ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ฉีดบริเวณใดได้บ้าง และควรรู้อะไรก่อนทำ

หน้าแรก » ฟิลเลอร์ » ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ฉีดบริเวณใดได้บ้าง และควรรู้อะไรก่อนทำ
ฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร
เลือกอ่านเนื้อหาได้เลย

การฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการปรับใบหน้า และช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาจยังมีข้อสงสัยเรื่องผลข้างเคียงและตำแหน่งที่เหมาะสมในการฉีด วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ในทุกแง่มุม ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทของสารที่ใช้ ตำแหน่งที่สามารถทำได้ ไปจนถึงข้อควรพิจารณาเพื่อลดความเสี่ยง ให้สวยได้อย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์คืออะไร

การฉีดฟิลเลอร์ คือ การนำสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) เข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อทดแทนโครงสร้างกระดูก คอลลาเจนและไฮยาลูรอน หรือไขมันที่ยุบตัวลงตามธรรมชาติ ช่วยเติมเต็มร่องลึกและปรับรูปหน้าให้ดูอิ่มเอิบขึ้น โดยสารดังกล่าวสามารถสลายตัวได้เอง ทั้งยังสามารถดูแลให้ปลอดภัยได้เมื่อดำเนินการโดยแพทย์ และสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานการบริการ

หลักการทำงานของฟิลเลอร์

หลักการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์

หลักการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์ อาศัยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในบริเวณที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันก็คือกรดไฮยาลูรอนิก ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในร่างกาย มีหน้าที่หลักในการอุ้มน้ำและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยจะมีขั้นตอนการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

  • การเติมเต็มร่องลึก : ตัวยาที่เป็นเนื้อเจลจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในชั้นผิวที่ยุบตัว ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ยกกระชับและร่องลึกดูตื้นขึ้น
  • การกักเก็บความชุ่มชื้น : ด้วยคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำของ HA จะช่วยดึงดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้ในชั้นผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู ชุ่มชื้น และเปล่งปลั่ง
  • การสลายตัวตามธรรมชาติ : ฟิลเลอร์ชนิด HA สามารถสลายตัวได้เอง ด้วยเอนไซม์ในร่างกาย จึงมีค่อนข้างมีความปลอดภัยและไม่ตกค้าง

การฉีดฟิลเลอร์มีเนื้อสัมผัสกี่แบบ

โดยทั่วไปแล้ว การฉีดฟิลเลอร์ที่นิยมเลือกใช้กันในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะหลัก ๆ ตามคุณสมบัติความแข็ง ความนิ่ม หรือความหนืดของเนื้อฟิลเลอร์ ดังนี้

  • ฟิลเลอร์เนื้อแข็ง : มีความหนาแน่นและค่าความคงตัวค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับการปั้นขึ้นรูป ปรับโครงสร้างใบหน้า หรือทดแทนกระดูกในชั้นลึก เช่น บริเวณคาง กรอบหน้า และขมับ
  • ฟิลเลอร์เนื้อกลาง : มีความยืดหยุ่นดี ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป เหมาะสำหรับการเติมเต็มร่องลึกและปรับใบหน้าให้ดูละมุนขึ้น เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือหน้าผาก
  • ฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม : มีเนื้อสัมผัสละเอียด บางเบา และกลืนไปกับผิวได้ดี เหมาะสำหรับเก็บรายละเอียดในบริเวณที่ผิวบอบบางและมีการขยับตัวบ่อย เช่น ใต้ตา และริมฝีปาก

เลือกฉีดฟิลเลอร์ประเภทไหนดี ให้เหมาะกับปัญหา

สารเติมเต็มแบบ HA ที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์นั้นมีหลากหลาย ทำให้สารเติมเต็มที่ใช้นั้น มีคุณสมบัติ ความคงทน หรือประสิทธิภาพการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม ดังนี้

