10 เรื่องจริง หรืออิงนิยายเกี่ยวกับการ ร้อยไหม

การยกกระชับหน้าด้วยการ ร้อยไหม นับเป็นอีกหนึ่งวิธียกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะมีค่าใช้จ่ายไม่สูง ผลข้างเคียงน้อย การทำไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีอะไรที่ซับซ้อน แต่ก็ต้องอาศัยฝีมือ และความสามารถเฉพาะตัวของแพทย์แต่ละคน จึงมีคลีนิคความงามให้บริการกันอย่างมากมาย

ที่จริงการร้อยไหมไม่ใช่ของใหม่ มีมานานกว่า 10 ปี เกิดจากแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะดึงหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ไหมยกกระชับหน้าในช่วงแรก ๆ จึงมีลักษณะเหมือนฟันปลาหรือก้างปลา (Aptos) เพราะเชื่อว่าจะสามารถเกาะเกี่ยวเนื้อเยื่อผิวหนังได้ดี คิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย เหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น ในปัจจุบัน มีการพัฒนาทั้งเทคนิควิธีและชนิดของไหมไปอย่างมากมาย มีการพูดถึงผลลัพธ์ และวิธีการต่าง ๆ ในการร้อยไหม อันสุดแสนจะมหัศจรรย์ ทั้งหมดที่เขาเล่าว่านั้น ๆ เป็นความจริง หรืออิงนิยาย มาหาความจริงกันเลยค่ะ

สารบัญ

1. คำร่ำลือ : การร้อยไหมเหมาะกับทุกคน

ข้อเท็จจริง : ร้อยไหม เป็นวิธียกกระชับหน้า ลดริ้วรอย ที่ให้ผลได้ชัดเจน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ผลแบบเดียวกัน การร้อยไหมเหมาะกับคนที่มีริ้วรอย และการหย่อนคล้อยไม่มาก โดยทั่วไปก็จะเป็นช่วงอายุประมาณ 35-55 ปี สำหรับกรณีผิวหย่อนคล้อยมาก ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว วิธีการใช้ไหม อาจช่วยไม่ได้มาก

2. คำร่ำลือ : ไหมที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน

ข้อเท็จจริง : ไหมที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันแบ่งหลัก ๆ เป็น ไหมละลาย และไม่ละลาย ความนิยมในปัจจุบันเริ่มมาที่ไหมละลายเพราะไม่ตกค้างอยู่ในร่างกาย สลายไปได้เองตามธรรมชาติ นอกจากนั้น ก็ยังแบ่งได้ตามสภาพการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อผิว คือเป็นแบบผิวเรียบ กับผิวมี texture เช่น เป็นก้างปลา กรวย หรือเกลียว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้การยึดเกาะกับเนื้อเยื่อผิวดีขึ้น ส่งผลต่อการยกกระชับได้ดียิ่งขึ้น และผลคงอยู่ได้ยาวนานขึ้น

3. คำร่ำลือ : ผลของการยกกระชับด้วยไหม สามารถอยู่ได้ตลอดไป

ข้อเท็จจริง : ผลที่ได้จากการ ร้อยไหม ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ผลลัพธ์ที่ได้อาจคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน หรือ 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของไหม และการผสมผสานกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น การฉีด โบท็อกซ์ และ ฟิลเลอร์ หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีพลังงานคลื่นต่าง ๆ เช่น เทอร์มาจ หรืออัลเทอร่า

สำหรับไหมที่อยู่ได้นาน ๆ ก็เช่น ไหม aptos, ไหม Silhouette และไหมรุ่นใหม่ ๆ ที่ทยอยออกมากันเรื่อย ๆ ไหมเหล่านี้ ส่วนมากจะมีส่วนผสมของวัสดุที่สามารถอยู่ได้นาน เป็นไหมที่ไม่ละลายอยู่ส่วนหนึ่ง เมื่อร้อยเข้าไปก็จะสามารถอยู่ได้นานมากขึ้น และเห็นผลลัพธ์ในการยกกระชับ ได้ชัดเจนมากกว่าไหมละลาย และไหมธรรมดา ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างของไหมเหล่านี้ ทำให้ขบวนการสร้างคอลลาเจนของผิวสามารถยึดเกาะกับเนื้อเยื่อผิวได้ดีขึ้น ผลจึงเห็นได้ชัดเจนกว่า อย่างไรก็ดี ปัญหาที่อาจเกิดกับไหมกลุ่มนี้ก็คือ ถ้าร้อยไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการแปล๊บ ๆ ใต้ผิวหนังได้ หลังจากร้อยไปแล้ว

