CoolSculpting คือการลดไขมันด้วยความเย็น สำหรับคนที่ตั้งใจลดหุ่นแทบตายแต่พุงหมาน้อย เหนียง หรือต้นขาก็ยังไม่ยอมหาย ซึ่งถ้าใครกำลังสนใจว่าเครื่องนี้จะช่วยให้กลับมาหุ่นดีได้จริงไหม วันนี้เราจะพาทุกคนไปหาคำตอบ ตั้งแต่กลไกการทำงาน ข้อดี พร้อมกางพิกัดว่าทำจุดไหนได้บ้าง เพื่อให้เช็กกันไปเลยว่าหุ่นแบบเราเหมาะกับเครื่องนี้จริงหรือเปล่า
Coolsculpting คืออะไร
Coolsculpting คือเครื่องลดไขมันสะสม ด้วยกระบวนการ Cryolipolysis นำเข้าโดย Allergan Aesthetics ซึ่งใช้ความเย็นจัดในระดับอุณหภูมิติดลบประมาณ -11 องศาเซลเซียส ทำให้เซลล์ไขมันตายลง เหมาะกับคนที่มีปัญหาไขมันส่วนเกินที่ลดยาก โดยลดการสะสมของไขมันประมาณ 27% หลังผ่านไป 6 เดือน จากข้อมูลของทางผู้ผลิตเอง
Coolsculpting ทำงานอย่างไร
CoolSculpting ลดไขมันด้วยกระบวนการ Cryolipolysis หรือการใช้ความเย็นจัดแช่แข็งเซลล์ไขมันให้ตายลง โดยมีกลไกการทำงาน ดังนี้
- ส่งความเย็นเจาะจงชั้นไขมัน : หัวสุญญากาศ (Vacuum) จะดึงก้อนไขมันขึ้นมา พร้อมปล่อยความเย็นลงลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนังโดยเฉพาะ
- เซลล์ไขมันตกผลึกและสลายตัว : ความเย็นจัดจะทำให้ไขมันจับตัวเป็นผลึกแข็ง ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์ไขมันฝ่อและตายลงตามธรรมชาติ
- เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์ไขมัน : เมื่อเซลล์ไขมันตาย ภูมิคุ้มกันจะส่งเม็ดเลือดขาว เข้ามาย่อยสลายและเก็บซากเซลล์ไขมัน ก่อนส่งต่อไปยังระบบน้ำเหลือง
- ขับไขมันออกจากร่างกาย : ร่างกายขับไขมันออกจากร่างกายผ่านระบบขับถ่ายตามธรรมชาติ ส่งผลให้ชั้นไขมันบริเวณที่ทำบางลง
Coolsculpting ต่างจากการลดไขมันทั่วไปอย่างไร
ความแตกต่างคือ CoolSculpting จะเข้าไปแช่แข็งเพื่อลดจำนวนเซลล์ไขมันให้ตายและขับทิ้งไป ขณะที่การลดน้ำหนักหรือคุมอาหารทั่วไป เป็นเพียงการทำให้ขนาดของเซลล์ไขมันเดิมหดเล็กลง แต่จำนวนเซลล์ยังอยู่เท่าเดิม แต่ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของไขมันก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมด้วย
ข้อดีของ Coolsculpting
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ CoolSculpting ในการลดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด มีข้อดีหลัก ๆ ดังนี้
- ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้เข็ม
- สัดส่วนค่อย ๆ ลดลง ดูเป็นธรรมชาติ
- ช่วยกำจัดไขมันใต้ผิวหนัง ณ บริเวณที่ทำ
- ใช้เวลาทำน้อยและไม่ต้องพักฟื้นนาน
- มีเทคโนโลยี Freeze Detect ช่วยควบคุมอุณหภูมิ
- เลือกใช้หัวให้เหมาะสมกับสรีระเฉพาะจุดได้
Coolsculpting ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง
CoolSculpting สามารถทำได้เกือบทุกจุดทั่วร่างกายที่มีปัญหาไขมันดื้อลดเนื้อยาก โดยบริเวณที่เคสส่วนใหญ่มักเข้ามาทำก็จะมีหลัก ๆ มีดังนี้
- ใต้คางและใต้ขอบกราม : ช่วยลดปัญหาคางสองชั้น และหน้าให้คมชัดขึ้น