  • บริเวณที่ต้องการการยกพยุง เช่น คาง กราม แก้ม มักเลือกฉีดฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีค่า G Prime ค่อนข้างสูง
  • บริเวณที่ผิวบอบบางและมีการขยับบ่อย เช่น ใต้ตา ปาก มักใช้สารเติมเต็มเนื้อนิ่ม มีความเรียบเนียนค่อนข้างสูง
  • บริเวณที่ต้องการเติมเต็มปริมาตร เช่น ขมับ ร่องแก้ม มักใช้สารเติมเต็มเนื้อปานกลางที่กระจายตัวได้ดี

ฉีดฟิลเลอร์อันตรายไหม

ความปลอดภัยของการฉีดฟิลเลอร์ อยู่ที่การเลือกรับบริการจากแพทย์ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. เนื่องจากการใช้สารเติมเต็มที่ไม่ได้คุณภาพหรือขาดเทคนิคที่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ทั้งนี้หากพิจารณาเลือกอย่างรอบคอบ หัตถการนี้จะช่วยให้คุณสวยได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ตำแหน่งฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง ใช้กี่ CC

การฉีดฟิลเลอร์สามารถนำมาใช้ได้หลากหลายตำแหน่ง ซึ่งการประเมินจะถูกวัดในหน่วยซีซี (CC) โดยขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ตามโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันไป ดังนี้

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เติมเต็มบริเวณเบ้าตาหรือร่องน้ำตาลึก ช่วยแก้ปัญหาความหมองคล้ำและร่องลึกที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า ให้กลับมาดูสดใส โดยแพทย์อาจเลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มบริเวณกระดูกเบ้าตา ซึ่งปกติใช้ปริมาณเพียงข้างละ 0.5 – 1 CC ก็เพียงพอที่จะทำให้ใต้ตาดูตื้นขึ้นอย่างดูเป็นธรรมชาติ

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องลึกข้างปีกจมูกมักทำให้หน้าดูมีอายุเกินจริง การฉีดฟิลเลอร์ในจุดนี้จะช่วยหนุนเนื้อเยื่อให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้น ใบหน้าจึงดูอ่อนเยาว์ลง โดยแพทย์จะประเมินความลึกของร่องและมักใช้ปริมาณยาประมาณ 1 – 2 CC เพื่อเกลี่ยให้เรียบเนียนเสมอผิวเดิม ไม่ให้ดูเป็นก้อน

ฉีดฟิลเลอร์คาง

การฉีดฟิลเลอร์คาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางสั้น คางตัด หรือหน้าดูสั้น การเสริมปลายคางด้วยฟิลเลอร์เนื้อแข็งจะช่วยปรับใบหน้าให้ดูเรียวยาวได้สัดส่วน (V-Shape) และรับกับจมูกมากขึ้น โดยทั่วไปจะใช้ประมาณ 1 – 2 CC ในการปรับทรงให้ดูละมุน ไม่แหลมจนดูหลอกตา

ฉีดฟิลเลอร์ปาก

การฉีดฟิลเลอร์ปาก จะช่วยคืนความชุ่มชื้น และปรับรูปทรงให้ดูอวบอิ่ม สุขภาพดีได้ตามต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ประมาณ 1 CC ก็เพียงพอสำหรับการสร้างทรงสวยและเก็บรายละเอียดร่องริมฝีปาก ซึ่งความสวยงามจะขึ้นอยู่กับการจัดทรงของแพทย์ผู้ให้บริการด้วย

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ แก้ปัญหาขมับที่ตอบเป็นแอ่งมักทำให้โหนกแก้มดูเด่นและใบหน้าดูโรยรา การเติมเต็มบริเวณนี้จะช่วยปรับใบหน้าโดยรวมให้รับกันอย่างละมุน และช่วยยกหางตาขึ้นเล็กน้อย โดยปริมาณที่ใช้อาจอยู่ที่ 2 – 4 CC ขึ้นอยู่กับความลึกของโครงสร้างกระดูกขมับของแต่ละบุคคล

