การฉีดฟิลเลอร์จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่การ ‘เติมส่วนที่ขาด’ ให้ดูเต็มขึ้น แต่มันคือหัตถการที่ช่วยปรับภาพรวมใบหน้า ซึ่งผลลัพธ์ในแต่ละตำแหน่งก็จะให้ผลลัพธ์ต่างกันออกไป วันนี้หมอจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ฟิลเลอร์ทำงานยังไง เลือกแบบไหนดี จุดไหนฉีดแล้วเปลี่ยน ไปจนถึงวิธีเช็กความเสี่ยงให้เราสวยได้แบบสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียง
ฟิลเลอร์ คืออะไร
ฟิลเลอร์ (Filler) คือชื่อทางการค้าที่ใช้เรียกสารเติมเต็ม ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้เป็นแบบ HA (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารกลุ่ม Polysaccharide ที่มีอยู่ในร่างกาย แต่พอเราเริ่มโตขึ้น ยิ่งโดนแดด โดนฝุ่น เครียด นอนน้อย สารตัวนี้ก็อาจค่อย ๆ ลดลง เลยต้องฉีดเติมเข้าไปเพื่อพยุงและเติมเต็มส่วนที่ดูตอบหรือเป็นร่องลึกตามความเหมาะสม สลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ตกค้างยาวนาน
หลักการทำงานของฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ จะเข้าไปทำหน้าที่เป็นโครงตาข่าย แทรกตัวระหว่างชั้นเนื้อเยื่อเพื่อพยุงโครงสร้างผิวที่ทรุดตัวลงให้กลับมาดูอิ่มฟูได้ใหม่ โดยจะอาศัยคุณสมบัติ Hydrophilic ที่ดึงดูดโมเลกุลน้ำรอบข้างเข้ามาเกาะกลุ่มกันจนเกิดเป็นแรงดัน ที่ช่วยดันผิวให้เต่งตึงและเรียบเนียน ทั้งยังไปกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาได้อีกด้วย
ฉีดฟิลเลอร์ตำแหน่งไหนได้บ้าง ใช้กี่ CC
เคยสงสัยกันไหมว่าเวลาฉีดฟิลเลอร์แต่ละจุดบนหน้าต้องใช้กี่ CC กันแน่ เพราะจริง ๆ แล้วปัญหาผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ปริมาณที่ใช้เลยต่างกันไปด้วย เราเลยรวบรวมตำแหน่งที่ผู้รับบริการมักเข้ามาปรึกษา พร้อมจำนวน CC คร่าว ๆ ดังนี้
- ฟิลเลอร์ใต้ตา : เติมเต็มรอยลึกโหลให้ดูตื้นและเรียบเนียนขึ้น (ทั่วไปใช้ 1-2 CC)
- ฟิลเลอร์ร่องแก้ม : เติมร่องลึกข้างปีกจมูกให้ดูเต็ม เพื่อลดความชัดของริ้วรอย (เริ่มต้น 1-2 CC)
- ฟิลเลอร์คาง : ปรับรูปคางให้ยาวหรือมนรับกับใบหน้า แก้ปัญหาหน้ากลม/สั้น (มักใช้ 1-2 CC)
- ฟิลเลอร์ปาก : ปรับทรงปากให้ชัดและเพิ่มความอวบอิ่มตามต้องการ (ส่วนใหญ่ใช้ 1 CC)
- ฟิลเลอร์ขมับ : เติมขมับที่ตอบบุ๋ม ให้โครงหน้าดูสมดุลและละมุนขึ้น (ปกติใช้ข้างละ 1-2 CC)
- ฟิลเลอร์แก้ม : เติมแก้มตอบหรือแก้มส้ม ให้ใบหน้าดูสดใสและอิ่มเอิบขึ้น (มักใช้ข้างละ 1-2 CC)
- ฟิลเลอร์กรอบหน้า : เน้นแนวกรามให้ชัดเจน ปรับใบหน้าช่วงล่างให้ดูสวยคมได้รูป (ทั่วไปใช้ 2-4 CC)
- ฟิลเลอร์น้องสาว : เติมเต็มแคมนอกที่หย่อนคล้อยหรือฝ่อลีบ ให้ดูกระชับและอวบอิ่ม (มักใช้ข้างละ 1-3 CC)
ข้อควรรู้ : ปริมาณที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการประเมินของคุณหมอและผลลัพธ์ที่ต้องการ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนตัดสินใจ
ฟิลเลอร์มีเนื้อสัมผัสกี่แบบ
สำหรับเนื้อของฟิลเลอร์ที่มีให้ใช้ในปัจจุบันก็ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้จากความหนาแน่นและความยืดหยุ่นของเนื้อเจล เพื่อให้เหมาะสมกับปัญหาในแต่ละจุด ซึ่งสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ออกเป็นประเภทหลัก ดังนี้
- ฟิลเลอร์เนื้อแข็ง : ความหนาแน่นค่อนข้างสูง คงตัวดี เหมาะกับการปั้นทรงและปรับโครงสร้างในชั้นลึกเพื่อทดแทนกระดูก เช่น คาง กรอบหน้า และขมับ
- ฟิลเลอร์เนื้อกลาง : ยืดหยุ่นดี มีความละมุน ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป เหมาะสำหรับเติมเต็มร่องลึกให้ดูเป็นธรรมชาติ เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก
- ฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม : เนื้อละเอียด บางเบา กลืนกับผิวได้ดี เหมาะกับการเก็บรายละเอียดในบริเวณที่ผิวบอบบางและขยับบ่อย เช่น ใต้ตา และริมฝีปาก
ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นหรือแต่ละยี่ห้อ จะมีความแตกต่างกันไม่ใช่แค่แข็งหรือนิ่ม แต่ยังต่างกันในเรื่องการคงรูปและการกระจายตัว
เลือกฉีดฟิลเลอร์ประเภทไหนดี ให้เหมาะกับปัญหา
การฉีดฟิลเลอร์ HA ในท้องตลาดตอนนี้ก็จะมีหลายรุ่นหลายสไตล์ ซึ่งแต่ละตัวก็มีความนิ่ม ความคงตัว และข้อดีต่างกันไป คุณหมอเลยต้องเลือกหยิบตัวที่ใช่มาใช้ให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละเคส เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหมาะสมกับแต่ละปัญหา เช่น
- งานโครงสร้างยกหน้าหรือคาง : ใช้เนื้อที่มีความคงตัวสูงและขึ้นรูปได้ดี เพื่อเน้นปรับภาพรวมของหน้าในจุดที่ต้องการการเกาะตัวที่แข็งแรง
- งานจุดขยับบ่อย ร่องแก้มหรือร่องน้ำตา : ใช้เนื้อที่มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เพื่อให้ฟิลเลอร์กระจายตัวและเคลื่อนไหวไปตามการขยับของใบหน้าได้อย่างกลมกลืน
- งานผิวบาง ใต้ตาหรือริมฝีปาก : ใช้เนื้อที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและละเอียด เพื่อให้เนื้อเนียนเรียบไปกับชั้นผิวที่บอบบาง ลดโอกาสการเห็นขอบ
- งานบำรุงผิว ริ้วรอยตื้น ๆ : ใช้เนื้อฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีและบางเบา เพื่อเน้นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นในชั้นตื้น ๆ
หมายเหตุ : เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น การเลือกฉีดฟิลเลอร์ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งและปัญหาของแต่ละคน
ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนบ้างที่พบบ่อย
ตั้งแต่การฉีดฟิลเลอร์เริ่มนิยมในบ้านเรา ก็จะมียี่ห้อฟิลเลอร์ให้เลือกได้เยอะมากขึ้น เพราะแต่ละแบรนด์เขาพัฒนาเนื้อเจลออกมาให้มีคุณสมบัติและสัมผัสที่ต่างกัน ให้เหมาะกับการแก้ปัญหาผิวในแต่ละจุด โดยยี่ห้อที่เรามักจะเห็นผ่านตากันบ่อย ๆ ตามคลินิก มีดังนี้
