ฉีดฟิลเลอร์ปาก คือหนึ่งในหัตถการที่หลายคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว มักใช้สารเติมเต็มกลุ่ม HA เข้าไปแก้ปัญหาสำหรับคนที่มีเนื้อปากบาง ปากแห้งลอกเป็นร่อง หรือมุมปากตก ให้กลับมาดูชุ่มชื้น อวบอิ่ม และได้รูปทรงที่สมดุลรับกับใบหน้า ซึ่งในแต่ละเคสจะมีดีเทลต่างกันไป วันนี้หมอเลยจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจตั้งแต่กลไกการทำงานของฟิลเลอร์ปาก ระยะเวลาในการคงตัว รวมถึงการประเมินปริมาณ CC ที่เหมาะสม
ฟิลเลอร์ปาก คืออะไร
ฟิลเลอร์ปาก คือหัตถการที่ใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid : HA) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีอยู่ในร่างกาย ฉีดเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่ออ่อน ที่เห็นบ่อย ๆ ก็จะเป็นตรงขอบริมฝีปาก รอยหยักริมฝีปากบน หรือมุมปาก เพื่อเติมเต็ม ปรับทรง แก้ไขสัดส่วน ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นโดยการกักเก็บน้ำในชั้นผิวด้วย
การทำงานของฟิลเลอร์ปาก
หลักการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์ปาก จริง ๆ แล้วคือการใช้ HA ซึ่งเป็นโมเลกุลน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ก็มีอยู่ในร่างกายเราอยู่แล้ว โดยมีคุณสมบัติพิเศษในการอุ้มน้ำได้ดี เมื่อฉีดเข้าไปที่ริมฝีปาก ก็จะทำงานประสานกัน 2 กลไกหลัก ๆ แบบนี้
- Mechanical Volumization : เมื่อฉีด HA เข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อ ตัวเจลจะทำหน้าที่เป็นโครงร่าง เข้าไปเติมเต็มช่องว่าง เพื่อเพิ่มวอลลุ่ม จัดทรง และยกกระชับขอบปากให้คมชัดขึ้นหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
- Hydrophilic Property : โมเลกุลของ HA จะทำหน้าที่ดึงน้ำจากเนื้อเยื่อรอบข้างเข้าหากัน เกิดกระบวนการ Hydration ส่งผลให้ผิวริมฝีปากส่วนบนอิ่มฟู ร่องปากเรียบเนียนขึ้น และดูชุ่มชื้น
นอกจากนี้ แรงดันจากเนื้อเจลยังช่วยกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้ผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้นในระยะยาว ก่อนที่สาร HA จะค่อย ๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติ
ฉีดฟิลเลอร์ปากอยู่ได้นานแค่ไหน ต้องฉีดบ่อยไหม
ฟิลเลอร์ปากเป็นสาร HA ที่สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ ไม่ได้อยู่คงทนติดตัวเราไปตลอด โดยทั่วไปจะคงสภาพได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นและการขยับริมฝีปากของแต่ละคน ซึ่งถ้าอยากคงความอวบอิ่มและรูปทรงให้สวยต่อเนื่อง ก็สามารถกลับมาฉีดเติมซ้ำได้เรื่อย ๆ ทุก 6-8 เดือน โดยไม่ต้องรอให้สลายจนหมดเกลี้ยง
ฉีดฟิลเลอร์ปากกี่ CC ถึงจะพอดี
โดยทั่วไปแล้วการฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวย ดูเป็นธรรมชาติ และเห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละเคสจะใช้ไม่เท่ากัน แต่มักใช้อยู่ที่ประมาณ 1 – 2 CC