- หน้าท้อง : ทั้งหน้าท้องส่วนบนและส่วนล่าง เป็นจุดที่ทำเพื่อการดูแลรูปร่าง
- เอวและข้างลำตัว : ช่วยสร้างส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายให้สมส่วนมากขึ้น
- ต้นขา : ทำได้ทั้งต้นขาด้านในและต้นขาด้านนอก ช่วยปรับสัดส่วนส่วนล่าง
- แผ่นหลัง : บริเวณไขมันใต้แถบเสื้อชั้นในหรือไขมันบริเวณสะบัก
- ต้นแขน : ช่วยลดความหย่อนคล้อยและไขมันส่วนเกินบริเวณท้องแขน
- ก้น : ไขมันส่วนเกินบริเวณใต้แก้มก้น หรือที่เรียกว่าบานาน่าโรล
- หน้าอก (ในผู้ชาย) : ช่วยลดเนื้อนมที่เกิดจากไขมันสะสมในผู้ชาย
- นมน้อย : ลดก้อนไขมันส่วนเกินที่ปลิ้นออกมาระหว่างหน้าอกกับรักแร้
ในบางเคสอาจเลือกทำเพียงจุดเดียวเพื่อแก้ไขเฉพาะจุด หรือทำควบคู่กันหลายจุดทั่วร่างกายเพื่อปรับสัดส่วน ซึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละคนอีกครั้ง
Coolsculpting มีกี่หัว ต่างกันอย่างไร
หัวของ Coolsculpting (แอปพลิเคเตอร์) ถูกพัฒนาให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถแนบสนิทกับสรีระเฉพาะจุดที่มีความโค้งเว้าแตกต่างกันได้ ดังนี้
| ชื่อหัว | ลักษณะของหัวเครื่อง | บริเวณที่นิยมใช้ |
|---|---|---|
| CoolMini | หัวขนาดเล็ก ออกแบบมาเพื่อพื้นที่แคบและโค้ง |
|
| CoolAdvantage Petite | ขนาดเล็กกว่ารุ่นมาตรฐาน ออกแบบมาเพื่อรับสรีระที่เล็กลง |
|
| CoolAdvantage | หัวขนาดมาตรฐานที่เป็นที่นิยม ให้ความเย็นครอบคลุมหลายตำแหน่ง |
|
| CoolAdvantage Plus | หัวขนาดใหญ่ สำหรับพื้นที่กว้าง |
|
| CoolSmooth Pro | หัวแบนราบ ใช้การวางนาบผิว |
|
*รายละเอียดของหัวและบริเวณที่เหมาะสมอาจต่างกันไปตามรุ่นของเครื่อง
Coolsculpting มีกี่รุ่น
เครื่องที่เป็นลิขสิทธิ์จากบริษัท Allergan Aesthetics หากแบ่งตามเจเนอเรชันหลัก ๆ ของตัวเครื่อง จะมี 2 รุ่น ได้แก่
CoolSculpting รุ่นเดิม
เป็นตัวเครื่องเจเนอเรชันแรกที่ใช้หัวเครื่อง (Applicator) ดีไซน์รูปตัวยู ซึ่งใช้เวลาในการรักษาประมาณ 35–60 นาทีต่อจุด โดยสามารถหนีบจับสลายไขมันด้วยความเย็นได้ครั้งละ 1 หัวเครื่องต่อการทำงานของตัวเครื่องหนึ่งเครื่อง
CoolSculpting Elite
CoolSculpting Elite เป็นรุ่นที่ได้รับการพัฒนาหัวเครื่องใหม่ให้โค้งรับสรีระได้ดีขึ้นและเพิ่มพื้นที่สัมผัสความเย็นได้มากขึ้น อีกทั้งยังออกแบบมาให้มีหัวเครื่องคู่ (Dual Applicators) ทำให้สามารถรักษาพร้อมกันได้ถึง 2 จุด ช่วยประหยัดเวลาทำหัตถการลงได้ค่อนข้างมาก
ทำ Coolsculpting กี่ครั้งเห็นผล อยู่ได้นานไหม
การทำ Coolsculpting ส่วนใหญ่จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนตั้งแต่การทำเพียง 1 ครั้งในบริเวณนั้น ๆ โดยไขมันจะค่อย ๆ สลายตัวออกไปตามธรรมชาติและเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดขึ้นในช่วง 1-3 เดือน ซึ่งหลังจากทำแล้วก็สามารถมาทำซ้ำได้ตามคำแนะนำ
Coolsculpting ทำแล้วมีแผลเหมือนดูดไขมันไหม
