ตอบคำถามคาใจเกี่ยวกับการร้อยไหม

ร้อยไหมยกหน้าคืออะไร? ร้อยไหมมีกี่แบบ? เห็นผลแค่ไหน? แล้วไหมอิตาลี แบบที่โอ๋ ภัคจีรา ร้อยแตกต่างจากไหมชนิดอื่นยังไง?

ร้อยไหม

หลักฐานการรักสวยรักงามของมนุษย์นั้น มีปรากฏมาตั้งแต่สมัยยุคอียิปต์โบราณ หรือราว ๆ สามพันกว่าปีก่อนคริสตกาลเสียอีก โดยนักโบราณคดีได้ค้นพบว่ามัมมี่หลาย ๆ ร่างนั้น (ทั้งหญิงและชาย) มีสิ่งแปลกปลอมฝังอยู่ในร่างกายตั้งแต่ช่วงยังมีชีวิตอยู่ ยกตัวอย่างเช่น พระนางเนเฟอร์ตีติที่พบว่ามีกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ฝังตรงสันจมูกเพื่อทำให้จมูกโด่งขึ้นมา เป็นต้น ซึ่งสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปฝังอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ในร่างกาย มีตั้งแต่กระดูกสัตว์ขนาดเล็ก หินทรายที่ถูกเหลาจนเป็นแท่งยาวคล้ายกับซิลีโคลนในปัจจุบันนั่นเองค่ะ และไม่ใช่เพียงเท่านั้นนะคะ ยังมีการคิดทำสารพัดเครื่องสำอางบำรุงผิวขึ้นมาใช้ด้วยเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นยุคริเริ่มของการยกระดับความงามเลยก็ว่าได้

ที่เกริ่นย้อนกลับไปถึงหลายพันปีในข้างต้นนั้น เพราะอยากจะสื่อว่าคนเราเริ่มรักสวยรักงามกันมานานแล้ว จึงไม่แปลกที่ในปัจจุบันจะมีนวัตกรรมความงามเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยมุ่งเน้นการช่วยชะลอวัยเสียส่วนใหญ่ ทั้งลดเลือนริ้วรอย ดึงผิวหน้า กำจัดส่วนเกินที่เป็นไปตามวัย ซึ่งในบทความนี้อยากจะขอกล่าวถึงหัตถการหนึ่งที่ยังคงได้รับความนิยมและพูดถึงอยู่เสมอ นั่นก็คือ ‘การร้อยไหม

ร้อยไหม ยกกระชับ

โดยส่วนมากตามคลินิคความงามจะใช้เส้นไหมที่นำเข้าจากประเทศเกาหลี จนคนเรียกติดปากว่าไหมเกาหลี แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ในวงการร้อยไหมมีการพัฒนาเส้นไหมสำหรับการยกกระชับผิวขึ้นใหม่ล่าสุด ส่งตรงจากประเทศอิตาลี จึงถูกเรียกว่า การร้อยไหมอิตาลี (Italian Thread Lift) เลยขออนุญาตหยิบยกเรื่องการร้อยไหมขึ้นมาพูดถึงอีกสักครั้ง เพื่อเป็นการทบทวนและอัพเดตเทรนด์ความสวยอย่างปลอดภัยกันค่ะ

เทคนิคการร้อยไหมถูกพัฒนาเรื่อยมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้วค่ะ เผลอ ๆ คงเกือบ 20 ปี หรือมากกว่านั้นไปแล้วก็ได้ การร้อยไหมถูกคิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย จากแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะดึงผิวหน้าให้กระชับได้โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นนาน ซึ่งเหตุที่ทำให้การร้อยไหมกลายมาเป็นที่นิยมคือ เจ็บน้อย เห็นผลไว ไม่ต้องพักฟื้นนาน เมื่อร้อยเข้าไปแล้วจะช่วยยกกระชับผิว ลดความหย่อนคล้อย กระตุ้นคอลลาเจน ปรับกรอบหน้าให้เรียวชัดทันใจ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ เหล่านี้ การร้อยไหมเพื่อยกกระชับจึงได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ร้อยไหม