- ฉีดฟิลเลอร์ปาก 1 CC : เป็นปริมาณที่ใช้กันบ่อย ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการปรับทรงปากเล็กน้อย เติมกระจับ เติมความชุ่มชื้น หรือคนที่มีฐานปากเดิมดีอยู่แล้วแต่อยากให้ดูอิ่มฟูขึ้น
- ฉีดฟิลเลอร์ปาก 2 CC : มักใช้ในเคสที่เนื้อปากเดิมบางมาก ๆ หรือผู้ที่ต้องการลุคปากอวบอิ่มค่อนข้างชัด เน้นความอิ่มฟูเป็นพิเศษ โดยอาจแบ่งฉีดทีละ 1 CC เพื่อดูการเซ็ตตัวก่อน
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาว่าควรฉีดฟิลเลอร์กี่ CC
การจะเลือกปริมาณฉีดฟิลเลอร์ปากที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล จะพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้
- ฐานปากเดิม ถ้าเคสที่ปากบางมากอาจต้องใช้ปริมาณมากกว่าคนที่มีเนื้อปากอิ่มน้ำ เพื่อให้เห็นทรงชัดเจน
- ทรงปากที่ต้องการ เช่นถ้าอยากเน้นละมุน ดูเป็นธรรมชาติ มักใช้ปริมาณน้อยกว่าสไตล์ที่ปากอวบอิ่มมากขึ้น
- สัดส่วนใบหน้า ส่วนใหญ่คุณหมอจะประเมินขนาดปากให้สมดุลกับจมูกและคาง ไม่ให้หนาหรือยื่นจนเกินไป
- ปัญหาที่ต้องการแก้ไข เช่น มุมปากตก ปากไม่เท่ากัน จะใช้ปริมาณต่างจากการฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อเติมวอลลุ่ม
- รุ่นและแบรนด์ฟิลเลอร์ เพราะฟิลเลอร์ที่อุ้มน้ำได้ดีมาก อาจใช้ปริมาณน้อยลงเพื่อป้องกันไม่ให้ปากดูบวมเกินไป
ฉีดฟิลเลอร์ปากช่วยอะไรบ้าง
ด้วยคุณสมบัติและการทำงานของฟิลเลอร์ ทำให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องริมฝีปากได้หลากหลายเลย ซึ่งเคสส่วนใหญ่ที่เข้ามาฉีดฟิลเลอร์ปาก มักจะมาพร้อมกับความต้องการในการปรับทรงและดูแลผิวปากในเรื่องหลัก ๆ ดังนี้
- ริมฝีปากดูเต็มและมีวอลลุ่มขึ้น เนื้อปากที่บางจะดูอิ่มฟูขึ้นทันทีหลังทำตามปริมาณซีซีที่ฉีด
- รูปทรงปากดูเป็นสัดส่วนมากขึ้น ช่วยปรับทรงให้มีกระจับ พยุงมุมปากที่ตกให้รับกับใบหน้าขึ้น
- ร่องปากดูตื้นขึ้น ช่วยเติมเต็มรอยย่นลึกบนริมฝีปากให้เรียบเนียนขึ้น ทาลิปสติกได้ง่ายขึ้น
- ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ผิวริมฝีปากดูแห้งกร้านน้อยลง และดูอิ่มน้ำขึ้น (แต่ไม่ได้เปลี่ยนสีปากเดิม)
ฉีดฟิลเลอร์ปากทำทรงไหนได้บ้าง
สำหรับเคสที่ต้องการเติมเต็มและปรับรูปทรงปากด้วยการฉีดฟิลเลอร์ คุณหมอสามารถดีไซน์และปั้นแต่งทรงออกมาได้หลากหลายรูปแบบเลย ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับความต้องการ ควบคู่ไปกับประเมินโครงสร้างพื้นฐานเดิมของริมฝีปากเป็นหลัก เช่น
- เคสปากกระจับ : ปรับขอบปากบนเป็นรูปตัว M พร้อมติ่งตรงกลาง เพิ่มความละมุน
- เคสปากอวบอิ่ม : เติมวอลลุ่มปากบน-ล่างให้หนาฟู เต่งตึง สายฝอแบบเห็นทรงชัดเจน
- เคสปากยกมุม : ฉีดยกมุมปากสองข้างให้ดูอมยิ้ม แก้ปัญหาหน้าดุ ช่วยให้หน้าดูละมุนขึ้น
- เคสขอบปากชัด : เน้นตัดขอบปากและรอยหยักให้คมชัด แก้ปัญหาขอบปากเบลอไม่เป็นทรง