- Juvederm (อเมริกา) : เนื้อเจลเรียบเนียน กลืนกับผิวได้ดีไม่เป็นก้อน มีหลายรุ่นที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อเติมร่องลึกหรือเพิ่มวอลลุ่มตามแต่ละชั้นผิว
- Restylane (สวีเดน) : มี 2 เทคโนโลยีหลัก คือเนื้อคงตัวเพื่อการขึ้นรูปทรง และรุ่นกระจายตัวดีเพื่อเน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มน้ำ
- Belotero (เยอรมัน) : มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง ผสานเข้ากับเนื้อเยื่อผิวได้ดี เหมาะสำหรับเก็บรายละเอียดในบริเวณที่ผิวบาง เช่น ใต้ตา หรือริ้วรอยตื้น
- Neuramis (เกาหลี) : ฟิลเลอร์ราคาเข้าถึงง่าย เนื้อเจลมีความหนืดและขึ้นรูป เหมาะสำหรับการเติมเต็มบริเวณขมับ แก้มตอบ หรือคาง
- e.p.t.q. (เกาหลี) : โมเลกุลมีความเสถียรและเนื้อเจลละเอียด ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและเพิ่มวอลลุ่มได้ดี ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่าย
ฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับใครบ้าง
การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับคนหลากหลายกลุ่มเลยทีเดียว พราะว่าเป็นหัตถการที่เราสามารถทำได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการผ่าตัด และด้วยการออกฤทธิ์ก็ทำให้ตอบโจทย์ปัญหาได้ค่อนข้างเยอะ อย่างเคสที่มาหาบ่อย ๆ ก็จะมีดังนี้
- เคสปัญหาร่องลึก เข้ามาแก้ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือริ้วรอยตามวัยที่ทำให้หน้าดูมีอายุ
- เคสหน้าตอบดูโทรม กลุ่มที่มีปัญหาขมับยุบหรือแก้มตอบ จนหน้าดูเหนื่อยล้า ขาดวอลลุ่ม
- เคสปรับโครงหน้า ต้องการเสริมคาง ปรับกรอบหน้าให้ชัด หรือยกกระชับหน้าให้ได้รูป
- เคสปัญหาใต้ตา แก้ไขใต้ตาหมองคล้ำและเบ้าตาลึก ให้หน้ากลับมาดูสดใส ไม่โทรม
- เคสที่อยากแต่งทรง มีทั้งมาปรับทรงปากให้อวบอิ่ม และเติมเต็มผิวหลังมือที่เหี่ยวย่น
- กลุ่มที่เน้นความสะดวก เคสที่มีเวลาน้อย แต่อยากได้หัตถการที่เห็นผลไว และไม่ต้องพักฟื้น
ใครที่ยังไม่ควรฉีดฟิลเลอร์
ใครที่กำลังสนใจอยากฉีดฟิลเลอร์ ก่อนอื่นอยากแนะนำให้ลองเช็กสภาพผิวและความพร้อมกันก่อน เพราะถึงแม้จะเป็นหัตถการที่เข้าถึงง่าย แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง หรือต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อน เช่น
- สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบในจุดที่จะฉีด
- ผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงหรือมีไข้
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ฟิลเลอร์ หรือแพ้ยาชา
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่ายหรือหยุดยาก
- ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง เช่น โรคพุ่มพวง
- ผู้ที่เพิ่งทำหัตถการอื่นหรือศัลยกรรมมาไม่นาน
ฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่ถูกใจ แก้ได้ไหม