ไหมอิตาลี ร้อยไหม

ล่าสุดในวงการ ร้อยไหม มีผลิตภัณฑ์ไหมตัวใหม่ที่เรียกว่า ไหมอิตาลี (Definisse–Italian Thread Lift) ซึ่งผลิตจากวัสดุ p(LA-CL) เรียกว่าเป็นวัสดุแบบไฮบริดก็ว่าได้ค่ะ เพราะเป็นการผสมผสานกันระหว่างวัสดุ PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งเด่นในเรื่องความยืดหยุ่น กระตุ้นคอลลาเจนได้ดี และวัสดุ PCL (Polycaprolactone) ที่เด่นในเรื่องของการอุ้มน้ำ ไม่แตกหักง่าย ยึดเกาะใต้ผิวหนังได้ดี จึงทำให้ไหมอิตาลีมีคุณสมบัติในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนได้ดี และให้ผลลัพธ์ในระยะเวลา 12-15 เดือน ยาวนานกว่าเส้นไหมทั่ว ๆ ไปในท้องตลาด

เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ทำให้การร้อยไหมอิตาลีเป็นที่สนใจและแตกต่างไปจากไหมทั่ว ๆ ไปก่อนหน้านี้ คือ ถูกออกแบบมาเป็น Double Needle Threads มีเข็มนำในแต่ละด้านของปลายไหม ซึ่งปลายเข็มจะคมและลื่นเป็นพิเศษ ทำให้แพทย์สามารถร้อยในทิศทางที่ต้องการได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดอาการบวมแดงหลังจากการร้อยไหมได้ด้วย และตัวเส้นไหมมีลักษณะเป็นเงี่ยงหันเข้าหากัน เมื่อถูกร้อยเข้าใต้ผิวหนังจะสามารถยึดติดกับผิวได้ดี ส่งผลต่อการยกกระชับผิวมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องหลังจากร้อยไปแล้ว

ด้วยคุณสมบัติของวัสดุ p(LA-CL) ที่ทั้งละลายช้า ขาดยาก ยืดหยุ่นดี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนสุขภาพดี และการออกแบบปลายเข็มกับเงี่ยงมาเป็นพิเศษ และมีแต่แพทย์ที่ผ่านเทรนแล้วเท่านั้นที่จะสามารถร้อยไหมอิตาลีได้เพราะต้องใช้เทคนิคการร้อยแบบเฉพาะตัวต่างจากการร้อยไหมเดิม ๆ ที่สำคัญคือร้อยไหมในแต่ละครั้งจะใช้เส้นไหมเพียงข้าง 1-2 เส้นเท่านั้น ซึ่งสามารถลดทอนความเจ็บปวดในระหว่างการร้อยได้ดี ตามคอนเซปต์ที่ว่า ‘เจ็บน้อยแต่ยกกระชับนาน’

4. คำร่ำลือ : ร้อยไหม อาจทำให้เกิดพังผืดใต้ผิวหนัง และเป็นรอยแผลเป็นได้

ข้อเท็จจริง : พังผืดใต้ผิวหนังก็คือแผลเป็นใต้ผิวหนังนั่นเอง เกิดจากการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง การร้อยไหมเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง หรือก็คือการสร้างพังผืดใต้ผิวหนังในตำแหน่งที่เหมาะสมทำให้ผิวด้านนอกดูเปล่งปลั่ง ตึงกระชับ แต่ถ้าในกรณีที่แพทย์ที่ทำไม่มีประสบการณ์หรือทำผิดวิธี เช่นร้อยไหมเข้าไปตื้นเกินไป หรือผิดจังหวะก็จะทำให้เกิดพังผืดที่ไม่พึงประสงค์ในบริเวณผิวหนังชั้นบนขึ้นได้ ทำให้มองเห็นเป็นลอน ๆ บนผิวด้านนอกเหมือนกับแผลเป็น โดยเฉพาะการร้อยที่ตำแหน่งจมูก หรือหน้าผาก เพราะฉะนั้นการร้อยไหมในบริเวณเหล่านี้ ถ้าไม่จำเป็นก็ควรจะหลีกเลี่ยง และจะต้องพิจารณาเลือกทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา มีพังผืดผิดตำแหน่งขึ้นได้

5. คำร่ำลือ : การร้อยไหมใช้ได้เฉพาะกับใบหน้าเท่านั้น

ข้อเท็จจริง : การร้อยไหม สามารถทำได้กับทุกส่วนของร่างกาย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ชนิดของไหมด้วย ไหมที่มีคุณสมบัติในการยกกระชับได้ดี ก็คือไหมสปริง เป็นไหมละลายชนิดหนึ่ง เกิดจากการใช้ไหม 2 เส้น พันกันเป็นเกลียวแบบเดียวกับ คอลลาเจน นอกจากช่วยสร้างคอลลาเจนใหม่แล้ว ก็จะช่วยดึงเนื่อเยื่อผิวหนังให้ไปในทิศทางที่เราต้องการ และเกาะเกี่ยวเนื้อเยื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้ ผลการยกกระชับจึงไม่เพียงแต่เห็นผลเร็ว แต่ยังอยู่ได้ยาวนานขึ้น สามารถใช้ยกกระชับผิวได้หลายส่วน  ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หน้าท้อง ใต้ท้องแขน เรียกว่าทุกส่วนที่มีปัญหาผิวห้อยย้อยค่ะ