- เคสปากธรรมชาติ : ปรับสมดุลปากบน-ล่างคงรูปเดิม เน้นเติมความชุ่มชื้น เรียบเนียน ดูสุขภาพดี
ฉีดฟิลเลอร์ปากกี่วันเห็นผล
การฉีดฟิลเลอร์ปากจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยได้หลังทำเลย แต่ต้องอาศัยระยะเวลาให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวและอาการบวมช้ำลดลงก่อน โดยรูปทรงปากจะเริ่มเข้าที่สวยงาม และดูเป็นธรรมชาติอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่างก็จะมีไทม์ไลน์คร่าว ๆ ประมาณนี้
- หลังฉีดทันที จะเริ่มเห็นทรงปากเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่อาจมีรอยเข็มเล็กน้อยปรากฏให้เห็นรอบ ๆ บริเวณริมฝีปาก
- 1-3 วันแรก มักจะมีอาการบวมหรือช้ำเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติหลังฉีดฟิลเลอร์ปากและจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
- 1 สัปดาห์ อาการบวมแดงเริ่มลดลงค่อนข้างชัด และรูปทรงของปากจะเริ่มมีความชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
- 2-4 สัปดาห์ ในหลาย ๆ เคสช่วงนี้ฟิลเลอร์จะเซ็ตตัวได้เต็มที่ ให้ผลลัพธ์สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากอิ่มฟูและไม่แห้งกร้าน
ฉีดฟิลเลอร์ปากเหมาะกับใครบ้าง
เคสส่วนใหญ่ที่สนใจฉีดฟิลเลอร์ปาก ก็มักเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องรูปทรง เนื้อสัมผัส หรือความหย่อนคล้อยตามกาลเวลา ซึ่งกลุ่มคนที่เหมาะกับการเติมฟิลเลอร์ปาก มีดังนี้
- คนที่มีปากบางหรือปากแบน ต้องการเพิ่มเนื้อปากให้ดูหนา อวบอิ่มมากขึ้น
- คนที่มีริ้วรอยที่ปาก ปากแห้ง แตก เป็นร่องลึก ทาลิปสติกแล้วตกร่อง
- คนที่มีรูปปากไม่เท่ากัน ปากเบี้ยว ปากคว่ำ หรือรูปทรงไม่สมดุล
- คนที่มีปัญหาปากเหี่ยวจากอายุที่มากขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้น คอลลาเจนจะลดลง
- คนที่ต้องการปรับทรงปากให้มีความสวย เข้าทรงแบบที่ชอบ เช่น ปากกระจับ
ใครที่ยังไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ปาก
แม้ตอนนี้การฉีดฟิลเลอร์ปากจะไม่ได้ซับซ้อนและมีตัวเลือกที่หลากหลาย แต่อยากแนะนำว่ายังมีกลุ่มคนที่จำเป็นต้องระมัดระวัง หรืออาจจะต้องเลื่อนแพลนออกไปก่อน ลองมาเช็กกันหน่อยว่ามีเคสไหนบ้างที่ยังไม่เหมาะจะฉีดฟิลเลอร์ปากในตอนนี้ เช่น
- เป็นเริมหรือมีแผลติดเชื้อที่ปาก ควรรักษาให้หายก่อน เพื่อป้องกันแผลลุกลาม
- สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ควรเลี่ยงเพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อทารก
- แพ้ฟิลเลอร์ (HA) หรือแพ้ยาชา เสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรง
- เลือดออกง่ายหรือกินยาละลายลิ่มเลือด เสี่ยงช้ำง่ายและเลือดหยุดไหลยาก
- เพิ่งผ่าตัดศัลยกรรมปาก ควรเว้นระยะ 3–6 เดือน ให้เนื้อเยื่อสมานตัวก่อน
