รีบูตส์ปัญหาผิว ๆ ช่วงหน้าฝน ให้กลับมาสุขภาพดี

หน้าฝน ผิวไม่ได้ชุ่มชื้นไปตามอากาศ ดูแลตัวเองด้วย HA Skin Booster

รีบูตส์ ปัญหาผิว ๆ ช่วงหน้าฝน ดูแลผิวหน้าฝน

ฝนตกประปรายตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถือเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าประเทศไทยกำลังเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝน และจะมีปริมาณฝนตกชุกสลับบางเบาเรื่อยไปจนหมดฤดูกาลประมาณกลางเดือนตุลาคม บรรยากาศชุ่มฉ่ำ ท้องฟ้าครึ้ม ๆ มีเมฆก้อนใหญ่บดบังแสงแดด ทำให้หลายคนแอบชะล่าใจออกไปเดินกลางแจ้งโดยที่ไม่ทาครีมกันแดด แถมยังละเลยการทาครีมบำรุงผิวตามปกติอีกต่างหาก เพราะคิดว่าอากาศชื้น ๆ แบบนี้ ผิวคงไม่แห้ง แต่ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ค่ะ ฤดูฝน อากาศเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวชื้น เรียกว่าแปรปวนสุด ๆ เลยก็ว่าได้ แล้วแบบนี้ผิวของเราจะไม่เปลี่ยนสภาพได้อย่างไร ดังนั้นการ ดูแลผิวหน้าฝน ก็สำคัญไม่แพ้ฤดูอื่น ๆ นะคะ

หน้าฝนมีความชุ่มชื้นในอากาศมากก็จริง แต่เป็นความชุ่มชื้นที่สามารถทำลายผิวพรรณของเราได้ หากสังเกตช่วงเวลาก่อนฝนจะตก มักมีอากาศอบอ้าวที่ผสมกันระหว่างความร้อนกับความชื้น ที่เรียกว่าอากาศร้อนชื้น ซึ่งอากาศแสนแปรปวนแบบนี้ส่งผลโดยตรงต่อร่างกายของเราค่ะ และหากขาดการดูแลที่ดีสม่ำเสมอมาตั้งแต่เนิ่น ๆ นอกจากจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่ายแล้ว อากาศเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวชื้นของฤดูฝนยังก่อให้เกิดปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อผิวพรรณอีกด้วยนะคะ

ดูแลผิว หน้าฝน

ปัจจัยที่ส่งผลเสียกับผิวในช่วงหน้าฝน

1. มลภาวะ

ฝนที่ตกลงมาช่วยให้ฝุ่นไม่ฟุ้งก็จริงค่ะ แต่ที่มันไม่ฟุ้งเพราะว่าเม็ดฝนเหล่านั้น ได้ชะเอาพวกมลภาวะต่าง ๆ สารเคมี เชื้อโรค สิ่งสกปรกในอากาศลงมาด้วย หากเราโดนฝนสิ่งปะปนทั้งหลายในอากาศก็จะมาตกอยู่บนผิวของเรา หากไม่รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดก็เหมือนการสะสมเชื้อโรคแบบไม่รู้ตัว ผลที่ตามมาอาจก่อให้เกิดอาการคันมีผื่นแดงและสิวขึ้นตามผิวหนังของร่างกายได้ ทางที่ดีควรพกร่มหรือเสื้อกันฝนไว้จะดีกว่านะคะ

2. รังสียูวี (UV: Ultraviolet) 

หน้าฝนมักทำให้หลายคนชะล่าใจ เพราะอากาศมักจะครึ้ม ๆ มีแสงแดดน้อย จึงคิดว่าไม่ต้องทาครีมกันแดดทุกวันก็ได้ แต่อย่าลืมนะคะ ถึงจะไม่มีแสงแดดแต่ยังมีรังสียูวีอยู่ ซึ่งรังสียูวีคือศัตรูตัวฉกาจที่คอยทำร้ายผิว รังสียูวีมีอยู่เกือบทุก ๆ ที่รอบตัวเราแบบหลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้งที่แดดร่ม ในห้อง/อาคารต่าง ๆ ที่มีแสงจากการเปิดไฟ หรือแม้แต่การหลบในที่ร่มก็ยังมีไอแดด ดังนั้น ไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดด หากไม่ป้องกันเอาไว้ มารู้ตัวอีกทีผิวอาจหมองคล้ำ แห้งกร้านจนเกิดริ้วรอยไปแล้วก็ได้นะคะ