การทำ Coolsculpting ไม่มีแผลกรีดหรือรอยเย็บเหมือนการดูดไขมัน เพราะจะใช้หัวเครื่องส่งความเย็นระดับติดลบผ่านผิวหนัง โดยไม่ต้องใช้เข็มหรือมีดผ่าตัดเลย หลังจากทำเสร็จ ผิวบริเวณนั้นอาจจะมีแค่รอยแดง รอยช้ำ หรือความรู้สึกระบมคล้ายตอนที่เราไปออกกำลังกายหนัก ๆ (ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส)
Coolsculpting เหมาะกับใคร
ถ้ากำลังสงสัยว่าตัวเองเหมาะกับการทำ CoolSculpting ไหม ลองเช็กลิสต์เหล่านี้ดู เพราะตอบโจทย์กลุ่มคนที่มีปัญหา ดังนี้
- ผู้ที่มีก้อนไขมันส่วนเกินในบริเวณต่าง ๆ เช่น หน้าท้อง เอว หรือต้นขา
- ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ เพราะไม่ใช่การลดน้ำหนักเพื่อรักษาโรคอ้วน
- ผู้ที่กังวลเรื่องการวางยาสลบ หรือไม่มีเวลาพักฟื้นหลังทำ Coolsculpting
- ผู้ที่ต้องการให้สัดส่วนดูเล็กลงอย่างดูเป็นธรรมชาติ ตามกลไกของร่างกาย
- ผู้ที่มีความยืดหยุ่นของผิวหนังในระดับที่ดี ช่วยให้ผิวหนังไม่หย่อนคล้อยเกินไป
Coolsculpting ไม่เหมาะกับใคร
เนื่องจาก Coolsculpting เป็นการใช้ความเย็นจัดระดับติดลบ จึงมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ไม่แนะนำให้ทำ หรือต้องหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับความเย็น เช่น โรคแพ้ความเย็น
- สตรีมีครรภ์หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตร (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บริการ)
- ผู้ที่มีแผลสดหรือผิวหนังอักเสบ ไม่ควรมีแผล เปิด ผื่นคัน หรือการติดเชื้อ
- ผู้ที่มีภาวะไส้เลื่อน โดยเฉพาะในบริเวณที่ต้องการทำ เช่น หน้าท้อง
- ผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดในบริเวณที่จะทำ ควรเว้นให้แผลผ่าตัดหายสนิทก่อน
- ผู้ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ
- ผู้ที่มีความคาดหวังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น ใช้เพื่อลดน้ำหนัก
หลังทำ Coolsculpting มีผลข้างเคียงไหม
หลายคนมักจะกังวลเรื่องผลข้างเคียงกันเยอะ ซึ่งปกติจากหลาย ๆ เคส การลดไขมันวิธีนี้จะไม่ได้มีผลข้างเคียงอันตราย แต่เนื่องจากเป็นการใช้ความเย็นจัดระดับติดลบไปแช่แข็งไขมัน ร่างกายจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองบางอย่างเกิดขึ้น เช่น
| ระยะเวลา | อาการที่พบได้ | การดูแลตัวเองเบื้องต้น |
|---|---|---|
| ทันทีหลังทำ | ผิวแดง เย็นจัด ผิวเป็นก้อนแข็งชั่วคราว | เจ้าหน้าที่จะนวดคลายชั้นไขมันให้ อาการจะดีขึ้นประมาณไม่กี่ชั่วโมง |
| 1 – 2 สัปดาห์แรก | ระบม ตึงผิว (คล้ายปวดกล้ามเนื้อ), มีรอยช้ำ, คันหรือเสียวแปล๊บใต้ผิว | ทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลได้ และแนะนำให้สวมเสื้อผ้าหลวม ๆ |
| 3 – 4 สัปดาห์ขึ้นไป | อาการระบมหายสนิท แต่อาจยังรู้สึกชาผิวอ่อน ๆ หลงเหลืออยู่ | ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยเร่งการขับถ่ายเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกจากร่างกาย |