- มีนัดทำฟันเร็ว ๆ นี้ ควรเว้นช่วง 1–2 สัปดาห์ ป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนผิดรูป
ลักษณะปากแบบไหนไม่ควรฉีดฟิลเลอร์
ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ปาก ควรประเมินและสำรวจตัวเองก่อนว่าริมฝีปากของเรามีลักษณะหรือภาวะที่คุณหมอแนะนำว่าควรเลี่ยง หรือต้องรักษาให้หายดีก่อนหรือไม่ เช่น
- มีแผลเริมที่บริเวณริมฝีปาก
- ปากมีแผลเปิด แผลร้อนใน หรือติดเชื้อ
- มีเนื้อฟิลเลอร์เดิมเหลืออยู่มากเกินไป
- ริมฝีปากอักเสบ ลอกเป็นขุย หรือแพ้รุนแรง
- เพิ่งทำศัลยกรรมผ่าตัดปากมาไม่นาน
- โครงสร้างฟันหรือขากรรไกรมีปัญหาชัดเจน
ข้อแนะนำจากคุณหมอ : ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ปาก ควรให้คุณหมอตรวจประเมินสภาพเนื้อปากอย่างละเอียด และที่สำคัญต้องแจ้งประวัติการแพ้ยา ประวัติโรคเริม หรือยา อาหารเสริมที่ทานอยู่ให้ทราบทุกครั้ง
ฉีดฟิลเลอร์ปากยี่ห้อไหน รุ่นไหนบ้างที่พบบ่อย
การเลือกยี่ห้อและรุ่นสำหรับฉีดฟิลเลอร์ปาก ส่วนใหญ่จะเน้นฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เพื่อให้ริมฝีปากดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน และขยับตามรูปปากได้ดีเวลาพูดหรือยิ้ม ซึ่งยี่ห้อและรุ่นที่นิยมใช้และพบบ่อย มีหลัก ๆ ดังนี้
| ยี่ห้อ | รุ่น | ลักษณะเด่นและผลลัพธ์ที่ได้ | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| Restylane (สวีเดน) | Kysse | เจลเนื้อนิ่ม ยืดหยุ่นค่อนข้างสูง ปากอวบอิ่ม ขยับเป็นธรรมชาติ | ออกแบบเพื่อฉีดริมฝีปากโดยเฉพาะ เน้นความดูเป็นธรรมชาติ |
| Vital Light | เนื้อละเอียด ค่อนข้างบางเบา เน้นเติมความชุ่มชื้น ลดริ้วรอยแห้งแตก | เน้นปากฉ่ำวาว ลดร่องแห้ง ไม่เน้นเพิ่มวอลลุ่ม | |
| Refyne | เนื้อนิ่ม ยืดหยุ่นดี กลืนกับปากได้ละมุน | คนที่ต้องการเติมริมฝีปากให้เต็ม เรียบละมุนไม่เป็นก้อน | |
| Volyme | เนื้อนิ่มปานกลาง ช่วยให้ปากค่อนข้างอิ่มฟู มีน้ำมีนวล | คนที่ปากบางมากและต้องการเติมเนื้อปากให้ดูอิ่มเอิบ | |
| Juvederm (อเมริกา) | Volift | เนื้อนิ่ม ละเอียด ยืดหยุ่นค่อนข้างสูง บางเบา ปากละมุน | คนที่ต้องการแต่งทรงปากละมุน ดูเป็นธรรมชาติ อยู่ค่อนข้างนาน |
| Ultra Plus | เนื้อค่อนข้างหนาแน่นและฟูค่อนข้างมาก | คนที่ต้องการปากหนา อวบอิ่มมากเป็นพิเศษ | |
| Voluma | เนื้อค่อนข้างแข็ง คงตัวดี ใช้ปริมาณเล็กน้อย | เน้นปั้นขอบปากหรือยกมุมปากให้ค่อนข้างชัดเจนเป็นพิเศษ | |
| Belotero (สวิส) | Volume | เนื้อคงตัวและยืดหยุ่นดี เพิ่มวอลลุ่มให้ปากดูอิ่มฟู | คนที่ต้องการปรับทรงปากชัด และเพิ่มความอิ่มฟู |
| Revive | เจลบางเบาผสม Glycerol เน้นแก้ปากแห้งกร้าน เพิ่มความชุ่มชื้น | คนที่ต้องการผิวปากสุขภาพดี ชุ่มชื้น อิ่มน้ำ | |
| Neuramis (เกาหลี) | Deep | เนื้อเจลปานกลาง ขึ้นรูปง่าย เติมปากให้อิ่มฟูค่อนข้างชัด | คนที่ต้องการปากอิ่มฟู ในงบประมาณที่ราคาย่อมเยา |
