การฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการปรับใบหน้า และช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอาจยังมีข้อสงสัยเรื่องผลข้างเคียงและตำแหน่งที่เหมาะสมในการฉีด วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ในทุกแง่มุม ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทของสารที่ใช้ ตำแหน่งที่สามารถทำได้ ไปจนถึงข้อควรพิจารณาเพื่อลดความเสี่ยง ให้สวยได้อย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์คืออะไร
การฉีดฟิลเลอร์ คือ การนำสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) เข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อทดแทนโครงสร้างกระดูก คอลลาเจนและไฮยาลูรอน หรือไขมันที่ยุบตัวลงตามธรรมชาติ ช่วยเติมเต็มร่องลึกและปรับรูปหน้าให้ดูอิ่มเอิบขึ้น โดยสารดังกล่าวสามารถสลายตัวได้เอง ทั้งยังสามารถดูแลให้ปลอดภัยได้เมื่อดำเนินการโดยแพทย์ และสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานการบริการ
หลักการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์
หลักการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์ อาศัยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในบริเวณที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันก็คือกรดไฮยาลูรอนิก ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในร่างกาย มีหน้าที่หลักในการอุ้มน้ำและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยจะมีขั้นตอนการทำงานหลัก ๆ ดังนี้
- การเติมเต็มร่องลึก : ตัวยาที่เป็นเนื้อเจลจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในชั้นผิวที่ยุบตัว ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ยกกระชับและร่องลึกดูตื้นขึ้น
- การกักเก็บความชุ่มชื้น : ด้วยคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำของ HA จะช่วยดึงดูดน้ำเข้ามาเก็บไว้ในชั้นผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู ชุ่มชื้น และเปล่งปลั่ง
- การสลายตัวตามธรรมชาติ : ฟิลเลอร์ชนิด HA สามารถสลายตัวได้เอง ด้วยเอนไซม์ในร่างกาย จึงมีค่อนข้างมีความปลอดภัยและไม่ตกค้าง
การฉีดฟิลเลอร์มีเนื้อสัมผัสกี่แบบ
โดยทั่วไปแล้ว การฉีดฟิลเลอร์ที่นิยมเลือกใช้กันในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะหลัก ๆ ตามคุณสมบัติความแข็ง ความนิ่ม หรือความหนืดของเนื้อฟิลเลอร์ ดังนี้
- ฟิลเลอร์เนื้อแข็ง : มีความหนาแน่นและค่าความคงตัวค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับการปั้นขึ้นรูป ปรับโครงสร้างใบหน้า หรือทดแทนกระดูกในชั้นลึก เช่น บริเวณคาง กรอบหน้า และขมับ
- ฟิลเลอร์เนื้อกลาง : มีความยืดหยุ่นดี ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป เหมาะสำหรับการเติมเต็มร่องลึกและปรับใบหน้าให้ดูละมุนขึ้น เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือหน้าผาก
- ฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม : มีเนื้อสัมผัสละเอียด บางเบา และกลืนไปกับผิวได้ดี เหมาะสำหรับเก็บรายละเอียดในบริเวณที่ผิวบอบบางและมีการขยับตัวบ่อย เช่น ใต้ตา และริมฝีปาก
เลือกฉีดฟิลเลอร์ประเภทไหนดี ให้เหมาะกับปัญหา
สารเติมเต็มแบบ HA ที่ใช้ในการฉีดฟิลเลอร์นั้นมีหลากหลาย ทำให้สารเติมเต็มที่ใช้นั้น มีคุณสมบัติ ความคงทน หรือประสิทธิภาพการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม ดังนี้
- บริเวณที่ต้องการการยกพยุง เช่น คาง กราม แก้ม มักเลือกฉีดฟิลเลอร์เนื้อแข็ง มีค่า G Prime ค่อนข้างสูง
- บริเวณที่ผิวบอบบางและมีการขยับบ่อย เช่น ใต้ตา ปาก มักใช้สารเติมเต็มเนื้อนิ่ม มีความเรียบเนียนค่อนข้างสูง
- บริเวณที่ต้องการเติมเต็มปริมาตร เช่น ขมับ ร่องแก้ม มักใช้สารเติมเต็มเนื้อปานกลางที่กระจายตัวได้ดี
ฉีดฟิลเลอร์อันตรายไหม