สามารถฉีดสลายได้ ด้วยการใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสจะออกฤทธิ์และเห็นผลลัพธ์ว่าฟิลเลอร์ยุบตัวลง ถ้าจะ เปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็เหมือนการปล่อยลมยางรถยนต์ที่ฟีบลง วิธีนี้ใช้สำหรับแก้ไขปัญหาฟิลเลอร์ที่เป็นก้อน ฉีดผิดตำแหน่ง ไม่ถูกใจ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
ฉีดฟิลเลอร์เยอะไปเสี่ยง Overfill syndrome ไหม
การฉีดฟิลเลอร์ซ้ำ ๆ ปริมาณมาก ฉีดแล้วไม่พอใจก็ฉีดอีก เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจนส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของใบหน้า หรือที่เรียกว่าภาวะหน้าล้น (Overfill Syndrome) ได้ การแก้ไขที่ถูกต้องจึงต้องให้แพทย์วิเคราะห์ เพื่อวางแผนการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม
ฟิลเลอร์สลายแล้วไปไหน ตกค้างไหม
เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะมีเอนไซม์ธรรมชาติที่ชื่อว่าไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) คอยย่อยสลายโมเลกุลฟิลเลอร์ให้แตกตัวกลายเป็นน้ำ และถูกขับออกจากร่างกายไปเองจนหมด ฟิลเลอร์ทั่วไปที่ผ่านการรับรองจึงสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
ผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์ของผู้รับบริการที่เอเพ็กซ์ คลินิก
ผลลัพธ์หลังทำเคสที่ 1
เคสคุณออย (10/03/2026) เข้ามาด้วยริมฝีปากล่างที่ค่อนข้างเรียบตรงและขาดวอลลุ่ม จึงเลือกฉีดฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มและปรับแต่งทรง ซึ่งหลังทำเสร็จจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ทรงปากดูอวบอิ่ม ชุ่มชื้น และได้รูปทรงที่สวยละมุนขึ้น โดยมีการดีไซน์เพิ่มส่วนกระจับให้ดูชัด สวยดูเป็นธรรมชาติรับกับใบหน้าด้วย
ผลลัพธ์หลังทำเคสที่ 2
เคสคุณเจนนี่ (10/02/2026) เข้ามาปรึกษาด้วยปัญหาที่คางเดิมค่อนข้างสั้นและตัด ทำให้รูปหน้าดูขาดมิติและไม่ได้สัดส่วนเท่าที่ควร เลยต้องฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมคางให้รับกับแนวกราม ซึ่งหลังติดตามผลในวันที่ 01/03/2026 จะเห็นเลยว่าใบหน้าดูมีมิติ ปลายคางเรียวยาวและละมุนขึ้น
ผลลัพธ์หลังทำเคสที่ 3
เคสคุณหมอก (02/10/2025) เข้ามาปรึกษาเรื่องขมับบุ๋มที่ทำให้หน้าดูเหนื่อยและมีโหนกแก้มสูง ซึ่งหลังปรับด้วยฟิลเลอร์ขมับเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาด ในวันเดียวกันนั้นก็จะเห็นว่าขมับดูอิ่มฟูขึ้น รูปหน้าโดยรวมเปลี่ยนเป็นทรงสวยละมุน ดูเป็นธรรมชาติ
ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรเตรียมตัวอย่างไร
การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนฉีดฟิลเลอร์เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าเราดูแลตัวเองดี ก็จะช่วยลดโอกาสเขียว ช้ำ บวม แถมยังช่วยให้หลังฉีดออกมาสวยดูเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้ในเบื้องต้น เช่น
1 สัปดาห์ก่อนฉีดฟิลเลอร์