| Teoxane (สวิส) | RHA 1 | เนื้อเจลบางเบา ยืดหยุ่นค่อนข้างสูงมาก เน้นลดริ้วรอยเล็ก ๆ ให้ผิวสัมผัสเรียบ | คนที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ บนปาก ต้องการความเรียบเนียน |
| RHA 2 | เนื้อมีปานกลาง ยืดหยุ่นดี ขยับเป็นธรรมชาติ | คนที่ต้องการเติมเต็มแบบขยับปากได้ หรือ ดูเป็นธรรมชาติ | |
| RHA 3 | เนื้อเจลคงตัวขึ้น เติมปากบางให้มีวอลลุ่มสวย | คนที่ต้องการสร้างทรงปากให้ค่อนข้างชัดเจน หรือคนปากบาง | |
| Definisse (อิตาลี) | Touch | เนื้อนิ่ม ยืดหยุ่นดี ช่วยยกกระชับและแต่งทรงปากให้ได้ขอบชัด | คนที่ต้องการแต่งทรงปากพร้อมเก็บรายละเอียดรอบริมฝีปาก |
วิธีเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ปาก
การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ปากเป็นขั้นตอนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะริมฝีปากเป็นจุดที่เนื้อเยื่อบอบบางและมีเส้นเลือดฝอยหนาแน่นมาก การเตรียมตัวอย่างถูกต้องจึงช่วยลดความเสี่ยงเรื่องรอยเขียวช้ำ อาการบวมแดง แถมยังช่วยให้ฟิลเลอร์เนียนสวย เช่น
- งดยาและอาหารเสริมที่ทำให้เลือดหยุดช้า เช่น Aspirin Ibuprofen วิตามินอี อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- งดแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 24–48 ชั่วโมงก่อนฉีด เพื่อลดอาการบวมช้ำ
- งดกิจกรรมความร้อนสูง งดซาวน่า ออกกำลังกายหนัก หรือตากแดดจัด 24 ชั่วโมงก่อนฉีด
- แจ้งประวัติกับคุณหมอ ต้องบอกโรคประจำตัว การแพ้ยา ยาชา และการเป็นเริมที่ปากล่วงหน้า
- งดหัตถการรอบปาก งดเลเซอร์ เลเซอร์หนวด หรือสักปาก ก่อนฉีดอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์
- งดสครับปาก หลีกเลี่ยงการขัดหรือสครับริมฝีปาก เพื่อป้องกันผิวระคายเคืองหรือเป็นแผล
- งดทาลิปสติกหรือแต่งหน้ารอบปากในวันฉีดฟิลเลอร์ปาก เพื่อความสะอาดและลดความเสี่ยงติดเชื้อ
- ดื่มน้ำให้มาก ๆ ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ ช่วยให้ฟิลเลอร์ไฮยาอุ้มน้ำและฟูได้ดีขึ้นหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ปาก มีอะไรบ้าง
จริงๆ แล้ว ขั้นตอนในการฉีดฟิลเลอร์ปากส่วนใหญ่จะไม่ได้ต่างกันมากเลย แต่ละเคสมักใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาที ไม่รวมการแปะยาชา ซึ่งจะมีขั้นตอนคร่าว ๆ ดังนี้
- คุณหมอจะทำการวิเคราะห์ ตรวจเช็กรูปปาก โครงสร้างใบหน้า และริ้วรอยที่อาจเป็นปัญหาก่อน
- คุยดีไซน์ทรงที่อยากได้ พร้อมเลือกชนิดและปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะกับแต่ละเคส
- เช็ดทำความสะอาดผิวรอบริมฝีปากอย่างหมดจด เพื่อให้พร้อมต่อการฉีด ป้องกันการติดเชื้อ
- ถ่ายรูป Before เก็บภาพมุมตรงและมุมข้างไว้ให้คนไข้ดูเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง
- บางเคสอาจมีการทายาชา ทิ้งไว้ 30 – 45 นาที เพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกเจ็บน้อยลงขณะทำหัตถการ
