ปัญหาฝ้า กระเรื้อรัง เกิดขึ้นได้แม้ไม่ใช่วัยทอง!!

    “ฝ้า” และ “กระ” บนใบหน้านั้น หลายท่านคงเข้าใจว่าเป็นปัญหาผิวกวนใจที่เกิดขึ้นได้แค่ในสาวใหญ่วัยสูงเท่านั้น แท้จริงแล้ว ฝ้าและกระ เกิดขึ้นได้กับผู้หญิงตั้งแต่กลุ่มวัย 30 เป็นต้นไป ต่อให้ช่วงแรกจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่เพราะการใช้ชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ ที่ต้องเจอแสง UV และแสงสีฟ้าจากหน้าจอทุกวัน ก็สามารถส่งผลในระยะยาวได้เช่นกัน เมื่ออายุมากขึ้น ปัญหาฝ้าก็เริ่มเด่นชัดจนกลายเป็นปัญหาใหญ่กังวลใจของสาวๆ

    ฝ้า (Melasma) ปัญหาความผิดปกติของผิว โดยเกิดจากเม็ดสีผิวหรือเมลานิน (Melanin) ที่ถูกผลิตขึ้นมามากเกินไป จนกลายเป็นแผ่นฝ้าที่มีลักษณะเป็นรอยปื้นสีคล้ำอ่อนๆ ไปจนถึงดำเข้ม เกิดขึ้นได้กับทุกส่วนบนใบหน้า โดยเฉพาะส่วนที่โดนแดดได้ง่าย เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก ไล่ขึ้นไปจนถึงขมับทั้งสองข้าง

    ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ต่างกันอย่างไร สังเกตง่ายๆ ดังนี้

    • ฝ้า (Melasma) มีลักษณะเป็นรอยปื้นสีคล้ำอ่อนๆ ไปจนถึงดำเข้ม
    • กระ (Freckle) มีลักษณะเป็นจุดกลมๆ สีน้ำตาลอ่อนๆ มีขนาดเล็ก เกิดได้กับทุกส่วนบนใบหน้า
    • จุดด่างดำ คือ สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ เป็นจุดดำที่เข้มกว่าผิวบริเวณรอบๆ ซึ่งมักเกิดจากการอักเสบของผิว

    2 ปัจจุยหลักที่ทำให้หน้าเป็นฝ้า

    ปัจจัยภายนอก
    • แสงแดด หรือรังสี UVA และ UVB ที่ไปกระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ให้ผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น
    • แสงสีฟ้าจากหน้าจอและหลอดไฟ เป็นอีกหนึ่งในตัวกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ จนเกิดเป็นปัญหาฝ้าตามมา
    • ความร้อน จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ผิวถูกทำร้าย และถูกกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินทำงานเพิ่มขึ้น ยิ่งโดนความร้อนสะสมเป็นเวลานานยิ่งทำให้ฝ้าเข้มขึ้น
    • การแพ้สารเคมีในเครื่องสำอาง จำพวกสารปรอท ไฮโดรควิโนน กรดเรทิโนอิก ฯลฯ สารเหล่านี้ เมื่อใช้ไปนานๆ จะทำให้เนื้อเยื้อผิวเกิดการเปลี่ยนแปลง ผิวบาง แสบ แดง เกิดเป็นฝ้าถาวร
    ปัจจัยภายใน
    • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอรโรน (progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ที่มีส่วนทำให้ผิวไวต่อแสงแดดและความร้อน 
    • ยาคุมกำเนิด เพราะในยาคุมกำเนิดนั้น มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ ซึ่งจะกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติจนเกิดฝ้า
    • การตั้งครรภ์ ในช่วงตั้งครรภ์ฮอร์โมนเพศหญิงจะสวิง ยิ่งถ้าโดนแสงแดดและความร้อนร่วมด้วย ก็จะยิ่งทวีคูณความหนาของฝ้า
    • กรรมพันธุ์ มีส่วนทำให้เกิดฝ้าสูงถึง 50% เช่นเดียวกับคนที่มีผิวเข้ม ก็จะมีแนวโน้มเกิดฝ้าได้ง่ายกว่าคนผิวขาวหรือผิวสองสี
    • โรคบางชนิด เช่น ไทรอยด์ ความเครียดสะสม การขาดวิตามินบี 12 โรคตับ ฯลฯ

    ด้วยเหตุปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดกับเพศหญิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ สถาบันโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (the American Academy of Dermatology) พบว่า 90% ของคนเป็นฝ้าคือผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงวัยกลางคนวัย 30-40 ปี และเจอได้มากในกลุ่มวัยทอง

    ปัญหาฝ้า กระบนใบหน้าเป็นเป็นหาผิวที่รักษาให้หายขาดได้ยากมาก เนื่องจากต้องใช้เวลานานและขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลด้วย ดังนั้นการปกป้องผิวจากปัจจัยที่คอยทำร้ายจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้การใช้เทคนิคเลเซอร์ในการรักษาฝ้า ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่จะช่วยกอบกู้ผิวหน้าให้แข็งแรงขึ้น และบอกลาฝ้า กระ ที่เป็นปัญหาเรื้อรังได้ในเวลาอันรวดเร็วแต่ปลอดภัยกว่าการใช้ครีมที่มีสารเร่งผิวขาว

    ดูแลผิวให้สวยด้วย Melasma 3D ที่มีพลังงานเลเซอร์ Picosecond ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีกำจัดเม็ดสีที่เพอร์เฟคที่สุดในขณะนี้ และมีรางวัลได้ Luminary Excellence รางวัลอันดับ 1 เทคโนโลยีล่าสุดในการกำจัดเม็ดสีส่วนเกินที่ทำให้เกิดฝ้าหนา เคลียร์ชัดทุกแผ่นฝ้า ฟื้นฟูผิวได้อย่างล้ำลึก พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนให้หน้าดูอ่อนกว่าวัย ผลลัพธ์ชัดเจนเมื่อทำต่อเนื่อง

    เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ล่าสุดในการกำจัดเม็ดสีที่ APEX CLEAR เคลียร์รอยฝ้าแบบ 3 มิติ เพื่อผิวกระจ่างใส

    👉 กำจัดเม็ดสีได้ล้ำลึก ลบรอยฝ้าหนาได้ทุกชนิด

    👉 ลดการขยายตัวของเส้นเลือดฝอย ไม่เกิดฝ้าซ้ำซ้อน

    👉 ฟื้นฟู พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่เพื่อผิวกระจ่างใส

    🏆 รางวัล “Luminary Excellence” อันดับ 1 เทคโนโลยีล่าสุดในการกำจัดเม็ดสีส่วนเกินที่ทำให้เกิดฝ้าหนา

     

    APEX CLEAR “เคลียร์ทุกเรื่องผิว”

    📣 สอบถามหรือปรึกษาปัญหาผิวได้เลยค่ะ

    📲 [email protected] https://lin.ee/wB4l0p0 หรือ @apexclear

     #ApexClear #apexclearดูแลครบจบเรื่องหน้าพัง #apexclearเคลียร์ทุกเรื่องผิว #เลเซอร์ลดเม็ดสี #เลเซอร์ฝ้า #เลเซอร์เคลียร์ฝ้า #ฝ้าหนา #Melasma #เทคโนโลกำจัดเม็ดสี #เคลียร์ฝ้าสามมิติ