การร้อยไหมในยุคแรก

ยุคเริ่มแรกของการร้อยไหมเกิดจากการนำไหมสำหรับเย็บแผลผ่าตัดหัวใจ มาประยุกต์ใช้เพื่อร้อยยกกระชับใบหน้า ซึ่งไหมเย็บแผลในช่วงนั้นมีลักษณะคล้ายก้างปลา (Aptos) เป็นเงี่ยงยื่นออกมาทำให้สามารถเกี่ยวรั้งผิวบริเวณที่ร้อยไหมผ่านเข้าไป ทำให้เกิดการยกกระชับผิวตามมา แต่เพราะเป็นยุคที่เพิ่งเริ่มต้นของเทคนิคการร้อยไหม ในช่วงแรกจึงเป็นเพียงการร้อยเข้าไปใต้ชั้นผิวเพียงตื้น ๆ เท่านั้น ผลที่ตามมาจึงเกิดอาการที่เรียกว่าไหมโผล่หรือไหมหลุดอย่างที่เคยได้ยินกันนั้นเองค่ะ

ร้อยไหม ยกกระชับ

หลักการทำงานของการร้อยไหม

หลักการทำงานก็ง่าย ๆ เลยค่ะ เส้นไหมจะถูกเรียงร้อยเข้าไปใต้ผิวหนังชั้นไขมันเป็นโครงตาข่าย เพื่อให้หน้ายกขึ้น และบริเวณผิวที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นส่งผลไปถึงการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่พันรอบแนวเส้นไหมเอาไว้ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเรื่อย ๆ จนผิวดูเต่งตึงอยู่ในระยะเวลาหนึ่ง (ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมด้วย) ด้วยเหตุนี้การร้อยไหมครั้งหนึ่งจะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 20-50 เส้น

วัสดุที่ใช้ผลิตเส้นไหม 

ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน (รวมไหมอิตาลีแล้ว) มีทั้งหมด 4 วัสดุ ซึ่งคุณสมบัติและความคงทนจะแตกต่างกันไปดังนี้ค่ะ

  1. PDO (Polydioxanone) คือวัสดุที่ใช้ผลิตเส้นไหมซึ่งใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดหัวใจ จึงแทบจะไม่มีผลข้างเคียง สลายตัวใน 6-8 เดือน ล็อคความสวยได้ยาวนานถึง 2 ปี
  2. PLLA (Poly-L-Lactic Acid) มีความยืดหยุ่น แข็งแรงกว่า กระตุ้นคอลลาเจนได้ดีกว่า PDO สลายไปใน 14-18 เดือน ล็อคความสวยได้ยาวนานถึง 5 ปี
  3. PCL (Polycaprolactone) มีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรงกว่า PDO และ PLLA มีคุณสมบัติของการอุ้มน้ำได้ดี จึงไม่เปราะแตกง่าย ยึดเกาะผิวได้ดี สลายตัวใน 16-24 เดือน ล็อคความสวยได้ยาวนานมากกว่า 5 ปี
  4. Poly (L-Lactide-co-Caprolactone) หรือเรียกอย่างย่อว่า P (LA-CL) เป็นการผสมผสานกันระหว่าง PLLA และ PCL โดยดึงจุดเด่นจากทั้ง 2 วัสดุ ในอัตราส่วนเฉพาะมาผลิตเป็นเส้นไหม ซึ่งวัสดุ PLLA จะมีจุดเด่นในเรื่องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ส่วน PCL จะเด่นเรื่องการคงอยู่ของเส้นไหมนานสูงสุดในกลุ่มไหมละลาย จึงมีคุณสมบัติที่ทั้งยืดหยุ่นกว่า แข็งแรงกว่า อุ้มน้ำได้ดีกว่า และกระตุ้นคอลลาเจนได้ดีกว่าวัสดุอีก 3 แบบด้านบน จะเรียกว่าเป็นวัสดุที่ดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ไม่ผิดนัก ซึ่งวัสดุ P (LA-CL) นี้ คือวัสดุที่ใช้ผลิตเส้นไหมอิตาลีนั่นเองค่ะ
ประเภทและลักษณะของเส้นไหม

ไหมที่ใช้ในการยกกระชับผิว มี 2 ประเภท คือ ไหมถาวรและไหมละลาย

  • ไหมถาวร ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะว่าถือเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปเพิ่มเติม เมื่ออยู่ใต้ชั้นผิวหนังนานเกินไปอาจส่งผลถึงอาการแพ้ บวมแดง หรืออาการอื่น ๆ ได้ในระยะยาวค่ะ
  • ไหมละลาย เป็นประเภทไหมที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะจะสลายไปตามระยะเวลา ไม่ตกค้างในร่างกาย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งไหมละลายทุกชนิดถือว่ามีความปลอดภัยสูงมากค่ะ