- คุณหมอจะใช้เทคนิคเฉพาะ ค่อย ๆ ฉีดด้วยความประณีต เพื่อให้ได้ทรงตามที่ตกลงกันไว้
- หลังฉีดเสร็จทันที หมอจะนวดปั้นทรงเบา ๆ ให้ฟิลเลอร์กระจายตัวเนียนสวย ไม่เป็นก้อน
หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก ดูแลตัวเองอย่างไรดี
แม้หลาย ๆ เคสที่เคยฉีดฟิลเลอร์ปาก จะไม่ได้รู้สึกว่าทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้น แต่การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมก็ยังเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ได้ทรงปากที่สวย ดังนี้
- ประคบเย็นในช่วง 24–48 ชม. แรก เพื่อลดอาการบวมระบมหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
- เลี่ยงความร้อน งดของร้อนจัด ซาวน่า และเลเซอร์ 1-2 สัปดาห์ ป้องกันฟิลเลอร์เสียทรง
- งดอาหารรสจัด-ของหมักดอง เพื่อลดโอกาสการอักเสบและบวมเพิ่ม
- งดแอลกอฮอล์-สูบบุหรี่ อย่างน้อย 3-7 วัน ช่วยลดรอยช้ำและให้แผลหายเร็วขึ้น
- ดื่มน้ำมาก ๆ วันละประมาณ 2-3 ลิตร ช่วยให้ฟิลเลอร์ฟูและอวบอิ่ม ดูเป็นธรรมชาติ
- ห้ามจับ นวด เม้มปากหลังฉีดทันที ป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนผิดรูปทรงที่ต้องการ
- งดทาลิปสติกในช่วง 24 ชม. แรก เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่รอยฉีดฟิลเลอร์ปาก
- พยายามเลือกนอนหมอนสูง ใน 1-2 คืนแรก เพื่อช่วยให้ยุบบวมไวขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วห้ามกินอะไรบ้าง
หลังฉีดฟิลเลอร์ปากแล้ว จริง ๆ ก็ใช้ชีวิตกันปกติได้เลย แต่คุณหมอส่วนใหญ่ ก็อยากให้ดูแลตัวเองต่อกันอีกนิด เพื่อให้ปากทรงสวยอวบอิ่มเข้าที่ ซึ่งจะมีอาหารบางประเภทที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น
- งดแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 48 ชม. – 1 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวมช้ำและเลือดออกง่าย
- งดของหมักดองและของดิบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณรอยเข็ม
- เลี่ยงอาหารรสจัดและเค็ม เพราะโซเดียมสูงจะกระตุ้นให้ปากบวมน้ำและยุบตัวช้า
- งดของร้อนจัด ในช่วง 48 ชม. แรก เพื่อลดการระคายเคืองและการอักเสบ
- งดใช้หลอดดูด หลีกเลี่ยงการทำปากจู๋ในช่วงแรก เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์เสียรูปทรง
ผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก
รีวิวฉีดฟิลเลอร์ปากเคสที่ 1
เคสคุณวีวี่ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ปาก (28/04/2025) จะเห็นริมฝีปากเดิมที่ดูบาง เรียบตรง และขาดวอลลุ่ม แม้จะมีมุมปากที่ดูเป็นกระจับ ซึ่งหลังจากเข้ารับบริการฉีดฟิลเลอร์ปากในวันเดียวกัน จะเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยทรงปากดูอวบอิ่ม อิ่มฟูฉ่ำวาว และได้รูปทรงกระจับสวยละมุนรับกับใบหน้าได้