- หลีกเลี่ยงแอสไพริน NSAIDs เช่น Ibuprofen วิตามินอี น้ำมันปลา แปะก๊วย และโสม เพราะทำให้เลือดแข็งตัวช้าและช้ำง่ายถถ
- งดทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ บีบสิว หรือโกน/แว็กซ์ขน บริเวณที่จะฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อลดการระคายเคืองและอักเสบ
- หากมีแผลสด สิวอักเสบเม็ดใหญ่ หรือเริมกำเริบในจุดที่จะฉีด ควรเลื่อนนัดไปก่อนจนกว่าจะหายสนิท
24-48 ชั่วโมงก่อนฉีด
- งดแอลกอฮอล์ 24-48 ชม. หลีกเลี่ยงเหล้า เบียร์ ไวน์ ทุกชนิด เพราะทำให้เส้นเลือดขยายตัว และเพิ่มโอกาสบวมช้ำหลังฉีด
- งดกิจกรรมขับเหงื่อรุนแรง งดเข้าซาวน่า หรือออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหนัก ๆ ก่อนวันฉีดฟิลเลอร์
- งดยาทาผลัดเซลล์ผิว 24 ชม. งดทาครีมกลุ่ม Retin-A, AHA, BHA หรือครีมหน้าขาวที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวรุนแรง
ในวันฉีดฟิลเลอร์
- เตรียมข้อมูลทางการแพทย์ จดโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา หรือชื่อแบรนด์ฟิลเลอร์ที่เคยฉีด เพื่อแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการ
- งดแต่งหน้าจัด ควรแต่งหน้าเบา ๆ หรือเปลือยผิวไปเลย เพราะแพทย์ต้องเช็ดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อก่อนฉีด
- ทานอาหารและน้ำให้พร้อม ไม่ต้องอดอาหาร ควรทานให้อิ่มท้องเพื่อป้องกันการหน้ามืดจากความตื่นเต้นหรือกลัวเข็ม
หลังฉีดฟิลเลอร์ดูแลผิวอย่างไร
เพื่อให้ฟิลเลอร์เซตตัวสวยและคงอยู่ได้นาน โดยส่วนใหญ่คุณหมอจะแนะนำให้ดูแลผิวอย่างเหมาะสมตามข้อปฏิบัติและข้อควรระวังดังต่อไปนี้
- ประคบเย็น 1-2 วันแรก ช่วยลดบวมช้ำ หรือรอยแดงจากเข็ม
- ห้ามกดนวด 1 สัปดาห์ ป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนผิดรูป ทำให้ผลลัพธ์เพี้ยน
- เลี่ยงความร้อน 2 สัปดาห์ งดซาวน่า เลเซอร์ ปิ้งย่าง ป้องกันฟิลเลอร์สลายไว
- งดแอลกอฮอล์-บุหรี่ 3-7 วัน ลดอาการบวม และช่วยให้แผลหายไวขึ้น
- ดื่มน้ำเยอะ ๆ ช่วงสัปดาห์แรก ช่วยให้ฟิลเลอร์ฟูสวยและอยู่ได้นาน
- นอนหงายหมอนสูง 2-3 คืนแรก ป้องกันการกดทับใบหน้าและช่วยลดบวม
- งดของแสลง งดของหมักดอง ของดิบ และรสจัด 1-2 สัปดาห์ ป้องกันการอักเสบ
- งดแต่งหน้า 12 ชม.แรก เว้นการทาครีม/แต่งหน้าบริเวณรอยเข็ม
Note จากคุณหมอ : หากมีอาการปวดให้ทานยาพาราเซตามอล งดยากลุ่มแอสไพริน ไอบูโพรเฟนเพราะจะทำให้ช้ำง่าย และหากผิวมีสีซีด ขาวคล้ำ หรือปวดรุนแรง ให้รีบกลับมาพบหมอทันที
วิธีตรวจสอบฟิลเลอร์แท้ก่อนฉีด
อยากฉีดฟิลเลอร์ให้สวยและป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัว แค่เรายอมเสียเวลานิดหน่อยมาช่วยกันเช็กกล่องผลิตภัณฑ์ก่อนฉีดทุกครั้ง เท่านี้ก็ช่วยลดโอกาสที่เราจะเสี่ยงกับฟิลเลอร์ปลอมได้แล้ว ซึ่งจุดสังเกตเบื้องต้นก็มีตามนี้เลย
- เลขทะเบียน อย. ตรวจสอบได้ผ่าน fda.moph.go.th
- เอกสารกำกับภาษาไทยครบถ้วน
- กล่องปิดสนิท มีซีลพลาสติกใส
