ทำไม!? ฉีดโบท็อก แล้วปากเบี้ยว ยิ้มไม่สุด

ยิ้มไม่สุดแม้ว่าการฉีดโบท็อก (Botox) จะเป็นหัตถการที่ถือว่ามีความปลอดภัยสูง แต่ในบางครั้งการฉีดโบท็อกอาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ โดยปัญหาที่พบเจอได้บ่อย ๆ นอกจากตาตกก็ยังมีอาการอื่นๆ เช่น อาการปากเบี้ยว ยิ้มแล้วเกร็ง ยิ้มไม่สุด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อบุคลิก และความมั่นใจของหลาย ๆ คนเป็นอย่างมาก

สำหรับคนที่กำลังจะ ฉีดโบท็อก ไม่ต้องเป็นกังวลกันเกินไป เพราะอัตราความผิดปกติหลังฉีดโบท็อกนั้นมีน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่คนที่มีความผิดปกติหลังฉีดโบท็อกนั้นมักจะมาจาก การเลือกฉีดโบท็อกในสถานพยาบาลที่ไม่ได้รับการรับรอง ฉีดโบท็อกที่ไม่ได้คุณภาพ หรือ ฉีดกับหมอกระเป๋า ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้มากยิ่งขึ้น

ลักษณะของอาการปากเบี้ยวหลังฉีดโบท็อกที่พบบ่อย ๆ

ลักษณะอาการของคนที่มีความผิดปกติหลังฉีดโบท็อกเกิดขึ้นได้หลายแบบ เช่น

  • อาการยิ้มไม่สุด เนื่องจากมีความรู้สึกตึง ๆ บริเวณมุมปากข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
  • มุมปากไม่เท่ากัน มีข้างใดข้างหนึ่งตกลง หรือ ยกขึ้น ทำให้เวลายิ้มหรือพูดคุยดูแล้วมุมปากมีความผิดปกติ
  • เกิดอาการล้า หรือกล้ามเนื้อบริเวณมุมปากอ่อนแรง ทำให้ขยับและควบคุมการทำงานลำบาก ดังนั้นเพื่อพูดคุย หรือยิ้มจะไม่สามารถยกมุมปากทั้งสองข้างได้เหมือนปกติ
  • หน้าตึง เกร็ง ขยับใบหน้าลำบาก ไม่สามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้อย่างปกติ บางคนอาจถึงขั้นมีปัญหาเวลาเคี้ยวอาหาร หรือพูดไม่ชัดได้

สาเหตุของอาการปากเบี้ยวหลังฉีดโบท็อก

โบท็อก (Botox) คือ สาร Botulinum toxin A เป็นสารที่มีความปลอดภัยต่อร่างกาย สามารถสลายเองได้ภายใน 4-6 เดือน หลังฉีดเข้าไปจะออกฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการอ่อนแรงลง เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ขยับเป็นเวลานาน ๆ เข้าก็จะส่งผลให้บริเวณที่ฉีดโบท็อกเล็กลง และริ้วรอยจางลง โดยสาเหตุของอาการปากเบี้ยวนั้นเกิดขึ้นได้จาก ฤทธิ์ของโบท็อกไปโดนมัดกล้ามเนื้อ2ส่วน ที่มีชื่อว่า

ไรซอเรียส (Risoriusหรือเรียกอีกอย่างว่า กล้ามเนื้อแสยะยิ้ม และกล้ามเนื้อไซโกมาติก (Zygomatic) หรือกล้ามเนื้อที่ยึดเกาะตั้งแต่โค้งกระดูกโหนกแก้มไปยังมุมปาก มีหน้าที่ยกมุมปากในขณะที่ยิ้ม จึงส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนี้หยุดทำงาน ไม่สามารถยกมุมปากได้ปกติ เมื่อพูดคุย หรือยิ้ม มุมปากทั้งสองข้างจะไม่สมมาตรกัน ถ้าโบท็อกโดนกล้ามเนื้อเพียงข้างเดียว จะเป็นเหตุให้เกิดอาการปากเบี้ยว แต่ถ้าโบท็อกโดนกล้ามเนื้อทั้งสองข้าง จะทำให้เกิดอาการ ยิ้มไม่สุด

กล้ามเนื้อแสยะยิ้ม

แม้ว่าจะไม่ได้ฉีดโดนกล้ามเนื้อไรซอเรียส (Risorius) และไซโกมาติก (Zygomatic) โดยตรง แต่ก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อใบหน้า จนเกิดอาการผิดปกติได้ ส่วนใหญ่มาจาก

  • หลังฉีดโบท็อกเสร็จแล้วบางคนอาจจะเผลอไป นวด คลึงในบริเวณที่ฉีด ทำให้โบท็อกกระจายตัวไปโดนมัดกล้ามเนื้อไรซอเรียส (Risorius) และไซโกมาติก (Zygomatic) ได้
  • โบท็อกที่ใช้ฉีดเป็นของปลอม หรือหมดอายุ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการผิดปกติ หรืออาการดื้อโบท็อก นอกจากนั้นตัวยาโบท็อกที่ไม่ได้คุณภาพแบบนี้เมื่อฉีดเข้าไปยังไม่สามารสลายได้เองอีกด้วย
  • ความถี่ของการฉีดโบท็อกบ่อยมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเป็นอัมพาตได้ ส่งผลให้ในอนาคตอาจจะฉีดโบท็อกแล้วไม่ได้ผลอีกเลย