รีวิวฉีดฟิลเลอร์ปากเคสที่ 2
เคสของเอมี่เข้ามาปรึกษาเมื่อวันที่ 04/12/2024 ซึ่งเป็นเคสที่มีริมฝีปากค่อนข้างบางและมีปัญหามุมปากตกเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าดูดุและเหนื่อยล้า ซึ่งหลังฉีดฟิลเลอร์ปากในวันนั้น จะเห็นเลยว่าทรงปากเปลี่ยนไป ดูอวบอิ่ม อิ่มฟูฉ่ำวาวขึ้น และได้รูปทรงกระจับที่สวยละมุน ช่วยปรับให้ใบหน้าดูหวานและสดใสขึ้น
รีวิวฉีดฟิลเลอร์ปากเคสที่ 3
สำหรับเคสคุณดม เป็นเคสที่เข้ามาฉีดฟิลเลอร์ปากเมื่อวันที่ 08/09/2025 ด้วยโจทย์ริมฝีปากเดิมที่ดูบางและค่อนข้างเรียบตรง ทำให้ใบหน้าดูดูล้าเล็กน้อย ซึ่งผลลัพธ์หลังฉีดเสร็จในวันเดียวกัน ส่งผลให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม อิ่มฟูฉ่ำวาว มีขอบปากและกระจับที่คมชัด สวยละมุน ดูเป็นธรรมชาติ
หลังฉีดฟิลเลอร์ปากมีผลข้างเคียงไหม
หลังฉีดฟิลเลอร์ปากอาจพบผลข้างเคียงทั่วไป เช่น อาการบวม ช้ำ หรือคลำเจอตัวยาเป็นก้อน ซึ่งสามารถหายได้เองในไม่กี่วันโดยไม่ต้องกังวลใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากหัตถการที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น
| ผลข้างเคียงปกติทั่วไป(ไม่อันตราย หายได้เองใน 3–7 วัน) | อาการรุนแรง/ภาวะแทรกซ้อน(อันตราย ต้องรีบพบแพทย์ทันที) |
|---|---|
| อาการบวม เจ็บ หรือดึง บริเวณริมฝีปาก (บวมมากสุดใน 1–3 วันแรก) | ฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือด (ปากซีดขาว หรือเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำทันที ร่วมกับปวดรุนแรง) |
| รอยแดงหรือรอยช้ำ เขียว จากรอยเข็ม | การติดเชื้อ บวมแดงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีตุ่มหนอง มีความร้อนผิว หรือมีไข้ |
| คลำเจอเนื้อฟิลเลอร์เป็นก้อนนิ่ม ๆ จะค่อย ๆ กลืนไปกับผิวในประมาณ 1–2 สัปดาห์ | เนื้อตายตาย (Necrosis) ผลจากการอุดตันเส้นเลือดที่ขาดการรักษาอย่างทันท่วงที |
| อาการชา จากฤทธิ์ยาชา หายไปเองในประมาณไม่กี่ชั่วโมง | อาการแพ้ฟิลเลอร์หรือยาชา มีผื่นขึ้น ปากบวม เจ็บผิดปกติ หรือหายใจไม่ออก |
ข้อสังเกตสำคัญ : หากผ่านไป 3-5 วันแล้ว อาการบวมแดงหรือความเจ็บปวดแทนที่จะลดลงกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือผิวเริ่มเปลี่ยนสี แนะนำให้ติดต่อคลินิกที่ฉีดฟิลเลอร์ปากทันที
สรุป
การฉีดฟิลเลอร์ปาก คือการใช้สารเติมเต็มไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) เพื่อปรับทรง แก้ไขปากบาง ร่องลึก หรือมุมปากตก ให้กลับมาอวบอิ่มชุ่มชื้น โดยทั่วไปจะใช้ปริมาณ 1-2 CC และคงผลลัพธ์นานประมาณ 6-12 เดือน ซึ่งจะเริ่มเซ็ตตัวเต็มที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ อย่างเคสที่เคยมาใช้บริการ ก็จะรู้สึกว่าหลังทำริมฝีปากมีทรงสวย รับกับใบหน้าดีขึ้น แต่ทั้งนี้คุณหมอก็อยากแนะนำให้เข้ามาปรึกษาและเลือกทรงที่เหมาะกับตัวเองอีกครั้งก่อนตัดสินใจ