รูปทรงลักษณะของเส้นไหม ตั้งแต่ยุคริเริ่มจนถึงปัจจุบันนี้ มีทั้งหมด 4 แบบ (อาจมีเพิ่มเติมได้อีกตามการปรับเปลี่ยนพัฒนาในอนาคต)

  1. ไหมเรียบ (Mono) เป็นเส้นเรียบตรง โดยการนำมาร้อยเข้าไปใต้ผิวหนังต้องใช้เส้นไหมจำนวนมาก ร้อยในลักษณะเป็นตาข่ายเข้าไปโอบอุ้มผิวบริเวณที่ต้องการยกกระชับ ซึ่งการร้อยไหมเรียบนี้ มีจุดประสงค์ในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนมากกว่ายกกระชับผิว จึงทำให้เห็นผลลัพธ์เมื่อผ่านไปแล้ว 1 เดือน
  2. ไหมเงี่ยง (Brab) หรือหนาม (Cog) หรือที่ชอบเรียกกันว่าไหมล็อค เป็นเส้นไหมที่ถูกเลเซอร์กรีดให้เกิดเป็นเงี่ยงยื่นออกมา ทำให้สามารถเกี่ยวดึงผิวให้ตึงขึ้นได้มากกว่าแบบเรียบ บริเวณผิวที่ถูกร้อยเข้าไปจึงถูกรั้งขึ้นได้มากกว่า และเงี่ยงที่ยื่นออกมานั้นจะสัมผัสโดนผิวได้มากกว่าเช่นกัน เลยส่งผลถึงการกระตุ้นคอลลาเจนได้ดีมาก เหมาะสำหรับการยกกระชับผิวในทุกบริเวณที่ต้องการ สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำ และจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากผ่านไปแล้ว 3 เดือน
  3. ไหมเกลียว (Cavern Thread) คือการนำไหมเรียบมาพันรอบปลายเข็มนำไหม เมื่อร้อยเข้าไปและดึงเข็มออกมาเส้นไหมที่ถูกร้อยเข้าไปจะมีลักษณะเป็นเกลียว ทำให้เส้นไหมเกิดการยึดเกาะกับชั้นผิวได้ดีขึ้น ด้วยลักษณะเกลียว ๆ นี้ เลยทำให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนเพิ่มได้เกือบห้าเท่าเลยทีเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาบริเวณรอบดวงตา รวมถึงหางคิ้วที่ตกก็ช่วยได้นะคะ เห็นผลลัพธ์ได้ทันหลังทำเช่นเดียวกับไหมเงี่ยงค่ะ
  4. ไหมกรวย (Silhouette Soft) เป็นเส้นไหมที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา บนเส้นไหมจะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ หน้าตาคล้ายกรวย จึงถูกเรียกว่าไหมกรวย ไหมชนิดนี้เลยมีขนาดเส้นที่หนาขึ้นมาเล็กน้อย ช่วยในเรื่องการยกกระชับได้ดี เพิ่มการกระตุ้นคอลลาเจน สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังร้อยเสร็จ เช่นเดียวกับไหมเงี่ยงและไหมเกลียวนะคะ
เทคนิคการร้อยไหมที่นิยม

ในปัจจุบันเทคนิคการร้อยไหมที่นิยมมีด้วยกัน 2 (+1) เทคนิคค่ะ

  1. การร้อยไหมเรียบ โดยจะใช้ไหมเรียบเส้นเล็ก ๆ จำนวนมาก เรียงร้อยเข้าไปเป็นลักษณะตาข่ายให้โอบอุ้มชั้นผิว เน้นไปที่การกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนเพื่อเติมเต็มร่องรอยแห่งวัย ผิวจึงดูเต่งตึงและยกกระชับขึ้นตามลำดับ
  2. การร้อยไหมเงี่ยง จำนวนหลายเส้น (ไม่มากเท่าเทคนิคแรก) เข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อให้ดึงรั้งผิว ช่วยในการยกกระชับโดยตรง ทำให้กรอบหน้าชัดเจนขึ้นได้ทันทีหลังร้อยไหมเสร็จ
  3. เทคนิค +1 ก็คือ การร้อยไหมด้วยไหมอิตาลีค่ะ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในวงการร้อยไหมยกกระชับตอนนี้ และต้องใช้เทคนิคเฉพาะในการร้อย แพทย์ที่ร้อยไหมอิตาลีจึงต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการเทรนร้อยไหมอิตาลีมาโดยเฉพาะ การร้อยไหมอิตาลีแบบ โอ๋ ภัคจีรา ยังเพิ่มความมั่นใจไปอีกขั้นด้วยการ ได้รับขึ้นทะเบียนรับรองจาก อย. ของไทยว่าเป็นเส้นไหมสำหรับการยกกระชับผิวโดยเฉพาะหนึ่งเดียวในไทยตอนนี้