3. ความชื้น

หน้าฝนมักมาพร้อมความชื้น ซึ่งความชื้นทำให้พวกเชื้อโรค เชื้อรา แบคทรีเรียเติบโตได้ดี มีความชื้นอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็เหมือนเป็นแหล่งเพาะเชื้อดี ๆ นั่นเองค่ะ บางคนหลีกเลี่ยงที่จะตากฝนไม่ได้จริง ๆ ตามเสื้อผ้า ผมเผ้า จึงถูกปล่อยให้ชื้นอยู่กับตัวในระหว่างวัน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้อย่างผื่นผิวหนังอักเสบ ยิ่งในตอนนี้เรากลายเป็นยุคแบบ New Normal ที่การใส่หน้ากากอนามัยคือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ถือเป็นเสื้อผ้าอีก 1 ชิ้นที่ต้องใส่เมื่อออกไปข้างนอก และคนส่วนมากจะเลือกใส่หน้ากากแบบผ้า เลยทำให้เกิดปัญหาความชื้นได้เช่นเดียวกัน และน้ำฝนในเมืองใหญ่ ๆ ไม่ได้สะอาดนัก เพราะมีมลภาวะต่าง ๆ ปะปนอยู่มาก เมื่อเราต้องสวมมันไว้ระหว่างวันแบบชื้น ๆ มีโอกาสที่จะทำให้สิวขึ้นบนผิวหน้าได้ง่ายมาก ทางที่ดีในหน้าฝนควรหลีกเลี่ยงการปล่อยให้ตัวเองชื้นนะคะ

ผิวขาดน้ำ

ฤดูฝนมีอากาศที่เย็นสบาย ชุ่มฉ่ำ ความชื้นสูงก็จริง แต่การที่เรารู้สึกว่าเย็น ๆ ชื้น ๆ ไม่ได้หมายความว่าผิวจะชุ่มชื้นตามด้วยนะคะ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการที่อากาศชื้นก็ทำให้ผิวชุ่มชื้นด้วย แต่ที่จริงแล้วความชื้นในอากาศสามารถทำลายผิวได้เหมือนกัน ด้วยความที่หน้าฝนมีสภาพอากาศแบบร้อนชื้น คือมีทั้งความร้อนสูงและความชื้นสูงในคราวเดียวกัน นอกจากทำให้คนป่วยง่ายแล้ว ยังทำให้ผิวป่วยง่ายด้วยเหมือนกัน การที่ผิวขาดน้ำทำให้เกิดปัญหาผิวตามมาได้ 2 อย่างแบบชัดเจน คือ ผิวแห้งและผิวมัน อาจเกิดแบบสลับ ๆ กันไปได้ด้วยค่ะ

    • ผิวแห้ง คนมักสับสนเรื่องผิวแห้งกับผิวขาดน้ำ ว่าเป็นผิวแบบเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วทั้ง 2 ลักษณะผิวนี้ไม่เหมือนกันนะคะ ขออธิบายเรื่องนี้เพิ่มเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ผิวแห้ง คือ ผิวประเภทหนึ่งที่ขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ส่วนผิวขาดน้ำ คือ ภาวะชั่วคราวของผิวที่เกิดขึ้นได้กับผิวทุกประเภท (ประเภทของผิว; ผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม) เป็นสภาพผิวที่ไม่มีน้ำใต้ผิวชั้นบนสุด ดังนั้น ในฤดูฝนที่มีอากาศร้อนชื้น จึงทำให้เกิดการสูญเสียน้ำใต้ผิวหนังไปอย่างรวดเร็ว ความชุ่มชื้นของผิวเลยหายไปทำให้ผิวแห้งได้
    • ผิวมัน ที่เกิดในฤดูฝนมักเป็นอาการต่อเนื่องมาจากผิวแห้ง เพราะเมื่อผิวแห้งจากภาวะผิวขาดน้ำ ร่างกายจึงหาทางปรับสมดุลด้วยการพยายามชดเชยความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ด้วยการผลิตน้ำมันใต้ชั้นผิวออกมาทดแทนจนมากเกินไป กลายเป็นผิวมันเยิ้มแบบที่หลายคนประสบปัญหา