ฉีดฟิลเลอร์แก้ม

การฉีดฟิลเลอร์แก้ม เติมหน้าแก้มหรือแก้มส้ม (Ogee Curve) ช่วยแก้ปัญหาแก้มตอบ หน้าแบน และผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมาดูอิ่มเอิบ พร้อมช่วยพยุงผิวให้ดูกระชับขึ้น ซึ่งแพทย์มักประเมินปริมาณยาที่ 1 – 2 CC เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่หน้าดูเด็กและสดใสโดยไม่ทำให้หน้าดูบวมใหญ่

ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก

การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมหน้าผากให้ดูนูนสวยรับกับจมูก หรือแก้ปัญหาร่องบุ๋มบริเวณเหนือคิ้ว การใช้ฟิลเลอร์ปรับหน้าผากจะช่วยให้ใบหน้าดูละมุนยิ่งขึ้น โดยมักต้องใช้ปริมาณประมาณ 3 – 5 CC เพื่อเกลี่ยเนื้อให้เนียนเรียบสม่ำเสมอทั่วทั้งหน้าผาก

ฉีดฟิลเลอร์กรอบหน้า

การฉีดฟิลเลอร์กรอบหน้า สร้างกรอบหน้า (Jawline) ให้คมชัด ช่วยแก้ปัญหาหน้ากลม คอเสมอกับหน้า กรอบหน้าไม่ชัด ให้ใบหน้าดูโฉบเฉี่ยวและดูกระชับขึ้น โดยแพทย์อาจใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งปั้นแนวสันกราม ซึ่งจะใช้ประมาณ 2 – 4 CC ขึ้นอยู่กับความชัดของโครงสร้างกระดูกเดิม

ฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับใคร

การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใครบ้าง

ฉีดฟิลเลอร์เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับใบหน้า และฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาโครงสร้างใบหน้าและริ้วรอยในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องลึก : เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือร่องใต้ตา ที่ทำให้ดูมีอายุและยากจะแก้ไขด้วยครีมบำรุงผิวเพียงอย่างเดียว
  • ผู้ที่ต้องการเสริมมิติให้กับใบหน้า : เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเสริมคางให้ดูเรียว เติมหน้าผากให้นูนสวย หรือสร้างกรอบหน้าให้ดูคมชัดยิ่งขึ้น
  • ผู้ที่ใบหน้าดูตอบหรืออิดโรย : ช่วยแก้ปัญหาหน้าดูโทรมจากการยุบตัวของกระดูกและไขมัน เช่น ขมับยุบ แก้มตอบ หรือเบ้าตาลึกโหล
  • ผู้ที่ต้องการเติมเต็มริมฝีปาก : สำหรับผู้ที่อยากเพิ่มความอวบอิ่ม แก้ปัญหาปากแห้งตกร่อง หรือจัดทรงปากให้ดูสวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ
  • ผู้ที่มีปัญหาโครงหน้าไม่สมมาตร : ต้องการแก้ไขสัดส่วนใบหน้าทั้งสองข้างให้ดูสมดุลและสอดคล้องกันมากขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ค่อนข้างเร็ว : ตอบโจทย์คนที่อยากดูดีขึ้นทันทีโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดศัลยกรรม และไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น

การฉีดฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับใครบ้าง

การฉีดฟิลเลอร์มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีภาวะทางสุขภาพ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แพทย์จึงมักแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทำหัตถการในกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้

  • สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร : เนื่องจากยังไม่มีผลวิจัยยืนยันความปลอดภัยที่ชัดเจนต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้สารประกอบในฟิลเลอร์ : โดยเฉพาะผู้ที่แพ้กรดไฮยาลูรอนิก (HA) หรือยาชาอย่างรุนแรง
  • ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ : เช่น โรค SLE หรือรูมาตอยด์ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองไวผิดปกติ
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะฉีด : เช่น เป็นสิวอักเสบ เริม หรือมีแผลเปิด ควรพักรักษาผิวให้หายดีก่อนทำหัตถการ
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือหยุดยาก : รวมถึงผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือดที่ไม่สามารถหยุดยาได้ ซึ่งเสี่ยงต่ออาการช้ำหรือเลือดออกมาก
  • ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นคีลอยด์ : เนื่องจากแผลจากเข็มฉีดยาอาจกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นนูนได้ในบางราย
  • ผู้ที่เคยฉีดสารเติมเต็มแบบถาวรมาก่อน : การฉีดทับตำแหน่งเดิมอาจเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน การอักเสบ หรือการติดเชื้อ
  • ผู้ที่มีความคาดหวังเกินความเป็นจริง : เนื่องจากผลลัพธ์มีข้อจำกัดตามโครงสร้างพื้นฐานของใบหน้าแต่ละบุคคล