ความปลอดภัยของการฉีดฟิลเลอร์ อยู่ที่การเลือกรับบริการจากแพทย์ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. เนื่องจากการใช้สารเติมเต็มที่ไม่ได้คุณภาพหรือขาดเทคนิคที่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ทั้งนี้หากพิจารณาเลือกอย่างรอบคอบ หัตถการนี้จะช่วยให้คุณสวยได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง ใช้กี่ CC
การฉีดฟิลเลอร์สามารถนำมาใช้ได้หลากหลายตำแหน่ง ซึ่งการประเมินจะถูกวัดในหน่วยซีซี (CC) โดยขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ตามโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันไป ดังนี้
ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เติมเต็มบริเวณเบ้าตาหรือร่องน้ำตาลึก ช่วยแก้ปัญหาความหมองคล้ำและร่องลึกที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า ให้กลับมาดูสดใส โดยแพทย์อาจเลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มบริเวณกระดูกเบ้าตา ซึ่งปกติใช้ปริมาณเพียงข้างละ 0.5 – 1 CC ก็เพียงพอที่จะทำให้ใต้ตาดูตื้นขึ้นอย่างดูเป็นธรรมชาติ
ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องลึกข้างปีกจมูกมักทำให้หน้าดูมีอายุเกินจริง การฉีดฟิลเลอร์ในจุดนี้จะช่วยหนุนเนื้อเยื่อให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้น ใบหน้าจึงดูอ่อนเยาว์ลง โดยแพทย์จะประเมินความลึกของร่องและมักใช้ปริมาณยาประมาณ 1 – 2 CC เพื่อเกลี่ยให้เรียบเนียนเสมอผิวเดิม ไม่ให้ดูเป็นก้อน
ฉีดฟิลเลอร์คาง
การฉีดฟิลเลอร์คาง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางสั้น คางตัด หรือหน้าดูสั้น การเสริมปลายคางด้วยฟิลเลอร์เนื้อแข็งจะช่วยปรับใบหน้าให้ดูเรียวยาวได้สัดส่วน (V-Shape) และรับกับจมูกมากขึ้น โดยทั่วไปจะใช้ประมาณ 1 – 2 CC ในการปรับทรงให้ดูละมุน ไม่แหลมจนดูหลอกตา
ฉีดฟิลเลอร์ปาก
การฉีดฟิลเลอร์ปาก จะช่วยคืนความชุ่มชื้น และปรับรูปทรงให้ดูอวบอิ่ม สุขภาพดีได้ตามต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ประมาณ 1 CC ก็เพียงพอสำหรับการสร้างทรงสวยและเก็บรายละเอียดร่องริมฝีปาก ซึ่งความสวยงามจะขึ้นอยู่กับการจัดทรงของแพทย์ผู้ให้บริการด้วย
ฉีดฟิลเลอร์ขมับ
การฉีดฟิลเลอร์ขมับ แก้ปัญหาขมับที่ตอบเป็นแอ่งมักทำให้โหนกแก้มดูเด่นและใบหน้าดูโรยรา การเติมเต็มบริเวณนี้จะช่วยปรับใบหน้าโดยรวมให้รับกันอย่างละมุน และช่วยยกหางตาขึ้นเล็กน้อย โดยปริมาณที่ใช้อาจอยู่ที่ 2 – 4 CC ขึ้นอยู่กับความลึกของโครงสร้างกระดูกขมับของแต่ละบุคคล
ฉีดฟิลเลอร์แก้ม
การฉีดฟิลเลอร์แก้ม เติมหน้าแก้มหรือแก้มส้ม (Ogee Curve) ช่วยแก้ปัญหาแก้มตอบ หน้าแบน และผิวหย่อนคล้อย ให้กลับมาดูอิ่มเอิบ พร้อมช่วยพยุงผิวให้ดูกระชับขึ้น ซึ่งแพทย์มักประเมินปริมาณยาที่ 1 – 2 CC เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่หน้าดูเด็กและสดใสโดยไม่ทำให้หน้าดูบวมใหญ่
ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก
การฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมหน้าผากให้ดูนูนสวยรับกับจมูก หรือแก้ปัญหาร่องบุ๋มบริเวณเหนือคิ้ว การใช้ฟิลเลอร์ปรับหน้าผากจะช่วยให้ใบหน้าดูละมุนยิ่งขึ้น โดยมักต้องใช้ปริมาณประมาณ 3 – 5 CC เพื่อเกลี่ยเนื้อให้เนียนเรียบสม่ำเสมอทั่วทั้งหน้าผาก
ฉีดฟิลเลอร์กรอบหน้า
การฉีดฟิลเลอร์กรอบหน้า สร้างกรอบหน้า (Jawline) ให้คมชัด ช่วยแก้ปัญหาหน้ากลม คอเสมอกับหน้า กรอบหน้าไม่ชัด ให้ใบหน้าดูโฉบเฉี่ยวและดูกระชับขึ้น โดยแพทย์อาจใช้ฟิลเลอร์เนื้อแข็งปั้นแนวสันกราม ซึ่งจะใช้ประมาณ 2 – 4 CC ขึ้นอยู่กับความชัดของโครงสร้างกระดูกเดิม
การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใครบ้าง
ฉีดฟิลเลอร์เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับใบหน้า และฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาโครงสร้างใบหน้าและริ้วรอยในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องลึก : เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือร่องใต้ตา ที่ทำให้ดูมีอายุและยากจะแก้ไขด้วยครีมบำรุงผิวเพียงอย่างเดียว