ในช่วงหน้าฝน หลายคนคงรู้สึกว่าผิวพรรณเอาใจยากเหลือเกิน พาลทำให้ไม่อยากดูแลผิวไปเสียดื้อ ๆ แต่คุณอย่าใจร้ายกับผิวแบบนั้นเลยค่ะ หากไม่อยากเสียใจภายหลัง ลองมาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่ช่วย ดูแลผิวหน้าฝน ได้

ดูแลตัวเองหน้าฝน ทาครีมกันแดดดูแลตัวเองช่วงหน้าฝน ทานอาหารมีประโยชน์ฟิลเลอร์ ดูแลตัวเองหลังฉีด อย่าเครียดฟิลเลอร์ ดูแลตัวเองหลังฉีด ทาครีมบำรุง

วิธีดูแลผิวให้สุขภาพดีช่วงหน้าฝน

    1. ทาครีมกันแดดทุกวัน ขอยืนยันว่าการทาครีมกันแดดสำคัญต่อการดูแลผิวมากค่ะ ถือเป็น 1 ในผู้ปกป้องและเสริมความแข็งแกร่งด่านแรกให้กับ Skin Barrier เลยก็ว่าได้ หากคุณไม่สนใจทาครีมกันแดดเลย ทั้งรังสี UVA และ UVB จะลงไปทำลายเซลล์ผิว เม็ดสีต่าง ๆ ใต้ผิวของเราได้ง่ายมาก แล้วผลที่ตามมาก็คือ ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหนังเหี่ยวย่นไวขึ้นทำให้ดูแก่กว่าวัยอีกต่างหาก ดังนั้น อย่าลืมทาครีมกันแดดอยู่เสมอนะคะ
    2. ทาครีมบำรุงผิว/มอยส์เจอไรเซอร์ หลังจากทำความสะอาดผิวเสมอ เพราะผิวอาจสูญเสียความชุ่มชื้นไปขณะหนึ่งหลังจากทำความสะอาดผิว ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายตัวที่ตอบโจทย์ผิวได้ทุกประเภท แค่เลือกใช้ให้เหมาะกับผิวของเราก็โอเคแล้วค่ะ ส่วนในหน้าฝนขอแนะนำว่าเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นแบบเนื้อครีมโลชั่นหรือเนื้อเจล หากเป็นแบบ Oli Free เลยก็จะดีค่ะ เพราะซึมซับได้ง่าย แห้งไว ไม่ทำให้ผิวมันเกินไปด้วย
    3. ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่พอเหมาะ การดื่มน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายอยู่แล้ว และมีความสำคัญมาก ๆ กับผิวด้วยเหมือนกัน ทำให้เกิดความชุ่มชื้นของผิวจากภายใน ช่วยปกป้องกันการที่ผิดขาดน้ำได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ซึ่งการดื่มน้ำให้พอเหมาะสำหรับแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน แต่ขอแนะนำว่าให้ดื่มไม่น้อยกว่า 1.5 ลิตร และไม่ควรเกินกว่า 3 ลิตรต่อวัน การดื่มน้ำน้อยไป หรือมากไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าให้ประโยชน์นะคะ
    4. รับประทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเน้นการรับประทานอาหารที่ให้พวกวิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี และกรดไขมันโอเมก้า-3 เพื่อช่วยในการบำรุงผิว มักจะอยู่ในผัก ผลไม้ที่สีสันสดใส ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ และปลาทะเลน้ำลึก
    5. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะในฤดูไหน ๆ สภาพอากาศแบบใด หรือดูแลตัวเองดีแล้วก็ตาม แต่การที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ ก็เป็นตัวที่ทำลายทั้งสุขภาพผิวและสุขภาพร่างกายได้แน่นอนค่ะ ทางที่ดีควรงดหรือไม่ดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่ไปเลยดีกว่านะคะ

จากทั้ง 5 ข้อด้านบนเป็นการดูแลตัวเองแบบทั้งภายนอกและภายในที่ส่งผลดีต่อผิวทั้งสิ้นค่ะ หากทำได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอจะช่วยให้ผิวของคุณแข็งแรง สุขภาพดี ไม่เป็นผิวป่วยง่าย แม้เจอสภาพอากาศเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม แต่เราขอเพิ่มวิธีการดี ๆ ไว้เป็นทางเลือกเพื่อผิวสุขภาพดีให้อีก 1 ข้อนะคะ นั่นก็คือ การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแล ฟื้นฟูผิวอย่าง ‘Volite – Juvéderm HA Skin Booster

Juvéderm Volite HA Skin Booster

HA Skin Booster (Juvéderm Volite) อาจเป็นลูกรักในดวงใจสาว ๆ หลายคนในตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ เพราะมันคือตัวช่วยให้ผิวสวยสุขภาพดีได้แบบเห็นผลลัพธ์ไวกว่าการดื่มน้ำหรือทาครีม (แต่การดูแลตัวเองใน 5 ข้อ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยนะคะ)

HA Skin Booster

HA Skin Booster คือ การเติมสารอาหารให้กับผิว ด้วยการใช้ปลายเข็มเล็ก ๆ สะกิดไปที่ผิวหนัง ส่งตัว Skin Booster เข้าไปใต้ผิวอย่างตรงจุด เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิวจากภายใน เติมเต็มความชุ่มชื้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน พร้อมทั้งเพิ่มท่อส่งน้ำใต้ผิวทำให้ผิวดูฉ่ำวาว ผิวดูกระจ่างใสแบบสุขภาพดี ในรายที่มีปัญหาริ้วรอยตื้น ๆ Skin Booster ตัวนี้จะช่วยให้ริ้วรอยจางลงด้วยนะคะ เรียกว่าได้ผิวสวยสุขภาพดีแถมหน้าเด็กอีกต่างหาก และการฉีด Volite – Juvéderm HA Skin Booster เพียงครั้งเดียว ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 9 เดือน

หลังจากฉีดไป 1 สัปดาห์ จะรู้สึกได้ถึงความชุ่มชื้น นิ่ม ฟู ของผิว และเห็นผลลัพธ์เต็มที่ภายใน 3-4 สัปดาห์ ที่สำคัญคือ Volite – Juvéderm HA Skin Booster เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรองจาก FDA (องค์การอาหารและยา) ของทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและไทยแล้ว จึงมั่นใจได้ว่ามีมาตรฐานตามสากลและปลอดภัยค่ะ

Juvéderm Volite HA Skin Booster Glass Skin Juvéderm Volite HA Skin Booster Glass Skin

หากคุณดูแลตัวเองได้ตาม 5 ข้อที่แนะนำข้างต้นอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไป ก็จะยิ่งส่งผลลัพธ์ที่ดีมากต่อผิวพรรณของคุณนะคะ ไม่ว่าเจอสภาพอากาศแดดร้อน ฝนตก หนาวเย็น แห้งแล้ง เปียกชื้นแค่ไหน ผิวของคุณก็จะไม่ป่วยง่ายแน่นอนค่ะ

หากยังไม่มั่นใจว่าผิวของคุณจะเหมาะกับการรักษาด้วย HA Skin Booster หรือไม่ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Line@ : @apexbeauty (มี @ นำหน้า) หรืออยากจะจองคิวเพื่อเข้าปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