ฉีดโบท็อกส่วนไหนบ้าง..เสี่ยงต่ออาการปากเบี้ยว

แน่นอนว่าฉีดโบท็อกใกล้กับบริเวณมุมปาก มีโอกาสเกิดอาการปากเบี้ยวหลังฉีดได้มาก แต่นอกจากนั้นแล้วการฉีดโบท็อกในบริเวณเหล่านี้ก็สามารถทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการผิดปกติได้เช่นกัน

  1. บริเวณกราม จุดนี้เป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดอาการปากเบี้ยวมากที่สุด เพราะกล้ามเนื้อบริเวณกรามอยู่ใกล้กับกล้ามเนื้อไรซอเรียส (Risorius) ซึ่งทำให้เกิดอาการยิ้มเกร็ง
  2. บริเวณกรอบหน้า ร่องแก้ม และโหนกแก้ม บริเวณเหล่านี้ถ้าเราฉีดผิดตำแหน่งกล้ามเนื้อ อาจจะทำให้ใบหน้าหรือแก้มข้างใดข้างหนึ่งไม่เท่ากัน
  3. บริเวณหางตา เป็นจุดที่อยู่ใกล้กับกล้ามเนื้อไซโกมาติก (Zygomatic) ซึ่งทำให้เกิดอาการตึงบริเวณมุมปาก ยิ้มไม่สุด ได้

ยิ้มไม่สุด

หลังฉีดโบท็อกแล้วเกิดอาการปากเบี้ยว..อันตรายหรือไม่?

อาการปากเบี้ยวที่เกิดขึ้นนั้นไม่อันตราย เพราะโบท็อกที่ฉีดเข้าไปสามารถสลายตัวได้เองภายใน 4-6 เดือน เมื่อฤทธิ์ยาหมดไป อาการปากเบี้ยวก็จะหายเป็นปกติ แต่เนื่องจากคนไข้แทบทุกคนจะเกิดอาการไม่มั่นใจเวลายิ้ม หรือพูดคุย ทำให้หลาย ๆ คนที่เกิดอาการผิดปกติหลังฉีดโบท็อกเลือกที่จะกลับไปแก้ไขที่คลินิก มากกว่ารอให้อาการหายไปเอง

ปากเบี้ยวจากโบท็อก..แก้ไขได้หรือไม่?

ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ เมื่อคนไข้สังเกตเห็นอาการผิดปกติหลังจากฉีดโบท็อก ควรรีบเข้าพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ไม่ปล่อยไว้นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไปโบท็อกจะยิ่งออกฤทธิ์มากขึ้น อาจจะทำให้แก้ไขได้ยาก

ข้อห้ามสำคัญหลังฉีดโบท็อก คือหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนอุณหภูมิสูงๆ เพราะโบท็อกสามารถสลายตัวได้ไวขึ้นถ้าโดนความร้อน ดังนั้นถ้าเราต้องการสลายโบท็อก แพทย์จะแนะนำให้ทำ เลเซอร์ Hifu หรือการทำเครื่องมือยกกระชับใบหน้าอย่าง Thermage ที่เป็นคลื่นวิทยุความถี่สูง (RF : Radio Frequency) สามารถปล่อยพลังความร้อนลงสู่ผิวได้โดยตรง เพื่อให้ความร้อนไปทำลายโบท็อกส่วนที่ยังไม่ออกฤทธิ์ และช่วยให้โบท็อกในส่วนที่ออกฤทธิ์แล้วสลายตัวได้เร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังฉีดโบท็อกจะเป็นช่วงที่สลายได้ดีที่สุด เนื่องจากโบท็อกยังไม่จับตัวกับกล้ามเนื้อมากนัก แต่หลังจากนั้นการแก้ไขด้วยความร้อนก็จะค่อย ๆ ได้ผลน้อยลง

ทุกคนหวังให้ฉีดโบท็อก ออกมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี เป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อน ไม่ว่าจะเป็นคลินิกที่เราสนใจ ต้องมีความน่าเชื่อถือ ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ภายในคลินิกสะอาดปลอดภัย ผู้ให้บริการมีความรู้ความเข้าใจสามารถให้คำแนะนำได้ นอกจากนั้นความเชี่ยวชาญของแพทย์ก็สำคัญมากเช่นกัน เราอาจจะดูจากรีวิวผู้เข้าใช้บริการที่เคยได้รับการฉีดโบท็อกจากแพทย์ท่านั้น ๆ สิ่งเหล่านั้นเป็นตัวช่วยเพิ่มความมั่นใจกับเราได้ว่าหลังจากฉีดโบท็อกไปแล้วจะไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

เรื่องฉีดต้องไว้ใจเอเพ็กซ์ และถ้าหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือคำแนะนำโดยตรงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  สามารถติดต่อเข้ามาได้ทาง [email protected] : @apexbeauty (มี @ นำหน้า) ค่ะ