- ผู้ที่ต้องการเสริมมิติให้กับใบหน้า : เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเสริมคางให้ดูเรียว เติมหน้าผากให้นูนสวย หรือสร้างกรอบหน้าให้ดูคมชัดยิ่งขึ้น
- ผู้ที่ใบหน้าดูตอบหรืออิดโรย : ช่วยแก้ปัญหาหน้าดูโทรมจากการยุบตัวของกระดูกและไขมัน เช่น ขมับยุบ แก้มตอบ หรือเบ้าตาลึกโหล
- ผู้ที่ต้องการเติมเต็มริมฝีปาก : สำหรับผู้ที่อยากเพิ่มความอวบอิ่ม แก้ปัญหาปากแห้งตกร่อง หรือจัดทรงปากให้ดูสวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ
- ผู้ที่มีปัญหาโครงหน้าไม่สมมาตร : ต้องการแก้ไขสัดส่วนใบหน้าทั้งสองข้างให้ดูสมดุลและสอดคล้องกันมากขึ้น
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ค่อนข้างเร็ว : ตอบโจทย์คนที่อยากดูดีขึ้นทันทีโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดศัลยกรรม และไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น
การฉีดฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับใครบ้าง
การฉีดฟิลเลอร์มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีภาวะทางสุขภาพ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แพทย์จึงมักแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทำหัตถการในกลุ่มบุคคลดังต่อไปนี้
- สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร : เนื่องจากยังไม่มีผลวิจัยยืนยันความปลอดภัยที่ชัดเจนต่อทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด
- ผู้ที่มีประวัติแพ้สารประกอบในฟิลเลอร์ : โดยเฉพาะผู้ที่แพ้กรดไฮยาลูรอนิก (HA) หรือยาชาอย่างรุนแรง
- ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ยังควบคุมอาการไม่ได้ : เช่น โรค SLE หรือรูมาตอยด์ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองไวผิดปกติ
- ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะฉีด : เช่น เป็นสิวอักเสบ เริม หรือมีแผลเปิด ควรพักรักษาผิวให้หายดีก่อนทำหัตถการ
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือหยุดยาก : รวมถึงผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือดที่ไม่สามารถหยุดยาได้ ซึ่งเสี่ยงต่ออาการช้ำหรือเลือดออกมาก
- ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นคีลอยด์ : เนื่องจากแผลจากเข็มฉีดยาอาจกระตุ้นให้เกิดแผลเป็นนูนได้ในบางราย
- ผู้ที่เคยฉีดสารเติมเต็มแบบถาวรมาก่อน : การฉีดทับตำแหน่งเดิมอาจเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน การอักเสบ หรือการติดเชื้อ
- ผู้ที่มีความคาดหวังเกินความเป็นจริง : เนื่องจากผลลัพธ์มีข้อจำกัดตามโครงสร้างพื้นฐานของใบหน้าแต่ละบุคคล
ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรพิจารณาอะไรบ้าง
การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ จำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างรอยคอบ เพื่อช่วยให้การทำหัตถการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ลดความเสี่ยงไม่พึงประสงค์ลดลง โดยมีสิ่งที่ควรตรวจสอบในเบื้องต้น ดังนี้
- เลือกแพทย์และคลินิกที่ได้มาตรฐาน : แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพที่ตรวจสอบได้ และสถานพยาบาลต้องมีเลขที่ใบอนุญาต 11 หลักถูกต้อง สะอาด ปลอดเชื้อ
- ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนฉีด : ต้องใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่าน อย. สภาพกล่องสมบูรณ์ ระบุวันหมดอายุชัดเจน และแพทย์แกะกล่องใหม่ให้ดูต่อหน้า
- ความโปร่งใสและการสื่อสาร : แพทย์ต้องแจ้งยี่ห้อและรุ่นของยาที่จะใช้ รวมถึงประเมินผลลัพธ์ตามความเป็นจริงว่าสอดคล้องกับความต้องการของคนไข้หรือไม่
- สอบถามค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน : ควรทราบราคาที่แน่นอนก่อนฉีดฟิลเลอร์ เพื่อประกอบการตัดสินใจและเตรียมความพร้อม
- ระวังราคาที่ถูกเกินจริง : ไม่ควรเสี่ยงกับโปรโมชันที่ราคาต่ำผิดปกติ เพราะอาจเป็นสัญญาณของฟิลเลอร์ปลอม ของหิ้ว หรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน
ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการฉีดฟิลเลอร์
การทำหัตถการด้วยสารเติมเต็มอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งการทำความเข้าใจข้อควรระวังเหล่านี้จะช่วยให้ผู้รับบริการสามารถสังเกตความผิดปกติและรับมือได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
| ประเภทผลข้างเคียง | อาการที่พบ | รายละเอียดและสาเหตุ |
|---|---|---|
| ผลข้างเคียงทั่วไป | อาการบวมแดง รอยช้ำ ปวดระบมเล็กน้อย |
เป็นปฏิกิริยาปกติของเนื้อเยื่อจากรอยเข็มและการแทงของตัวยา มักหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์ |
| ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย | การติดเชื้อ เป็นก้อนหรือมีตุ่มนูน ผื่นแพ้ |
อาจเกิดจากการทำหัตถการไม่ปลอดเชื้อ เทคนิคการฉีดไม่เหมาะสม หรือปฏิกิริยาของร่างกายต่อสารแปลกปลอม |
| ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง | การอุดตันของเส้นเลือด เนื้อเยื่อตาย การมองเห็นผิดปกติ |
เกิดจากการฉีดสารเข้าเส้นเลือดสำคัญ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ จำเป็นต้องพบแพทย์ทันที |
การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์
เพื่อให้การทำหัตถการฉีดฟิลเลอร์เป็นไปอย่างราบรื่น และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง การเตรียมความพร้อมของร่างกายอย่างถูกวิธีถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
- งดยาและอาหารเสริมกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด : เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs วิตามินอี น้ำมันปลา และสารสกัดจากใบแปะก๊วย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ (ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนหยุดยา)
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ เพื่อลดโอกาสการเกิดรอยช้ำและอาการบวมจากหลอดเลือดขยายตัว
- แจ้งประวัติสุขภาพและหัตถการเดิม : ข้อมูลโรคประจำตัว การแพ้ยา ยาที่ทานประจำ รวมถึงประวัติการศัลยกรรมหรือฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณที่จะทำ
- งดกิจกรรมรบกวนผิวหน้า : หลีกเลี่ยงการสครับผิว การผลัดเซลล์ผิว หรือการทำเลเซอร์บริเวณใบหน้า อย่างน้อย 3-5 วัน เพื่อลดความเสี่ยงผิวระคายเคือง
- วางแผนการทำฟัน : ควรทำฟันให้เรียบร้อยหรือเว้นระยะห่างก่อนฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- ดูแลสภาพร่างกายให้พร้อม : พักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นไข้ เริม หรือมีผื่นผิวหนังอักเสบ ควรเลื่อนนัดหมายออกไปก่อน
- การเตรียมผิวในวันนัดหมาย : ควรงดแต่งหน้าหรือแต่งหน้าให้น้อย เพื่อความสะดวกและสะอาดในการเตรียมผิวก่อนทำหัตถการ
การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์
เพื่อให้ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์เป็นไปอย่างน่าพอใจ เข้าที่ได้ดี และลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้
- งดสัมผัส กด หรือนวด : บริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนผิดตำแหน่งจนเสียรูปทรง
- ประคบเย็นลดบวม : สามารถประคบเย็นเบา ๆ รอบจุดที่ฉีดได้ในช่วง 1-2 วันแรก (หลีกเลี่ยงการกดทับโดยตรง)
- หลีกเลี่ยงความร้อนสูง : งดซาวน่า เลเซอร์ หรือการโดนแดดจัด 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันอาการบวมและฟิลเลอร์สลายตัวไว
- งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด : เช่น การออกกำลังกายหนัก การดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ อย่างน้อย 48 ชั่วโมง
- ปรับท่านอน : ควรนอนหงายและหนุนหมอนสูงในช่วง 1-2 คืนแรก จะช่วยลดอาการบวมหลังทำได้ดี
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ : อย่างน้อย 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ตัวยา (HA) อุ้มน้ำได้เต็มที่ ส่งผลให้ผลลัพธ์ดูอิ่มฟู ดูเป็นธรรมชาติ
- งดแต่งหน้า : ในช่วง 12-24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อบริเวณรอยเข็ม