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ ควรพิจารณาอะไร

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรพิจารณาอะไรบ้าง

การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ จำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างรอยคอบ เพื่อช่วยให้การทำหัตถการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ลดความเสี่ยงไม่พึงประสงค์ลดลง โดยมีสิ่งที่ควรตรวจสอบในเบื้องต้น ดังนี้

  • เลือกแพทย์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน : แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพที่ตรวจสอบได้ และสถานพยาบาลต้องมีเลขที่ใบอนุญาต 11 หลักถูกต้อง สะอาด ปลอดเชื้อ
  • ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนฉีด : ต้องใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่าน อย. สภาพกล่องสมบูรณ์ ระบุวันหมดอายุชัดเจน และแพทย์แกะกล่องใหม่ให้ดูต่อหน้า
  • ความโปร่งใสและการสื่อสาร : แพทย์ต้องแจ้งยี่ห้อและรุ่นของยาที่จะใช้ รวมถึงประเมินผลลัพธ์ตามความเป็นจริงว่าสอดคล้องกับความต้องการของคนไข้หรือไม่
  • สอบถามค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน : ควรทราบราคาที่แน่นอนก่อนฉีดฟิลเลอร์ เพื่อประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อม
  • ระวังราคาที่ถูกเกินจริง : ไม่ควรเสี่ยงกับโปรโมชันที่ราคาต่ำผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญาณของฟิลเลอร์ปลอม ของหิ้ว หรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์

การทำหัตถการด้วยสารเติมเต็มอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งการทำความเข้าใจข้อควรระวังเหล่านี้จะช่วยให้ผู้รับบริการสามารถสังเกตความผิดปกติและรับมือได้อย่างเหมาะสม ดังนี้

ประเภทผลข้างเคียง อาการที่พบ รายละเอียดและสาเหตุ
ผลข้างเคียงทั่วไป อาการบวมแดง
รอยช้ำ
ปวดระบมเล็กน้อย
เป็นปฏิกิริยาปกติของเนื้อเยื่อจากรอยเข็มและการแทงของตัวยา
มักหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์
ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย การติดเชื้อ
เป็นก้อนหรือมีตุ่มนูน
ผื่นแพ้
อาจเกิดจากการทำหัตถการไม่ปลอดเชื้อ
เทคนิคการฉีดไม่เหมาะสม หรือปฏิกิริยาของร่างกายต่อสารแปลกปลอม
ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การอุดตันของเส้นเลือด
เนื้อเยื่อตาย
การมองเห็นผิดปกติ
เกิดจากการฉีดสารเข้าเส้นเลือดสำคัญ
ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้
จำเป็นต้องพบแพทย์ทันที
↔ เลื่อนเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์

เพื่อให้การทำหัตถการฉีดฟิลเลอร์เป็นไปอย่างราบรื่น และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง การเตรียมความพร้อมของร่างกายอย่างถูกวิธีถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

  • งดยาและอาหารเสริมกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด : เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs วิตามินอี น้ำมันปลา และสารสกัดจากใบแปะก๊วย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนหยุดยา)
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยช้ำและอาการบวมจากหลอดเลือดขยายตัว
  • แจ้งประวัติสุขภาพและหัตถการเดิม : ข้อมูลโรคประจำตัว การแพ้ยา ยาที่ทานประจำ รวมถึงประวัติการศัลยกรรมหรือฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณที่จะทำ
  • งดกิจกรรมรบกวนผิวหน้า : หลีกเลี่ยงการสครับผิว การผลัดเซลล์ผิว หรือการทำเลเซอร์บริเวณใบหน้า อย่างน้อย 3-5 วัน เพื่อลดความเสี่ยงผิวระคายเคือง
  • วางแผนการทำฟัน : ควรทำฟันให้เรียบร้อยหรือเว้นระยะห่างก่อนฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • ดูแลสภาพร่างกายให้พร้อม : พักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นไข้ เริม หรือมีผื่นผิวหนังอักเสบ ควรเลื่อนนัดหมายออกไปก่อน
  • การเตรียมผิวในวันนัดหมาย : ควรงดแต่งหน้าหรือแต่งหน้าให้น้อย เพื่อความสะดวกและสะอาดในการเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์

เพื่อให้ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์เป็นไปอย่างน่าพอใจ เข้าที่ได้ดี และลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  • งดสัมผัส กด หรือนวด : บริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนผิดตำแหน่งจนเสียรูปทรง
  • ประคบเย็นลดบวม : สามารถประคบเย็นเบา ๆ รอบจุดที่ฉีดได้ในช่วง 1-2 วันแรก (หลีกเลี่ยงการกดทับโดยตรง)
  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูง : งดซาวน่า เลเซอร์ หรือการโดนแดดจัด 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันอาการบวมและฟิลเลอร์สลายตัวไว
  • งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด : เช่น การออกกำลังกายหนัก การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ อย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • ปรับท่านอน : ควรนอนหงายและหนุนหมอนสูงในช่วง 1-2 คืนแรก จะช่วยลดอาการบวมหลังทำได้ดี
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ : อย่างน้อย 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ตัวยา (HA) อุ้มน้ำได้เต็มที่ ส่งผลให้ผลลัพธ์ดูอิ่มฟู ดูเป็นธรรมชาติ
  • งดแต่งหน้า : ในช่วง 12-24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อบริเวณรอยเข็ม
  • สังเกตอาการผิดปกติ : หากมีอาการปวดรุนแรง ผิวเปลี่ยนสีคล้ำ หรือมีตุ่มหนอง ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที

ฉีดฟิลเลอร์ปลอมอันตรายอย่างไร

การเลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นของปลอมเลียนแบบ หรือไม่ได้ผ่านการรับรองจาก แต่เลือกใช้เพราะคำนึงถึงราคาที่ต่ำเป็นปัจจัยหลัก อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงและเป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนี้

  • การอักเสบและติดเชื้อรุนแรง
  • เกิดก้อนแข็งและพังผืด
  • ฟิลเลอร์ไหลผิดตำแหน่ง
  • เนื้อเยื่อตาย
  • เสียโฉมและแก้ไขยาก

ฉีดฟิลเลอร์ราคาเท่าไหร่

การฉีดฟิลเลอร์โดยทั่วไปมีราคาเริ่มต้นประมาณ 12,900 บาทต่อ 1 CC ทั้งนี้การรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิวและโครงหน้าของแต่ละบุคคลก่อนทำหัตถการ

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันไปตามหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ ตำแหน่งที่ฉีด ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ รวมถึงเงื่อนไขในแต่ละช่วงเวลา ผู้เข้ารับบริการจึงควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม พร้อมรับทราบค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

รีวิว ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ ร้องแก้ม

รีวิว ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ ปาก

รีวิว ฉีดฟิลเลอร์คาง ปาก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์ผลลัพธ์อยู่ถาวรไหม

การฉีดฟิลเลอร์ที่ใช้สารไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ถาวร โดยตัวยาจะค่อย ๆ สลายและถูกดูดซึมออกจากร่างกายได้เองตามธรรมชาติ ผลลัพธ์จึงคงอยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6-24 เดือน (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนในอนาคตได้ตามความเหมาะสม

