผิว เพื่อกำหนดระดับการทำงาน จำนวนครั้ง และวิธีรักษาร่วมที่เหมาะสมกับแต่ละคน สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ APEX Clinic เพื่อออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล

ขอบคุณข้อมูลจาก https://re-h.com, https://www.rehthailand.com

แชร์บทความ
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
ปรึกษาคุณหมอฟรี
Apex Clinic Teams
โปรโมชั่นประจำเดือนนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
Boxcar Scar

Boxcar Scar หลุมสิวขอบชัด เกิดจากอะไร รักษาอย่างไรได้บ้าง

ในฐานะหมอที่ดูแลเคสหลุมสิวมาเยอะ หมอเข้าใจดีว่าความไม่สม่ำเสมอของผิว บั่นทอนความมั่นใจได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะ Boxcar Scar
Rolling Scar

Rolling Scar คืออะไร หลุมสิวแบบนี้รักษาด้วยวิธีไหนดี

Rolling Scar เป็นหลุมสิวแบบแอ่งกว้างที่ทำให้ผิวดูเป็นลอนและเห็นชัดเมื่อแสงตกกระทบ ปัญหาหลักมักมาจากพังผืดใต้ผิวที่ดึงรั้งให้ผิวยุบลง
สิว (Acne)

สิว คืออะไร มีกี่ประเภท สาเหตุเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอย่างไร

สิว เป็นปัญหาผิวที่สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของใครหลายคน ซึ่งหากดูแลอย่างไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การอักเสบที่รุนแรง
คลินิกกดสิวใกล้

คลินิกกดสิวใกล้ฉัน เลือกที่ไหนดีให้ไม่ทิ้งรอย อัปเดตปี 2026

การค้นหาคลินิกกดสิวใกล้ฉันที่ดีและไว้ใจได้ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนที่มีปัญหาสิว เพราะหากเลือกผิด นอกจากสิวจะไม่ดีขึ้นแล้ว