- สังเกตอาการผิดปกติ : หากมีอาการปวดรุนแรง ผิวเปลี่ยนสีคล้ำ หรือมีตุ่มหนอง ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที
ฉีดฟิลเลอร์ปลอมอันตรายอย่างไร
การเลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นของปลอมเลียนแบบ หรือไม่ได้ผ่านการรับรองจาก แต่เลือกใช้เพราะคำนึงถึงราคาที่ต่ำเป็นปัจจัยหลัก อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงและเป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนี้
- การอักเสบและติดเชื้อรุนแรง
- เกิดก้อนแข็งและพังผืด
- ฟิลเลอร์ไหลผิดตำแหน่ง
- เนื้อเยื่อตาย
- เสียโฉมและแก้ไขยาก
ฉีดฟิลเลอร์ราคาเท่าไหร่
การฉีดฟิลเลอร์โดยทั่วไปมีราคาเริ่มต้นประมาณ 12,900 บาทต่อ 1 CC ทั้งนี้การรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิวและโครงหน้าของแต่ละบุคคลก่อนทำหัตถการ
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันไปตามหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ ตำแหน่งที่ฉีด ยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ รวมถึงเงื่อนไขในแต่ละช่วงเวลา ผู้เข้ารับบริการจึงควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม พร้อมรับทราบค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์
ฉีดฟิลเลอร์ผลลัพธ์อยู่ถาวรไหม
การฉีดฟิลเลอร์ที่ใช้สารไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ถาวร โดยตัวยาจะค่อย ๆ สลายและถูกดูดซึมออกจากร่างกายได้เองตามธรรมชาติ ผลลัพธ์จึงคงอยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6-24 เดือน (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนแผนในอนาคตได้ตามความเหมาะสม
ฉีดฟิลเลอรกี่วันถึงรู้ว่าเป็นก้อน
หลังฉีดฟิลเลอร์ อาจคลำได้เป็นก้อนหรือรู้สึกตึง ๆ ในช่วงแรกซึ่งเกิดจากอาการบวม คววรรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่และอาการบวมยุบลงก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวไปแล้วยังคลำได้เป็นก้อนชัดเจน ควรกลับไปปรึกษาแพทย์
เลือกฉีดฟิลเลอร์คนละยี่ห้อได้ไหม
ผู้รับบริการสามารถทำการฉีดฟิลเลอร์คนละยี่ห้อได้ หากเป็นชนิดไฮยาลูรอนิก (HA) เหมือนกัน โดยแพทย์อาจเลือกใช้ฟิลเลอร์ต่างรุ่นกันเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณบนใบหน้า แต่ต้องแจ้งประวัติการฉีดครั้งก่อนให้แพทย์ทราบทุกครั้ง
ฉีดฟิลเลอร์เซ็ตตัวกี่วัน
โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์จะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์เพื่อให้สารเติมเต็มเข้าที่และผสานเข้ากับเนื้อเยื่อผิว ในช่วงแรกอาจมีอาการบวมอยู่บ้าง แต่จะเริ่มเห็นรูปทรงได้หลังทำ เมื่อพ้นระยะนี้ไปแล้ว อาการบวมจะยุบลงและจะเห็นผลลัพธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนขึ้น
ฉีดฟิลเลอร์กับฉีดโบท็อกซ์ต่างกันยังไง
การฉีดฟิลเลอร์เน้นการเติมเต็มร่องลึกและเสริมปริมาตรในส่วนที่ยุบตัวลงไป เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา ส่วนการฉีดโบท็อกซ์จะออกฤทธิ์โดยการคลายกล้ามเนื้อ เพื่อลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยตีนกา หรือรอยย่นระหว่างคิ้ว
ทําไมฉีดฟิลเลอร์ถึงสลายเร็ว
การที่การฉีดฟิลเลอร์จะสลายเร็วหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระบบเผาผลาญของแต่ละบุคคล บริเวณที่ฉีดว่ามีการขยับบ่อยหรือไม่ รวมถึงไลฟ์สไตล์อย่างการสัมผัสความร้อนบ่อย ๆ นอกจากนี้ชนิดและเทคนิคของการฉีดฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ก็มีผลต่อระยะเวลาเช่นกัน
สรุป
การฉีดฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึกและปรับสัดส่วนใบหน้า ในบริเวณที่กระดูกหรือไขมันยุบตัวลงตามวัย เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม และคาง ให้กลับมาดูอิ่มเอิบโดยไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างหน้าของแพทย์และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตอบโจทย์ ช่วยลดความเสี่ยง และดูเป็นธรรมชาติ