ร้อยไหม ร้อยไหม

การร้อยไหมเหมาะกับใครบ้าง

การร้อยไหมสามารถทำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ไม่ได้เหมาะกับใบหน้าทุกรูปแบบ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ประกอบกันด้วยนะคะ โดยลักษณะใบหน้าที่แพทย์แนะนำให้ทำการร้อยไหม คือผู้ที่มีริ้วรอยและการหย่อนคล้อยไม่มากนัก ช่วงอายุที่เหมาะสมคือตั้งแต่ 35-60 ปีค่ะ ถ้าอายุน้อยกว่านั้น การเลือกร้อยไหมอาจจะยังไม่ค่อยคุ้มนัก

ร้อยไหมปลอดภัยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่ร้อยว่าเป็นไหมประเภทไหน ซึ่งไหมละลายกลายเป็นที่นิยมในการนำมาร้อยยกกระชับหน้าเพราะมีความปลอดภัยสูง

ทั้งนี้การค้นหาข้อมูลในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ดังนั้นก่อนเลือกทำอะไรเกี่ยวกับร่างกายของตัวเองสักอย่างต้องศึกษาให้มาก ๆ ค่ะ หาข้อมูลเปรียบเทียบให้พร้อม เพราะในแวดวงการเสริมความงาม มีคลินิคเกิดขึ้นมากมายหลายร้อยพัน แพทย์เองก็มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป อันดับแรกเราควรจะมองหาคลินิคเสริมความงามดี ๆ สักแห่ง ดูจากรางวัลการันตีก็ได้ค่ะ เพราะรางวัลเหล่านั้นสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากกว่าครึ่งในเรื่องของคุณภาพ ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ และความเชี่ยวชาญของแพทย์อยู่แล้วค่ะ

รอยบุ๋ม รอยนูน ที่เกิดหลังจากร้อยไหมคืออะไร

ทั้งสองสาเหตุนี้เกิดจากแพทย์มีความเชี่ยวชาญไม่พอ ซึ่งจะไปโยงกับข้อด้านบนที่ว่าทำไมเราถึงต้องศึกษาข้อมูลก่อนทำให้รอบคอบ

  • รอยบุ๋ม เกิดจากการที่แพทย์อาจดึงเส้นไหมตึงเกินไปในขณะที่ร้อย ผิวที่ถูกดึงตึงมาก ๆ จึงบุ๋มลงไปจนเป็นร่อง และเสี่ยงต่อการทำให้เส้นไหมขาดง่ายเวลาขยับกล้ามเนื้อบนในหน้าแรงเกินไปด้วย 
  • รอยนูน เกิดจากการที่แพทย์ร้อยไหมเข้าไปใต้ผิวหนังตื้นเกิน ปกติแล้วการร้อยไหมจะต้องร้อยเข้าไปใต้ชั้นไขมันซึ่งเป็นที่อยู่ของคอลลาเจน เมื่อแพทย์ร้อยตื้นเกินไปจึงทำให้เห็นเส้นไหมนูนออกมา หรือบางทีอาจจะทำให้ไหมโผล่ออกมาด้วยเช่นกัน
ไหมเกาหลี vs ไหมอิตาลี
  • ไหมเกาหลี คือการนำเข้าไหมละลายที่มีความปลอดภัยสูงจากประเทศเกาหลี จึงถูกเรียกกันจนติดปากว่าไหมเกาหลีค่ะ ส่วนมากจะเป็นไหมที่ทำจากวัสดุ PDO ซึ่งเป็นเกรดเดียวกับเส้นไหมสำหรับการเย็บแผลผ่าตัดนั้นเองค่ะ
  • ไหมอิตาลี คือเส้นไหมที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากไหมเกาหลีค่ะ เป็นเทคนิคการร้อยไหมล่าสุด นำเข้าจากประเทศอิตาลี ที่สำคัญคือไหมชนิดนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองจาก อย. ภายใต้ชื่อแบรนด์ Definisse ว่าเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียว ที่ใช้สำหรับการร้อยไหมเพื่อยกกระชับโดยตรง ส่วนวัสดุที่ใช้ผลิตคือ P (LA-CL) เป็นการดึงจุดเด่นของ 2 วัสดุมาช่วยให้คุณสมบัติของไหมอิตาลีโดดเด่นขึ้น