- มีรอยประที่ข้างกล่อง
- เลข Lot. ตรงกันทุกจุด
- เลข Serial Number ตรงกับบริษัท
- ชื่อรุ่น และปริมาณชัดเจน
- สติกเกอร์เรียบ ตัวอักษรคมชัด
ฉีดฟิลเลอร์ราคาเท่าไหร่ที่เอเพ็กซ์ คลินิก
เวลาพูดถึงเรื่องราคาฟิลเลอร์ หลายคนน่าจะสงสัว่าต้องเตรียมงบเท่าไหร่ดี จริง ๆ แล้วฟิลเลอร์ที่ใช้กันทั่วไป ราคาจะเกาะกลุ่มกันอยู่ที่หลักหมื่นบาทขึ้นไป ทั้งนี้อาจถูกหรือแพงกว่ากันได้นิดหน่อย ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี เนื้อฟิลเลอร์ ปริมาณ และแบรนด์แต่ละรุ่นที่เหมาะกับปัญหาผิวของเราด้วย
ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ ราคาของเอเพ็กซ์ก็จะประมาณนี้เลย
- Juvederm ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
- Belotero ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
- Definisse Restore ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
- Definisse Core ราคา 25,000 บาท ต่อ 1 CC
- Restylane ราคา 20,000 บาท ต่อ 1 CC
- Restylane (Vital / Vital Light) ราคา 12,900 บาท ต่อ 1 CC
ราคาประเมินอาจแตกต่างกันตามปัญหาของแต่ละบุคคล แนะนำให้ทักสอบถามโปรโมชันล่าสุดและปรึกษาคุณหมออีกครั้งก่อนทำ
สิ่งที่อยากเตือน…ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์
แม้ว่าปัจจุบันหลายคลินิกจะมีบริการที่ดูแลเรื่องความปลอดภัยในการฉีดฟิลเลอร์เป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังมีข้อควรระวังสำคัญที่ไม่ควรละเลยก่อนตัดสินใจที่อยากเน้นย้ำกับทุกคน เช่น
- อย่าเห็นแก่ของถูก : ราคาถูกผิดปกติเสี่ยงเจอของปลอม ยาหิ้ว หรือซิลิโคนเหลว อันตรายถึงขั้นผิวเน่า เป็นก้อน หรือตาบอด
- เช็กชื่อแพทย์ทุกครั้ง : นำชื่อ-นามสกุลไปตรวจสอบที่เว็บไซต์แพทยสภา เพื่อป้องกันหมอปลอมที่ขาดความรู้ด้านกายวิภาค
- เผื่อเวลาให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัว : หลังทำอาจบวมช้ำ 3-7 วัน ควรเผื่อเวลาก่อนวันงานสำคัญอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
- ห้ามซื้อฟิลเลอร์เองออนไลน์ : เสี่ยงเจอของปลอมหรือยาเสื่อมสภาพจากการขนส่ง ฉีดแล้วละลายไม่ได้และเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง
- อย่าคาดหวังผลลัพธ์ตามอินฟลู ฯ : โครงสร้างหน้าและผิวของแต่ละคนต่างกัน ควรให้แพทย์ประเมินผลลัพธ์ที่เข้ากับหน้าเรา
สรุป
การฉีดฟิลเลอร์ (HA) เป็นการเติมเต็มและปรับภาพรวมของใบหน้า ซึ่งเคสที่เข้ามาปรึกษาก็จะเหมาะกับฟิลเลอร์ต่างกันไป ทั้งฟิลเลอร์เนื้อแข็ง เนื้อกลาง ๆ ทั่วไป หรือฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม ก่อนฉีดคนไข้ต้องงดแอลกอฮอล์และยาที่ทำให้ช้ำง่าย และหลังฉีดเสร็จต้องดื่มน้ำมาก ๆ ห้ามกดนวด เลี่ยงความร้อน 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันฟิลเลอร์เคลื่อนผิดรูป ที่สำคัญควรรับการประเมินจากคุณหมอก่อนทุกครั้ง จะได้สวยได้แบบไม่ต้องฉีดสลายในอนาคต