ซึ่งเคสไหนถ้าทำ Coolsculpting ไปแล้วมีอาการปวดรุนแรงขึ้นจนทนไม่ไหว ผิวหนังพุพองเป็นตุ่มน้ำคล้ายโดนหิมะกัด หรือผ่านไปหลายเดือนแล้วผิวหนังผิดปกติ ควรรีบกลับมาเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดทันที
ก่อนทำ Coolsculpting เตรียมตัวอย่างไร
การเตรียมตัวก่อนทำ Coolsculpting ไม่ยุ่งยากเลย แค่เคลียร์ร่างกายให้พร้อมและเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะ เพื่อให้ตอนทำและหลังทำสบายตัว ดังนี้
- แจ้งประวัติสุขภาพอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติการแพ้ความเย็น หรือการผ่าตัด
- ปรึกษาและประเมินสรีระกับผู้ให้บริการ เพื่อวางแผนและเลือกหัวให้เหมาะสม
- เข้ารับบริการในวันที่ร่างกายปกติ ไม่มีไข้ หรือไม่มีอาการอักเสบของผิวหนัง
- แนะนำให้ใส่ชุดที่หลวมสบาย เพื่อความสะดวกในการติดหัวเครื่องมือ
- ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร แต่ควรหลีกเลี่ยงมื้อหนักที่ทำให้แน่นท้อง
- เตรียมความพร้อมด้านเวลา เผื่อเวลาสำหรับการนวดหลังทำ Coolsculpting
ขั้นตอนการทำ Coolsculpting
ขั้นตอนการทำ Coolsculpting ถ้าทำจุดเล็ก ๆ อย่างเหนียงจะใช้เวลาประมาณ 35 นาที แต่ถ้าเป็นจุดใหญ่ที่เนื้อเยอะหน่อยอย่างหน้าท้องหรือต้นขา อาจจะขยับไปที่ 45 นาทีต่อจุด โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้
- ตรวจประเมิน วัดความหนาไขมัน วาดจุดทำหัตถการ และออกแบบแผนร่วมกัน
- แปะแผ่นเจลป้องกัน วางแผ่นเจลลดอุณหภูมิ เพื่อเซฟผิวชั้นบนไม่ให้เบิร์นเย็น
- ติดหัวเครื่องแช่แข็ง เครื่องจะดูดและปล่อยความเย็นจัด ช่วงแรกจะตึงและเย็นจัดจนชา
- นอนรอเครื่องทำงาน ใช้เวลาประมาณ 35-45 นาทีต่อจุด ขึ้นอยู่กับว่าทำจุดไหน
- ถอดเครื่องแล้วนวด โดยนวดทันที 2 นาที เพื่อให้เซลล์ไขมันแตกตัวและสลายได้ดีขึ้น
การดูแลตัวเองหลังทำ Coolsculpting
เคล็ดลับหลังจากทำ Coolsculpting ไปแล้ว แนะนำให้ดูแลตัวเองตามนี้ เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ดังนี้
- นวดคลึงเบา ๆ บริเวณที่ทำช่วง 2-3 วันแรก เพื่อช่วยเร่งการกำจัดเซลล์ไขมัน
- ดื่มน้ำให้เยอะขึ้น เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่ายเซลล์ไขมันตามธรรมชาติ
- คุมอาหาร-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อบล็อกไขมันใหม่และคงสัดส่วน
- งดชุดรัดแน่น 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อลดการเสียดสีและลดอาการระบมผิว
- เลี่ยงซาวน่าหรือน้ำอุ่นจัดใน 1-2 วันแรก หากผิวยังมีรอยบวมแดง
- ติดตามผลตามนัด เข้าประเมินสัดส่วนกับผู้ให้บริการเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง (ถ้ามี)
รีวิว Coolsculpting เคสตัวอย่าง
รีวิว Coolsculpting เคสที่ 1 : ไขมันสะสมบริเวณท้องแขน
มีปัญหาไขมันสะสมบริเวณท้องแขน (Upper Arm) ที่หย่อนคล้อยเป็นถุงกาแฟ ทำให้แขนดูใหญ่ ซึ่งพอติดตามในสัปดาห์ที่ 4 ไขมันจะลดลงเล็กน้อย ในขณะที่สัปดาห์ที่ 8 จะเห็นว่าท้องแขนที่เคยห้อยย้อยหดกระชับและดูลีนขึ้น
รีวิว Coolsculpting เคสที่ 2 : มีไขมันส่วนเกิน Bra Fat และขอบเอว