ร้อยไหมอิตาลี แบบโอ๋ ภัคจีราไหมอิตาลี

คุณสมบัติโดดเด่นของไหมอิตาลี ที่ทำให้กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว

ไหมอิตาลี (Definisse – Italian Thread Lift) เป็นเส้นไหมที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ผสมผสานกันระหว่างวัสดุ PLLA และ PCL โดยดึงเอาจุดเด่นของทั้ง 2 วัสดุออกมาทำให้ไหมอิตาลีมีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีและให้ผลลัพธ์ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่าเส้นไหมที่มีมาก่อนหน้า

  • คุณสมบัติที่น่าสนใจอย่างแรกของไหมอิตาลี คือ เส้นไหมถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยมีลักษณะเป็นเงี่ยงหันเข้าหากัน (Bidirectional Convergent Barb) เมื่อร้อยเข้าชั้นใต้ผิวหนังจะล็อคกับผิวได้ดีขึ้นมาก ไม่ขาดง่ายเหมือนวัสดุอื่น ๆ และด้วยลักษณะของเงี่ยงที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษ จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนไปเรื่อย ๆ ส่งผลต่อการยกกระชับผิวให้เต่งตึงได้ในระยะยาว และยังช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้แก่ผิวแถมมาด้วยนะคะ
  • คุณสมบัติอีกข้อที่น่าสนใจ คือ เทคนิคการร้อยค่ะ เป็นแบบ Double Needle Technique โดยไหมอิตาลีนี้ ถูกออกแบบมาให้มีเข็มนำในแต่ละด้านของปลายไหมด้วย ซึ่งปลายเข็มจะคมมากและลื่นเป็นพิเศษ ทำให้สามารถร้อยในทิศทางที่ต้องการได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดการเกิดอาการบวมแดงหลังจากการร้อยไหม
  • คุณสมบัติข้อสุดท้ายและถือเป็นข้อดีสุด ๆ ของไหมอิตาลี จนเกิดเป็นคำจำกัดความสั้น ๆ ขึ้นมาว่า ‘เจ็บน้อยแต่ยกกระชับนาน’ คือในการร้อยไหมยกกระชับด้วยไหมอิตาลี (Italian Thread Lift) นั้น จะใช้ไหมเพียงข้างละ 1-2 เส้นเท่านั้น เป็นจำนวนเส้นที่น้อยลงกว่าการร้อยไหมแบบปกติมาก ช่วยลดเวลาในการทำเหลือเพียง 15-30 นาทีเท่านั้น รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะรู้สึกเจ็บและเกิดรอยช้ำที่ผิวเนื่องจากถูกร้อยเส้นไหมซ้ำ ๆ เข้าไปจำนวนมากเหมือนไหมแบบเก่าด้วย

อ่านมาจนถึงตรงนี้แล้วน่าจะช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับการร้อยไหมของคุณได้บ้างนะคะ เทรนด์ความงามคงปรับเปลี่ยนไปอีกตามยุคสมัยและการพัฒนาของเทคโนโลยี แต่อย่างน้อยในตอนนี้ ถ้าคุณอยากจะร้อยไหม คงมั่นใจเพิ่มขึ้นได้ว่ามีความปลอดภัยแน่นอน เพราะในคลินิคเสริมความงามหลาย ๆ แห่ง รวมถึงสถาบันความงามครบวงจร APEX ของเรา ได้นำเข้าไหมอิตาลีเข้ามาเพื่อให้บริการแล้วค่ะ

ดังนั้นหากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการร้อยไหมยกกระชับสามารถแวะเวียนเข้า  APEX ของเราที่มีสาขาอยู่กว่า 30 แห่งทั่วประเทศไทยได้เลยค่ะ เอเพ็กซ์ของเรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาอยู่ตลอด หรือหากไม่สะดวกจะไปด้วยตนเอง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Line@ : @apexbeauty (มี @ นำหน้า) นะคะ