ฉีดฟิลเลอรกี่วันถึงรู้ว่าเป็นก้อน

หลังฉีดฟิลเลอร์ อาจคลำได้เป็นก้อนหรือรู้สึกตึง ๆ ในช่วงแรกซึ่งเกิดจากอาการบวม คววรรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่และอาการบวมยุบลงก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวไปแล้วยังคลำได้เป็นก้อนชัดเจน ควรกลับไปปรึกษาแพทย์

เลือกฉีดฟิลเลอร์คนละยี่ห้อได้ไหม

ผู้รับบริการสามารถทำการฉีดฟิลเลอร์คนละยี่ห้อได้ หากเป็นชนิดไฮยาลูรอนิก (HA) เหมือนกัน โดยแพทย์อาจเลือกใช้ฟิลเลอร์ต่างรุ่นกันเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณบนใบหน้า แต่ต้องแจ้งประวัติการฉีดครั้งก่อนให้แพทย์ทราบทุกครั้ง

ฉีดฟิลเลอร์เซ็ตตัวกี่วัน

โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์จะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์เพื่อให้สารเติมเต็มเข้าที่และผสานเข้ากับเนื้อเยื่อผิว ในช่วงแรกอาจมีอาการบวมอยู่บ้าง แต่จะเริ่มเห็นรูปทรงได้หลังทำ เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้ว อาการบวมจะยุบลงและจะเห็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนขึ้น

ฉีดฟิลเลอร์กับฉีดโบท็อกซ์ต่างกันยังไง

การฉีดฟิลเลอร์เน้นการเติมเต็มร่องลึกและเสริมปริมาตรในส่วนที่ยุบตัวลงไป เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา ส่วนการฉีดโบท็อกซ์จะออกฤทธิ์โดยการคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยตีนกา หรือรอยย่นระหว่างคิ้ว

ทําไมฉีดฟิลเลอร์ถึงสลายเร็ว

การที่การฉีดฟิลเลอร์จะสลายเร็วหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระบบเผาผลาญของแต่ละบุคคล บริเวณที่ฉีดว่ามีการขยับบ่อยหรือไม่ รวมถึงไลฟ์สไตล์อย่างการสัมผัสความร้อนบ่อย ๆ นอกจากนี้ชนิดและเทคนิคของการฉีดฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ก็มีผลต่อระยะเวลาเช่นกัน

สรุป

การฉีดฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึกและปรับสัดส่วนใบหน้า ในบริเวณที่กระดูกหรือไขมันยุบตัวลงตามวัย เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม และคาง ให้กลับมาดูอิ่มเอิบโดยไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างหน้าของแพทย์และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตอบโจทย์ ช่วยลดความเสี่ยง และดูเป็นธรรมชาติ

แชร์บทความ
นพ.กรไชย ภู่เจริญกุล (หมอนาย)
ว.41660
บทความโดย นพ.กรไชย ภู่เจริญกุล (หมอนาย)
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
ปรึกษาคุณหมอฟรี
โปรโมชั่นประจำเดือนนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
ไฮยาลูรอน

ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) คืออะไร ช่วยเรื่องอะไร เหมาะกับใคร

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อไฮยาลูรอนกันจนคุ้นหู ในฐานะตัวช่วยกู้ผิวโทรมให้กลับมาดูอิ่มน้ำ แต่ในวงการความงามนั้น ถูกนำมาพัฒนาเป็นฟิลเลอร์
Belotero Revive

Belotero Revive คืออะไร ต่างจากรุ่นอื่นไหม ช่วยอะไรบ้าง

Belotero Revive คือฟิลเลอร์งานผิว (Skin Booster) ที่แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ ด้วยการผสมไฮยาลูรอนเข้ากับกลีเซอรอล เพื่อเน้นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว
ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี

ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี ราคาเท่าไหร่ ต่างกันอย่างไรบ้าง

ฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี เป็นคำถามที่ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะคุณสมบัติของสารเติมเต็มที่ต้องมีความละเอียดและยืดหยุ่น
ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี เลือกคลินิกอย่างไรให้ปลอดภัย

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ผู้รับบริการควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากสถานพยาบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ใช้บริการ