6. คำร่ำลือ : การร้อยไหมสามารถรักษาฝ้า ได้

ข้อเท็จจริง: การร้อยไหมไม่ได้เป็นการรักษาฝ้า การรักษาฝ้า คือการทำให้เม็ดสีที่ผิดปกติใต้ผิวหนังจางลง ซึ่งการที่เม็ดสีจะจางลงได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น คอลลาเจน การร้อยไหม ทำให้เกิดคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้น ผิวก็จะตึงขึ้น ขาวกระจ่างใสขึ้น เปล่งปลั่งขึ้น ฝ้าจึงดูลดน้อยลง จางลง

7. คำร่ำลือ : ไหมทอง..ยกกระชับ และให้ผิวใส

ข้อเท็จจริง : จากความเชื่อที่ว่า ทองคำทำให้ผิวกระจ่างใสได้ ก็เลยมีการใส่ทองเข้าไป ปัญหาของไหมทองก็คือ เป็นโลหะหนัก และจะไม่สลายไป เมื่อเวลาผ่านไป แต่จะหักเป็นท่อนเล็ก ๆ ผลในการยกกระชับอาจอยู่ได้ 6 เดือน แต่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของโลหะหนักจะยังคงอยู่ในผิวเราตลอดไป ทำให้ต้องหลีกเลี่ยง ทรีทเม้นต์ที่ให้ความร้อนต่าง ๆ เพราะโลหะหนักจะไวต่อความร้อนมากกว่าผิวปกติ รวมถึงไม่สามารถทำ MRI Scan ได้ตลอดไปอีกด้วย นอกจากนั้น อาจจะมีปัญหาสำหรับผู้ที่แพ้โลหะได้ โลหะหนักถือเป็นสารอนุมูลอิสระอย่างหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาว ดังนั้นก่อนเลือกใช้ไหมทองจะต้องพิจารณาศึกษาให้รอบคอบถี่ถ้วนมาก ๆ

8. คำร่ำลือ : การร้อยไหมสเต็มเซลล์ให้ผลที่ดีกว่าไหมทั่วไป นอกจากร้อยยกกระชับผิว ยังช่วยสร้างคอลลาเจน ให้ผิวเรียบเนียน ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งกระจ่างใสได้ด้วย

ข้อเท็จจริง : หลักการทำงานของไหมทุกชนิด มีพื้นฐานของแนวคิดเหมือนกันคือ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ผิว ร่างกายก็จะสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นในบริเวณนั้น จึงทำให้ผิวยกขึ้น ตึงขึ้น ดูเปล่งปลั่งขึ้น ดังนั้น ไหมทุกชนิด ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง ตึงขึ้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องนำไปเพิ่มสารใด ๆ สำหรับไหมสเต็มเซลล์ คือการนำไหม ไปจุ่มในสเต็มเซลล์ ทำให้เป็นเส้นไหมที่มีสเต็มเซลล์เคลือบอยู่ โดยมีการคาดหวังผลว่าจะช่วยให้เกิดการสร้างคอลลาเจนได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ โอกาสในการติดเชื้อเมื่อมีการนำสารอื่น ๆ ไปเคลือบที่ไหม อาจทำให้เกิดการอักเสบของผิวในบริเวณที่ ร้อยไหม ขึ้นได้

9. คำร่ำลือ : ไหมฟิกซ์ ยกกระชับแบบยึดติดแน่น ได้ผลคงอยู่ยาวนาน

ข้อเท็จจริง : ไหมฟิกซ์ เป็นการ ร้อยไหม เข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อของผิว หลาย ๆ เส้นแล้วแต่ตำแหน่งที่ต้องการยก แล้วนำไปผูกรวมไว้ใต้ชั้นพังผืดของผิว ข้อดีคืออยู่ได้นาน แต่ก็มีข้อเสีย เนื่องจากเป็นการร้อยใต้ชั้นผิวหนัง จึงยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์ที่จะออกมา มีโอกาสสูงที่ทำแล้วหน้าไม่เท่ากัน และเนื่องจากเป็นไหมไม่ละลาย จึงไม่สลายไปเอง การแก้ไขจึงยุ่งยาก หรือทำไม่ได้เลย นอกจากนั้นไหมอาจเข้าไปกระทบเส้นประสาทใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เวลาขยับหน้า หรือเคี้ยวอาหารอาจเกิดอาการเจ็บแปล๊บขึ้นได้ เป็นวิธีที่ต้องอาศัยแพทย์ผู้ชำนาญ และมีประสบการณ์มากจริง ๆ ค่ะ

10. คำร่ำลือ : อาการบวมช้ำหลังการ ร้อยไหม เป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นเสมอ

ข้อเท็จจริง : อาการบวมช้ำ หลังการ ร้อยไหม อาจมีมากมีน้อย หรือไม่มีเลย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคในการร้อย ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่ใช้ และปริมาณไหมที่ใช้ ในกรณีถ้าการร้อยมีเทคนิคที่ดี ใช้ไหมจำนวนมาก ก็อาจไม่มีอาการบวมช้ำเกิดขึ้นเลย แต่ถ้าเทคนิคในการร้อยไม่ดี ก็อาจทำให้มีอาการบวมช้ำเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์นั้น ๆ โดยตรง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Line@ : @apexbeauty (มี @ นำหน้า)