มีปัญหาไขมันส่วนเกินบริเวณขอบชุดชั้นใน (Bra Fat) และเนื้อปลิ้นขอบเอว (Love Handles) ที่ทำให้เวลาใส่เสื้อรัดรูปหรือสปอร์ตบราแล้วดูไม่มั่นใจ ซึ่งหลังทำไปแล้วในสัปดาห์ที่ 8 จะเห็นว่าห่วงยางรอบเอวและเนื้อปลิ้นใต้บราลดลง
รีวิว Coolsculpting เคสที่ 3 : ไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง
มีชั้นไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ที่พองยื่นออกมาจนทำให้พุงดูป่องและหาเสื้อผ้าใส่เพื่ออำพรางหุ่นได้ยาก ซึ่งหลังทำไปในสัปดาห์ที่ 8 หน้าท้องหนา ๆ ดูยุบลง หุ่นดูสมส่วนขึ้น
Coolsculpting ราคาเท่าไหร่
โปรแกรม Coolsculpting ในบ้านเราส่วนใหญ่จะคิดราคาเป็นรายหนีบ (รายจุด/แอปพลิเคเตอร์) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8,000 ถึง 15,000 บาทต่อจุด ถ้าเป็นพื้นที่ใหญ่ ๆ อย่างหน้าท้องหรือสะโพก ค่าใช้จ่ายโดยรวมก็อาจจะขยับขึ้นไป ซึ่งโดยทั่วไปทางคลินิกมักจะมีแพ็กเกจเหมาหลายจุดให้
หมายเหตุ : ข้อมูลราคาดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น แนะนำให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ เพื่อประเมินและเช็กราคาที่แน่นอนก่อนเข้ารับบริการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Coolsculpting
Coolsculpting ต้องทํากี่ครั้ง
ส่วนใหญ่ทำแค่ครั้งเดียวก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่จะได้สัดส่วนตามใจคิดไหม หรือต้องซ้ำอีกรอบ อันนี้ขึ้นอยู่กับความหนาของก้อนไขมันดั้งเดิม และเป้าหมายของแต่ละคนตอนที่ประเมิน
Coolsculpting ใช้เวลากี่วันถึงจะเห็นผล
สัดส่วนจะไม่ได้ยุบฮวบทันทีหลังทำ ร่างกายต้องใช้เวลาเคลียร์เซลล์ไขมันที่ตายแล้ว โดยจะเริ่มสังเกตเห็นว่าเนื้อนิ่มลงและสัดส่วนเริ่มเปลี่ยนในช่วง 3-4 สัปดาห์แรก และจะเห็นผลลัพธ์เต็มที่ประมาณ 3 เดือน
Coolsculpting หน้าท้อง กี่หนีบ
หน้าท้องแต่ละคนกว้างยาวไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยทั่วไปจะเริ่มที่ประมาณ 2-4 จุดขึ้นไป ใครที่มีแค่พุงหมาน้อยใต้สะดือก็อาจจะใช้น้อยหน่อย แต่ถ้าอยากเก็บเนื้อหน้าท้องทั้งแผงรวมถึงรอบเอวด้วย ก็ต้องเพิ่มตามสรีระจริง
ทำ Coolsculpting เหนียงได้ไหม
สามารถทำได้โดยใช้หัวเครื่องมือรุ่น CoolMini ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก เพื่อช่วยปรับกรอบหน้าและลดการสะสมของไขมันบริเวณใต้คางได้
Coolsculpting ลดไขมันช่องท้องได้ไหม
เครื่องนี้ทำได้แค่หนีบก้อนไขมันนิ่ม ๆ ในชั้นใต้ผิวหนังเท่านั้น ส่วนไขมันช่องท้องที่อยู่ลึกไปเกาะตามอวัยวะภายใน (ที่ทำให้พุงดูกลมแข็ง) ความเย็นอาจลงไปไม่ถึง
สรุป
CoolSculpting คือการลดไขมันด้วยความเย็นจัด เช่น หน้าท้อง หรือเหนียง โดยเคสทั่วไปหลังทำจะมีแค่อาการระบมหรือช้ำคล้ายเพิ่งออกกำลังกายหนัก ไม่ต้องพักฟื้น และจะเริ่มเห็นสัดส่วนลดลงเต็มที่ประมาณ 1 ถึง 3 เดือน เหมาะกับคนที่มีไขมันดื้อลดยากแต่มีน้ำหนักปกติ ซึ่งผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย








