บทความเกี่ยวกับ : กดสิว
กดสิวเจ็บไหม ทำยังไงให้สิวไม่อักเสบและไม่ทิ้งรอย
กดสิวเจ็บไหม ควรทำอย่างไรให้ไม่ทิ้งรอยและไม่อักเสบ
หลายคนที่มีปัญหาสิว มักเลือกวิธีกดสิวเพื่อกำจัดสิวอุดตันหรือสิวหัวดำให้หายไวขึ้น แต่ก็มีคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “กดสิวเจ็บไหม” และจะมีวิธีใดบ้างที่ช่วยให้ผิวไม่เกิดการอักเสบหรือทิ้งรอยหลังการกด การกดสิวแม้จะดูเป็นขั้นตอนง่าย ๆ แต่หากทำไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและรอยแผลเป็นตามมาได้ การเข้าใจขั้นตอนที่ถูกต้อง รวมถึงการเตรียมผิวก่อนและดูแลหลังการกดสิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้จะพาไปรู้ลึกตั้งแต่สาเหตุที่ควรหรือไม่ควรกดสิว วิธีลดความเจ็บระหว่างทำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลผิวหลังการกดสิวเพื่อให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส และลดความเสี่ยงจากรอยอักเสบในระยะยาว

(รีวิว) กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
การกดสิว คืออะไร
กดสิว คือ ขั้นตอนในการนำหัวสิวหรือสิ่งอุดตันภายในรูขุมขนออกจากผิวหนัง โดยเฉพาะสิวหัวขาวและสิวหัวดำที่เกิดจากการสะสมของน้ำมันส่วนเกิน เซลล์ผิวที่ตายแล้ว หรือสิ่งสกปรก การกดสิวอย่างถูกวิธีช่วยลดโอกาสการอักเสบของสิวและป้องกันไม่ให้สิวลุกลามไปมากขึ้น เพราะเมื่อสิ่งอุดตันถูกนำออก ผิวจะสามารถฟื้นฟูและผลัดเซลล์ได้ตามปกติ อีกทั้งยังช่วยให้ยารักษาสิวซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้น จึงทำให้สิวหายไวขึ้นและลดโอกาสการเกิดสิวซ้ำในอนาคต
สิว (Acne) มีกี่ชนิด สาเหตุเกิดจากและวิธีการรักษาสิวอย่างไร
การกดสิวเป็นหนึ่งในขั้นตอนดูแลผิวที่หลายคนเลือกทำเป็นประจำ เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น แต่ทั้งนี้ควรกดสิวกับผู้มีประสบการณ์ด้านการกดสิวเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการบีบผิดวิธีที่อาจทิ้งรอยหรือทำให้เกิดการอักเสบตามมาได้

(รีวิว) กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สาเหตุของการเกิดสิวที่ทำให้ต้องกดสิวออก
ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นตอนการดูแลผิว สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่าสิวประเภทใดที่มักนำไปสู่การกดสิว เพื่อจัดการปัญหาให้ถูกจุด การทราบถึงต้นตอของการอุดตันจะช่วยให้เราประเมินสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดสิวจนต้องนำออกนั้น มีดังนี้
การผลิตไขมัน (Sebum) ที่มากเกินไป
เมื่อต่อมไขมันผลิตซีบัมออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ ซีบัมส่วนเกินนี้จะไปผสมรวมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและสิ่งสกปรกต่าง ๆ จนเกิดการสะสมและอุดตันภายในรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันขึ้น สิวอุดตันเหล่านี้หากไม่ถูกกำจัดออกไปอย่างถูกต้อง ก็อาจจะพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบได้ การกดสิวเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยนำสิ่งที่อุดตันซึ่งเกิดจากไขมันส่วนเกินนี้ออกจากรูขุมขนได้โดยตรง เพื่อป้องกันการอักเสบที่รุนแรง การตัดสินใจกดสิว ควรทำโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการกดสิวเพื่อให้แน่ใจว่าได้เอาสิ่งที่อุดตันออกไปหมดจริง ๆ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลเป็นหลังการกดสิว
การผลัดเซลล์ผิวที่ทำงานผิดปกติ
ภาวะที่เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วไม่ยอมหลุดลอกออกไปตามปกติ แต่กลับไปรวมตัวกับไขมันและสิ่งสกปรกจนทำให้เกิดการอุดตันที่บริเวณปากรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวอุดตันทั้งหัวเปิดและหัวปิด สิวเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้จะขัดขวางการทำงานของรูขุมขนและอาจทำให้เกิดการอักเสบ การกดสิวจะช่วยเปิดทางและกำจัดสิ่งอุดตันที่แข็งตัวออกไปได้ เพื่อให้รูขุมขนกลับมาทำงานได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว การกดสิวออกอย่างถูกวิธีจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาสิวอุดตันเรื้อรัง และช่วยลดโอกาสที่สิวจะลุกลามจนต้อง กดสิวซ้ำบ่อย ๆ ในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยรุ่น ก่อนมีประจำเดือน หรือภาวะที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงขึ้น มักกระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานหนักขึ้นและสร้างไขมันมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การอุดตันของรูขุมขนและทำให้เกิดสิวอุดตันจำนวนมาก สิวอุดตันที่เกิดขึ้นจากสาเหตุทางฮอร์โมนเหล่านี้มักจะดื้อต่อการรักษาด้วยยาทาเฉพาะที่เพียงอย่างเดียว การกดสิวจึงเป็นวิธีการเสริมเพื่อกำจัดสิวอุดตันที่สะสมออกไป เพื่อลดภาระของผิว การดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับการกดสิวจะช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนการกดสิวเพื่อประเมินสิวที่เหมาะสม
การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย C. acnes
แบคทีเรียชนิดนี้เป็นแบคทีเรียประจำถิ่นที่อยู่บนผิวหนัง แต่เมื่อรูขุมขนเกิดการอุดตันและมีไขมันสะสมมากเกินไป จะเป็นสภาวะที่เหมาะสมให้ C. acnes เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และจะปล่อยสารกระตุ้นการอักเสบออกมา ทำให้สิวอุดตันกลายเป็นสิวอักเสบที่มีอาการบวมแดงและเจ็บปวด การกดสิวออกในกรณีที่เป็นสิวอุดตันตั้งแต่แรกจะช่วยลดแหล่งอาหารของแบคทีเรีย และลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบที่รุนแรง การกดสิวควรทำด้วยความระมัดระวังสูงสุดเพื่อไม่ให้เกิดการกระจายตัวของเชื้อแบคทีเรีย การดูแลความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญมากทั้งก่อนและหลังการกดสิว
การใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่อุดตันผิว
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เรียกว่า Comedogenic หรือที่มีน้ำมันและส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตันสูง จะทำให้รูขุมขนไม่สามารถระบายไขมันออกได้ตามปกติและเกิดการสะสมของสิ่งอุดตันจนกลายเป็นสิวอุดตันเรื้อรัง เมื่อสิวอุดตันเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมาก การใช้ยาภายนอกอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว การกดสิวจึงเป็นทางออกในการกำจัดสิวอุดตันที่เกิดจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน การกดสิวที่ถูกสุขลักษณะจะช่วยให้ผิวกลับมาหายใจได้อีกครั้ง และลดการกดสิวซ้ำซากในระยะยาว

กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สิวแบบไหนที่กดได้ และสิวแบบไหนไม่ควรกด
แม้ว่าการกดสิวจะเป็นวิธีการรักษาที่จำเป็นสำหรับสิวบางชนิด แต่การตัดสินใจกดสิวนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้กับสิวทุกประเภท เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบและรอยแผลเป็นที่รุนแรงกว่าเดิมได้ การแยกประเภทของสิวที่สามารถกดออกได้และสิวที่ไม่ควรกดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนี้
สิวที่สามารถกดได้
• สิวหัวดำ (Blackheads) สิวประเภทนี้คือสิวอุดตันหัวเปิดที่เห็นเป็นจุดดำ ๆ บนผิว ซึ่งเกิดจากการอุดตันของไขมันและเซลล์ผิวที่ทำปฏิกิริยากับอากาศ การกดสิวหัวดำออกอย่างถูกวิธีโดยผู้มีประสบการณ์จะช่วยกำจัดสิ่งที่อุดตันออกไปได้อย่างหมดจดและลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบตามมา การพยายามกดสิวหัวดำด้วยตัวเองอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและเชื้อโรคเข้าสู่ผิวได้ง่าย ซึ่งจะทำให้ผิวเสียหายมากกว่าเดิม ดังนั้นการกดสิวชนิดนี้จึงควรทำในสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดเชื้อเท่านั้น ( สิวหัวดำ คืออะไร เกิดจากสาเหตุ แตกต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร )
• สิวหัวขาว (Whiteheads) เป็นสิวอุดตันหัวปิดที่เห็นเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ สีขาวภายใต้ผิวหนัง เนื่องจากสิ่งที่อุดตันไม่ได้เปิดออกสู่ภายนอก การกดสิวประเภทนี้จำเป็นต้องรอให้สิวสุกเต็มที่และผู้มีประสบการณ์ต้องใช้เข็มปลอดเชื้อเปิดหัวสิวอย่างระมัดระวังก่อนกดสิวออก การกดสิวหัวขาวที่ไม่สุกหรือทำอย่างรุนแรงอาจทำให้ผนังรูขุมขนฉีกขาดและเกิดสิวอักเสบที่รุนแรงกว่าเดิมได้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงจากการกดสิว จึงควรเป็นหน้าที่ของแพทย์ด้านผิวหนังเท่านั้น ( สิวหัวขาว คืออะไร เกิดจากสาเหตุ แตกต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร )
• สิวหัวหนอง (Pustules) สิวชนิดนี้เป็นสิวอักเสบที่มีลักษณะเป็นตุ่มแดงมีหนองสีเหลืองอยู่ตรงกลาง ซึ่งหนองคือการรวมตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ การกดสิวที่มีหัวหนองขนาดเล็กและตื้นที่พร้อมจะแตกออก อาจช่วยระบายหนองออกมาได้ แต่ต้องทำอย่างเบามือและสะอาดที่สุด การกดสิวชนิดนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เชื้อแบคทีเรียและหนองกระจายตัวใต้ผิว ทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม การตัดสินใจกดสิวจึงต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากสิวมีขนาดใหญ่หรืออักเสบลึก ควรหลีกเลี่ยงการกดสิวโดยเด็ดขาด ( สิวหัวหนอง คืออะไร เกิดจากสาเหตุ แตกต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร )

(รีวิว) กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สิวที่ห้ามกดเด็ดขาด
• สิวอักเสบไม่มีหัว / สิวตุ่มแดง (Papules) สิวประเภทนี้มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดง บวม อักเสบ แต่ยังไม่มีหัวหนองให้เห็น เนื่องจากเป็นการอักเสบที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนัง การพยายามกดสิวตุ่มแดงจะยิ่งเป็นการรบกวนผิวที่อักเสบอยู่แล้ว ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อลึกลงไปอีก ซึ่งจะส่งผลให้สิวอักเสบหนักขึ้น เกิดการติดเชื้อ และมีความเสี่ยงที่จะทิ้งรอยดำ รอยแดง หรือรอยแผลเป็นที่แก้ไขยาก การรักษาที่ถูกต้องคือการใช้ยาเพื่อลดการอักเสบแทนการกดสิวโดยไม่จำเป็น และควรหลีกเลี่ยงการกดสิวด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด ( สิวอักเสบ คืออะไร เกิดจากสาเหตุ มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร , สิวตุ่มแดง คืออะไร เกิดจากสาเหตุ แตกต่างจากสิวทั่วไปอย่างไร )
• สิวหัวช้าง / สิวซีสต์ (Nodules / Cysts) เป็นสิวอักเสบที่มีความรุนแรง มีลักษณะเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่ บวมแดง และเจ็บปวดมาก การอักเสบอยู่ลึกใต้ผิวหนังในระดับชั้นหนังแท้ การกดสิวชนิดนี้ไม่สามารถกำจัดสิ่งที่อักเสบออกไปได้หมด และจะทำให้การอักเสบแพร่กระจายไปยังบริเวณข้างเคียง การพยายามกดสิวหัวช้างหรือซีสต์จะทำให้เกิดการทำลายของคอลลาเจนอย่างรุนแรง และเกือบจะรับประกันได้ว่าจะเกิดแผลเป็นแบบหลุมลึกตามมา การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือฉีดยาลดอักเสบโดยแพทย์เท่านั้น ห้ามกดสิวชนิดนี้ด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด ( สิวหัวช้าง คืออะไร สาเหตุเกิดจาก มีวิธีรักษาและป้องกันอย่างไร , สิวซีสต์ คืออะไร สาเหตุเกิดจาก มีวิธีรักษาและป้องกันอย่างไร )
• สิวผด (Fungal Acne / Heat Rash) สิวผดมักมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ขนาดเท่ากัน มักเห่อขึ้นเมื่อเจอความร้อนหรือเหงื่อไคล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการอุดตันของไขมัน แต่เกิดจากเชื้อยีสต์ (Malassezia) หรือความร้อน การกดสิวผดจึงเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องและไร้ประโยชน์ เนื่องจากไม่มีสิ่งที่อุดตันให้กดออก การกดสิวชนิดนี้มีแต่จะทำให้ผิวระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น การรักษาที่เหมาะสมคือการใช้ยาฆ่าเชื้อราสำหรับสิวจากเชื้อยีสต์ หรือดูแลผิวให้เย็นสบายสำหรับผดจากความร้อน การกดสิวผดจึงไม่มีความจำเป็นและไม่ควรทำอย่างยิ่ง ( สิวผด คืออะไร เกิดจากสาเหตุ แตกต่างจากสิวปกติทั่วไปอย่างไร )

(รีวิว) กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
กดสิวเจ็บไหม ความรู้สึกจริงระหว่างการกดสิว
เรื่องของความรู้สึกขณะกดสิว เป็นสิ่งที่หลายคนกังวลใจและมักจะมีความคิดว่าต้องเจ็บปวดอย่างมาก แต่ความจริงแล้วความรู้สึกเจ็บปวดระหว่างการกดสิวนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งประเภทของสิว ความลึกของการอุดตัน และที่สำคัญคือเทคนิคและประสบการณ์ของผู้ที่ทำการกดสิวให้เรา มีดังนี้
• ความรู้สึกขณะกดสิวหัวดำ/หัวขาว เจ็บน้อยถึงปานกลาง หากเป็นการกดสิวอุดตันที่พร้อมจะออก (หัวสิวโผล่พ้นผิวแล้วหรือสุกเต็มที่) เจ้าหน้าที่จะใช้เข็มปลอดเชื้อสะกิดเปิดหัวสิวก่อน ทำให้สิ่งที่อุดตันหลุดออกได้ง่าย ความรู้สึกที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนกับการกดสิว บริเวณนั้นด้วยแรงกดที่ค่อนข้างตึง อาจรู้สึกเจ็บสิวจี๊ด ๆ เล็กน้อยคล้ายการโดนหยิกในบางจุดที่ผิวบอบบาง
• ความรู้สึกขณะกดสิวหัวหนอง เจ็บจี๊ดเล็กน้อยสิวที่มีหนองมักจะมีการอักเสบอยู่แล้ว ทำให้ผิวบริเวณนั้นมีความไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติ เมื่อกดสิวเพื่อระบายหนอง อาจรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาเล็กน้อยในจังหวะที่หัวสิวถูกเปิดและระบายหนองออกแต่จะหายไปเอง ถ้าสิวเม็ดนั้นมีอาการอักเสบลึกหรือบวมแดงมาก การกดสิวอาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นและเป็นสิวที่ไม่ควรกดเอง
ปัจจัยที่ทำให้การกดสิวแล้วเจ็บ
นอกเหนือจากการเลือกประเภทสิวที่ถูกต้องแล้ว ความรู้สึกเจ็บระหว่างการกดสิว ยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าประสบการณ์การดูแลผิวครั้งนี้จะราบรื่นหรือเจ็บปวด การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้การกดสิวเป็นไปอย่างนุ่มนวลและลดความเสี่ยงได้ โดยสาเหตุที่ส่งผลต่อความเจ็บปวด ได้แก่
ชนิดและระยะของสิว
สิวแต่ละชนิดมีความเจ็บปวดในการกดสิวไม่เท่ากัน สิวอุดตันหัวขาวที่อยู่ลึกและแข็งมักจะเจ็บมากกว่าสิวหัวดำที่เปิดออกสู่ภายนอกแล้ว นอกจากนี้ สิวที่ยังไม่สุกหรือเป็นสิวอักเสบที่มีอาการบวมแดงมาก เมื่อถูกพยายามกดสิวออก จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดรุนแรงและมีโอกาสเกิดการอักเสบเพิ่มขึ้นได้ สิวที่พร้อมให้กดสิว ควรมีลักษณะหัวสิวโผล่พ้นผิวหรือสุกเต็มที่แล้ว ซึ่งจะทำให้การกดสิวออกทำได้ง่ายและเจ็บน้อยลงมาก
เทคนิคและความแรงที่ใช้ในการกดสิว
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การกดสิวเจ็บคือการใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้องและใช้แรงกดที่มากเกินไป ผู้ที่มีทักษะจะสามารถประเมินทิศทางและตำแหน่งที่เหมาะสมในการกดสิว เพื่อให้สิ่งที่อุดตันหลุดออกมาได้ง่ายโดยใช้แรงเพียงเล็กน้อย การบีบเค้นหรือกดซ้ำ ๆ อย่างรุนแรงโดยไม่คำนึงถึงทิศทางของรูขุมขน ไม่เพียงแต่จะทำให้กดสิวเจ็บมากเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและรอยแผลเป็น การกดสิวที่ดีต้องเบามือแต่ถูกจุด
การเตรียมผิวที่ไม่เพียงพอ
การเตรียมผิวที่ไม่ดีพอ เช่น การไม่ใช้ไอน้ำเพื่อเปิดรูขุมขน หรือการไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำให้น้ำมันที่อุดตันอ่อนตัวลงก่อนกดสิว จะทำให้รูขุมขนยังคงปิดแน่นและแข็งตึง เมื่อทำการกดสิวจึงต้องใช้แรงมากกว่าปกติเพื่อเอาหัวสิวออก ส่งผลให้รู้สึกเจ็บปวดและผิวบอบช้ำมากขึ้น การเตรียมผิวที่ดีจะช่วยให้สิ่งที่อุดตันหลุดออกมาได้อย่างราบรื่นและลดความรู้สึกเจ็บปวดระหว่างกดสิว ทำให้ขั้นตอนการกดสิวมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง
การใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมหรือขาดความสะอาด
การใช้อุปกรณ์กดสิวที่มีขอบคมหรือมีขนาดใหญ่เกินไปสำหรับสิวเม็ดเล็ก ๆ อาจทำให้ผิวหนังรอบ ๆ บาดเจ็บและรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ หากอุปกรณ์ที่ใช้กดสิวไม่ผ่านการฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนหลังการกดสิว ซึ่งจะนำไปสู่การอักเสบ บวมแดง และความเจ็บปวดที่ยาวนานกว่าเดิม การเลือกใช้เครื่องมือที่สะอาดและเหมาะสมกับชนิดของสิวจึงทำให้การกดสิวไม่เจ็บมาก
ระดับความไวต่อความเจ็บปวดของแต่ละบุคคล
แต่ละคนมีเกณฑ์การรับรู้ความเจ็บปวดที่แตกต่างกันไป บางคนมีความอดทนต่อความเจ็บสูง ในขณะที่บางคนมีความไวต่อความรู้สึกเจ็บปวดแม้เพียงเล็กน้อย การกดสิวในบริเวณที่มีเส้นประสาทจำนวนมาก เช่น บริเวณสันจมูกหรือเหนือริมฝีปาก ก็จะกระตุ้นความรู้สึกเจ็บได้ง่ายกว่าบริเวณแก้ม ผู้ที่มีผิวบอบบางและไวต่อการสัมผัสอาจรู้สึกเจ็บปวดระหว่างกดสิวมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้น ผู้ที่ทำการกดสิวควรสอบถามความรู้สึกของผู้รับบริการ และปรับเทคนิคให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

(รีวิว) กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ขั้นตอนการกดสิวด้วยตัวเองที่ถูกต้อง
แม้ว่าการกดสิวด้วยตนเองจะสามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญคือควรทำอย่างถูกวิธีและคำนึงถึงความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการอักเสบและรอยแผลเป็นที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมอุปกรณ์ให้สะอาด รวมถึงการทำตามขั้นตอนที่เหมาะสม จะช่วยให้การกดสิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
• การเตรียมความพร้อมและทำความสะอาด ล้างหน้า มือ และอุปกรณ์ที่จะใช้ เช่น ที่กดสิวให้สะอาดหมดจด เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผลเปิดหลังการกดสิว การเตรียมความพร้อมนี้เป็นสิ่งสำคัญของการกดสิวด้วยตัวเองที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการอักเสบติดเชื้อซ้ำซ้อนได้อย่างมาก
• การเปิดรูขุมขน ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณที่จะกดสิวทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนและทำให้ผิวหนังนุ่มลง ทำให้การกดสิวทำได้ง่ายขึ้นและลดความเจ็บปวดระหว่างการกดสิว ลงไดขั้นตอนนี้จะช่วยให้หัวสิวหลุดออกมาได้อย่างง่ายดายไม่ต้องใช้แรงมาก
• ลงมือกดสิวอย่างถูกวิธี ใช้ที่กดสิวหรือคอตตอนบัดสองอัน ค่อย ๆ กดลงบริเวณรอบฐานสิว การกดสิวที่ดีคือการใช้แรงกดเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอจนหัวสิวหลุดออกหากกดสิวแล้วหัวสิวไม่ออกมาใน 1-2 ครั้ง ควรหยุดทำทันทีเพราะการฝืนกดต่ออาจทำให้เส้นเลือดฝอยแตกและผิวช้ำอักเสบได้
• ทำความสะอาดแผลหลังกด เมื่อนำหัวสิวออกหมดแล้ว ให้ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดบริเวณที่เพิ่งกดสิวไป เพื่อฆ่าเชื้อและขจัดสิ่งสกปรกที่อาจตกค้าง การละเลยขั้นตอนนี้อาจทำให้แผลจากการกดสิวเกิดการติดเชื้อและกลายเป็นสิวอักเสบที่รุนแรงกว่าเดิมได้
• การปลอบประโลมและฟื้นฟูผิว แต้มยาฆ่าเชื้อหรือเจลลดการอักเสบเฉพาะจุด บริเวณที่กดสิวเพื่อช่วยปลอบประโลมผิวและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือทาเครื่องสำอางทับแผลจากการกดสิวอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวบริเวณนั้นได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่
ควรกดสิวเองหรือให้คลินิกกดสิวให้ แบบไหนดีกว่า
หลายคนที่มีปัญหาสิวอุดตันมักจะเผชิญกับทางเลือกว่าจะกดสิวออกเองที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือจะไปให้เจ้าหน้าที่ที่คลินิกกดสิวให้เพื่อการลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค การตัดสินใจเลือกวิธีกดสิวที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ ดังนี้
• การกดสิวด้วยตัวเอง ข้อดีหลักคือความสะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถทำได้ทันทีเมื่อต้องการ แต่มีความเสี่ยงมากที่การกดสิวจะทำได้ไม่หมดจด ทำให้เชื้อโรคตกค้างและอักเสบซ้ำ นอกจากนี้ การกดสิวผิดวิธีโดยขาดความเชี่ยวชาญและความสะอาด มักทิ้งรอยแดง รอยดำ หรือแม้กระทั่งหลุมสิวไว้ ซึ่งยากต่อการรักษาในอนาคต
• การกดสิวโดยเจ้าหน้าที่ที่คลินิก เป็นวิธีกดสิวที่ลดความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์ที่ดี เนื่องจากมีความรู้ในการประเมินสิวและใช้เทคนิคการกดสิวที่ถูกต้อง พร้อมเครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างดี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการอักเสบและป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าการกดสิวที่คลินิกจะมีค่าใช้จ่ายและต้องใช้เวลาเดินทาง แต่ก็คุ้มค่ากับสุขภาพผิวที่ดีในระยะยาว
ความถี่ในการกดสิว ควรทำบ่อยแค่ไหน
โดยปกติแล้ว วงจรการผลัดเซลล์ผิวของคนเราจะอยู่ที่ประมาณ 28 วัน ซึ่งหมายความว่าเซลล์ผิวเก่าจะค่อย ๆ ถูกผลักขึ้นมาและหลุดลอกออกไป เพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ สิวอุดตันก็เป็นผลมาจากการที่เซลล์ผิวเก่าเหล่านี้ไปรวมตัวกับไขมัน (Sebum) ในรูขุมขน ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำความถี่ในการกดสิวที่เหมาะสมไว้ที่ ทุก ๆ 2 - 4 สัปดาห์ ระยะเวลานี้ถือว่าเหมาะสมกับการกดสิว เพราะเป็นการรอให้สิวอุดตันที่อยู่ใต้ผิวค่อย ๆ ดันตัวขึ้นมายังชั้นผิวที่ตื้นพอจะสามารถกดออกได้ง่าย โดยไม่สร้างความบอบช้ำให้ผิวมากเกินไป และยังเป็นช่วงเวลาที่ให้ผิวได้มีเวลาฟื้นฟูตัวเองจากการกดสิวในครั้งก่อนอย่างเต็มที่
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดหลังจากกดสิว
การดูแลผิวหลังกดสิวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของผิวและป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นหรือรอยดำที่ฝังลึก เพราะแม้ว่าการกดสิวจะช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น แต่ก็อาจทิ้งร่องรอยไว้หากดูแลไม่ถูกต้อง เพื่อให้ผิวหายเร็วและกลับมาเรียบเนียน ควรหลีกเลี่ยงสิ่งห้ามทำเด็ดขาด ดังนี้
• ห้ามสัมผัสหรือแกะเกาบริเวณที่เพิ่งกดสิว การสัมผัสผิวหน้าด้วยมือที่ไม่สะอาด หรือการแกะเกาซ้ำเติมแผลที่เพิ่งถูกกดสิว จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการอักเสบที่มากขึ้นนี้เองจะนำไปสู่รอยแดง รอยดำ หรือแม้แต่รอยแผลเป็นที่ใหญ่และเห็นชัดเจนกว่าเดิมภายหลังจากการกดสิว
• ห้ามออกแดดจัดโดยไม่มีการป้องกัน แสงแดดคือศัตรูตัวฉกาจของผิวที่เพิ่งถูกกดสิวใหม่ๆ เพราะรังสียูวีจะกระตุ้นการผลิตเม็ดสีเมลานินบริเวณที่อักเสบ ทำให้รอยแดงเปลี่ยนเป็นรอยดำที่ฝังลึกและหายยาก ดังนั้นจึงห้ามละเลยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องผิวจากการกดสิว
• ห้ามใช้เครื่องสำอางปิดรอยแผลทันที การใช้เครื่องสำอางประเภทรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์ที่มีเนื้อหนาเพื่อปกปิดรอยแดงจากการกดสิวทันที อาจเป็นการอุดตันรูขุมขนที่เปิดอยู่ และอาจทำให้แผลหายช้าหรือเกิดสิวใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นควรรอให้แผลปิดสนิท หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดการอุดตันหลังจากการกดสิว
• ห้ามทำความสะอาดผิวหน้าอย่างรุนแรง ในช่วง 1-2 วันแรกหลังการกดสิว ควรล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็น และใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน ห้ามขัด ถู หรือใช้แปรงทำความสะอาดผิวหน้าบริเวณที่ถูกกดสิว เพราะจะทำให้ผิวเกิดการบาดเจ็บซ้ำ และเพิ่มการอักเสบของผิวหนังที่บอบช้ำจากการกดสิว
• ห้ามปล่อยให้ผิวขาดความชุ่มชื้น การปล่อยให้ผิวแห้งตึงหลังจากการกดสิว จะทำให้กระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิวเป็นไปได้ยากและช้าลง ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำหอมและมีส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวที่เสียหายจากการกดสิว และลดความเสี่ยงของการเกิดรอยแผลเป็น
• ห้ามเข้าห้องซาวน่าหรือออกกำลังกายหนักจนเหงื่อออกมากเกินไป ความร้อนและเหงื่อที่ออกมากเกินไปอาจทำให้รูขุมขนที่เพิ่งถูกกดสิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ง่ายในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังจากการกดสิว ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดความร้อนสูงและเหงื่อออกมาก เพื่อให้ผิวมีโอกาสฟื้นตัวอย่างเต็มที่หลังการกดสิว
หลังจากกดสิว ควรดูแลอย่างไรให้ไม่ทิ้งรอย
การกดสิวเป็นเพียงขั้นตอนแรกของการจัดการสิวเท่านั้น แต่ขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลผิวหลังการ กดสิวอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำซ้อนและลดโอกาสการเกิดรอยแดงรอยดำที่อาจทิ้งไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
ทำความสะอาดแผลทันทีด้วยน้ำเกลือ
หลังขั้นตอนกดสิวเสร็จสิ้นลง ควรใช้สำลีชุบน้ำเกลือล้างแผลเช็ดทำความสะอาดบริเวณที่เพิ่งกดสิวออกอย่างเบามือ เพื่อกำจัดเลือดหรือสิ่งตกค้างออกไปให้หมด น้ำเกลือมีความอ่อนโยนและช่วยรักษาความสะอาดของแผลที่เกิดจากการกดสิว โดยไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแสบผิว การรักษาความสะอาดทันทีเป็นการป้องกันไม่ให้แบคทีเรียเข้าสู่รูขุมขนที่เปิดอยู่ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการอักเสบซ้ำซ้อนและป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลหลังกดสิวได้อย่างดี
ปลอบประโลมผิวและลดการอักเสบ
ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยลดรอยแดงและปลอบประโลมผิว เช่น เจลว่านหางจระเข้บริสุทธิ์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากใบบัวบกทาบริเวณที่กดสิวออกอย่างอ่อนโยน ส่วนผสมเหล่านี้จะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลังการกดสิว และเร่งกระบวนการสมานแผลของผิว การลดการอักเสบเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันรอยดำและรอยแผลเป็นที่อาจเกิดขึ้นตามมาจากการกดสิวที่รุนแรง
ปกป้องแผลและหลีกเลี่ยงการสัมผัส
หลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือสัมผัสบริเวณที่เพิ่งกดสิวออกไป เพราะอาจทำให้แผลเปิดซ้ำ นำไปสู่การติดเชื้อ และทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น หากมีสะเก็ดแผลเล็กน้อย ควรปล่อยให้สะเก็ดหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ อย่าพยายามดึงออก เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นระยะยาวได้ การรบกวนผิวบริเวณที่ทำการกดสิวอาจทำให้เม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติ และทิ้งรอยดำไว้ได้ง่าย ดังนั้นควรระมัดระวังหลังกดสิว
งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงและสครับผิว
ในช่วง 3-7 วันแรกหลัง กดสิว ควรงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองสูง เช่น กรดผลัดเซลล์ผิว (AHA BHA) และเรตินอยด์ การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เร็วเกินไปจะไปรบกวนการสมานแผลของผิวหนังที่เกิดจากการกดสิว และอาจทำให้ผิวแสบ แดง และอักเสบหนักขึ้น รวมถึงควรงดการสครับผิวหรือการทำทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน เพื่อให้ผิวบริเวณที่เพิ่งกดสิวมีเวลาฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่

กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
วิธีลดรอยแดงและรอยดำจากการกดสิว
หลังจากการกดสิวที่หลายคนอดใจไม่ไหว มักตามมาด้วยปัญหาที่น่ากังวลใจไม่แพ้กัน นั่นคือรอยแดงและรอยดำที่ทิ้งไว้เป็นหลักฐานบนใบหน้า ซึ่งร่องรอยเหล่านี้อาจดูจางลงได้เองตามธรรมชาติ แต่หากต้องการเร่งให้ผิวกลับมาเรียบเนียนสม่ำเสมอได้เร็วขึ้นเพื่อรับมือกับผลลัพธ์จากการกดสิว ก็มีหลากหลายวิธี ดังนี้
ใช้ผลิตภัณฑ์ลดการอักเสบและผลัดเซลล์ผิว
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมช่วยลดการอักเสบและผลัดเซลล์ผิวเป็นสิ่งสำคัญหลังการกดสิว เพื่อลดรอยแดงที่เกิดจากการอักเสบและการบาดเจ็บของผิวหนัง ซึ่งส่วนผสมที่แนะนำได้แก่ Niacinamide Vitamin C หรือ Tranexamic acid ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการผลิตเม็ดสีและปรับสภาพผิวให้สว่างขึ้น การทาผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเข้มของรอยดำและรอยแดงที่ตามมาจากการกดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเลือกสูตรที่อ่อนโยนและไม่ก่อให้เกิดการอุดตันเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการเกิดสิวใหม่และลดความเสี่ยงของการอักเสบที่อาจนำไปสู่รอยแผลเป็นถาวรจากการกดสิวได้ในระยะยาว
ป้องกันผิวจากแสงแดดอย่างเคร่งครัด
การป้องกันผิวจากแสงแดดเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการจัดการรอยแดงและรอยดำที่เกิดจากการกดสิว เนื่องจากแสงแดดกระตุ้นให้เกิดการผลิตเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้รอยดำเข้มขึ้นและคงอยู่ยาวนานกว่าเดิม การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปและมี Broad Spectrum เพื่อปกป้องทั้งรังสี UVA และ UVB จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกวัน แม้ในวันที่ไม่ได้ออกแดดจัด การทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อประสิทธิภาพในการลดเลือนรอยที่มาจากการกดสิว และช่วยให้ผิวมีโอกาสฟื้นตัวตามธรรมชาติได้อย่างรวดเร็วหลังจากการกดสิวผ่านพ้นไป
พิจารณาทำทรีทเม้นท์ทางการแพทย์
การพิจารณาทำทรีทเม้นท์หรือหัตถการทางการแพทย์เป็นอีกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ สำหรับรอยแผลที่เข้มข้น หรือรอยที่ไม่จางลงด้วยการดูแลตัวเองตามปกติ เช่น การทำโปรแกรมเลเซอร์ประเภทต่าง ๆ เช่น โปรแกรม IPL โปรแกรม V-Beam โปรแกรม Fractional Laser ที่มุ่งไปที่เม็ดสีหรือเส้นเลือดฝอยที่ผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุของรอยแดงและรอยดำจากผลของการกดสิว การทำโปรแกรม Micro-needling หรือโปรแกรม Chemical Peel ก็เป็นวิธีที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อปรับปรุงผิวที่เสียหายจากผลของการกดสิว อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินสภาพผิวและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับรอยที่เกิดจากการกดสิวของแต่ละบุคคล
ใช้สารกลุ่มเรตินอยด์
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเรตินอยด์ (Retinoids) หรืออนุพันธ์ของวิตามินเอจะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำและมีเม็ดสีส่วนเกินให้หลุดลอกออกไปได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการลดเลือนรอยดำที่เกิดขึ้นภายหลังการกดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอยดำที่เกิดจากการอักเสบ การเริ่มใช้ในความเข้มข้นต่ำและค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเมื่อผิวปรับตัวได้แล้ว จะช่วยลดการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงแรกของการใช้ผลิตภัณฑ์หลังจากการกดสิว นอกจากนี้ เรตินอยด์ยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรงและมีสีผิวสม่ำเสมอยิ่งขึ้น ทำให้ผิวโดยรวมดูเรียบเนียนขึ้นและลดโอกาสในการเกิดร่องรอยใหม่ ๆ แม้จะมีการกดสิวอีกในอนาคต
บำรุงผิวด้วยความชุ่มชื้น
การบำรุงผิวด้วยความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการฟื้นฟูผิวที่บอบช้ำจากการกดสิว มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของเซราไมด์ (Ceramides) หรือกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) จะช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น ลดการสูญเสียน้ำ และลดการอักเสบที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากรอยแดงที่เกิดจากการกดสิว เมื่อผิวมีความชุ่มชื้นที่ดี สุขภาพผิวโดยรวมก็จะดีขึ้น ทำให้กระบวนการซ่อมแซมและผลัดเซลล์ผิวเป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น การบำรุงที่เหมาะสมจะช่วยให้รอยต่าง ๆ ที่เป็นผลจากการกดสิวจางลงได้เร็วและลดโอกาสที่ผิวจะเกิดความระคายเคืองหรือการอักเสบซ้ำซ้อน
ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การปรับปรุงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหารมีส่วนช่วยสนับสนุนการรักษาผิวจากการกดสิว ได้อย่างมาก การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น รวมถึงผิวหนังด้วย การบริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักและผลไม้หลากสีสัน จะช่วยลดการอักเสบภายในร่างกายและสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิว การดื่มน้ำอย่างเพียงพอเป็นประจำทุกวันก็ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นจากภายใน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญในการลดรอยแดงและรอยดำที่เกิดจากการกดสิว และทำให้การดูแลผิวภายนอกที่ใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพในการจัดการกับร่องรอยหลังการกดสิวได้ดียิ่งขึ้น

(รีวิว) กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้และไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย
ผลลัพธ์หลังรับบริการ โปรแกรมรักษาสิว กดสิว ที่ APEX ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ทำไมบางคนกดสิวแล้วสิวกลับมาเป็นซ้ำอีก
ปัญหาเรื่องสิวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ แม้จะเพิ่งไปกดสิวออกไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนรู้สึกท้อใจ เพราะดูเหมือนว่าการกดสิวจะไม่ใช่การจบปัญหาอย่างแท้จริง การที่สิวกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมหรือบริเวณใกล้เคียงนั้นไม่ได้เกิดจากขั้นตอนการกดสิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้วงจรการเกิดสิวยังคงดำเนินต่อไปได้ ดังนี้
• การกดสิวออกไม่หมดและเหลือรากสิว หากผู้ที่ทำการกดสิวไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอและไม่สามารถนำหัวสิวหรือรากสิวออกมาได้หมดจด อาจทำให้ส่วนที่เหลืออยู่กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียและพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบหรือสิวอุดตันเม็ดใหม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว การเหลือรากสิวไว้แม้เพียงเล็กน้อยหลังจากการกดสิวก็สามารถกระตุ้นให้สิวกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมได้ง่าย
• การอุดตันในรูขุมขนที่ยังคงอยู่หรือสะสมใหม่ การที่สิวกลับมาเป็นซ้ำหลังกดสิวบ่อยครั้งเกิดจากการที่เซลล์ผิวที่ตายแล้วและน้ำมัน (ซีบัม) ยังคงมีการผลิตออกมามากเกินไป ทำให้เกิดการอุดตันใหม่ๆ ในบริเวณใกล้เคียงหรือที่เดิมที่เพิ่งถูกกดสิวไป ซึ่งการอุดตันนี้เป็นต้นตอของการเกิดสิวทุกชนิด การดูแลที่ไม่ต่อเนื่องหรือไม่ครบถ้วนหลังจากกดสิวจึงทำให้ปัญหานี้วนกลับมา
• การติดเชื้อและอักเสบเพิ่มจากการกดสิวที่ไม่สะอาด การกดสิวด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาดหรือการดูแลแผลไม่ดีพอหลังกดสิวอาจทำให้แบคทีเรียเข้าสู่รูขุมขนที่เปิดอยู่ ส่งผลให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงขึ้น และนำไปสู่การเกิดสิวเม็ดใหม่ในบริเวณใกล้เคียงได้ การไม่รักษาความสะอาดหลังกดสิวจึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้สิวกลับมา
• ปัจจัยภายในร่างกายที่กระตุ้นการเกิดสิว ปัญหาสิวซ้ำซากไม่ได้แก้ไขได้ด้วยการกดสิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยภายใน เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ปัจจัยเหล่านี้กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานหนักและสร้างสิวเม็ดใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเพิ่งกดสิวเม็ดเก่าออกไป
• การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการอุดตัน จะไปซ้ำเติมปัญหาและสร้างสิวอุดตันเม็ดใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องไปกดสิวอยู่เรื่อยๆ การไม่ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวและการเกิดสิวอุดตันหลังจากการกดสิวจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ปัญหานี้ไม่จบสิ้น
• การดูแลผิวไม่ถูกต้องหลังการกดสิว การละเลยการใช้ยาทาหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่แพทย์สั่งเพื่อควบคุมการเกิดสิวใหม่ๆ และลดการอักเสบหลังการกดสิว ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้สิวกลับมาได้ การขาดการดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมปัจจัยการเกิดสิว จะทำให้ความพยายามในการกดสิวไม่มีประสิทธิภาพในระยะยาว
• การเป็นสิวซ้ำ ๆ ที่ตำแหน่งเดิม สำหรับบางคน สิวที่กลับมาเป็นซ้ำที่เดิมมักเป็นสิวชนิดฝังลึกหรือเป็นไตแข็ง (Cyst) ซึ่งเกิดจากการที่ถุงสิวเดิมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ หรือโครงสร้างผิวบริเวณนั้นถูกทำลายจากการอักเสบซ้ำ ๆ ทำให้เกิดการอุดตันง่ายกว่าปกติ แม้จะกดสิวออกไปแล้วก็ยังเป็นสิวซ้ำที่จุดเดิมอีก
สรุป กดสิวอย่างไรให้ถูกต้อง ทำได้ เจ็บน้อย ไม่ทิ้งรอย
การกดสิวจะเจ็บน้อยและไม่ทิ้งรอยแผลเป็นได้ หากทำอย่างเข้าใจและถูกวิธี ซึ่งเริ่มต้นจากการประเมินประเภทสิวอย่างถูกต้อง เลือกทำเฉพาะสิวอุดตันที่สุกเต็มที่ และหลีกเลี่ยงสิวอักเสบรุนแรงอย่างเด็ดขาด เทคนิคที่นุ่มนวลและความสะอาดคือสิ่งสำคัญเพื่อลดการบาดเจ็บของผิวและการอักเสบที่อาจตามมา การดูแลผิวหลังการกดสิวถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันรอยแดงรอยดำ ซึ่งต้องเน้นการปลอบประโลมผิว ปกป้องด้วยครีมกันแดด และหากเกิดรอยที่รักษายาก การทำหัตถการทางการแพทย์ เช่น โปรแกรม Fractional Laser หรือ โปรแกรม Micro-needling ก็จะช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การกดสิวด้วยตนเองแม้จะสามารถทำเองได้ในกรณีฉุกเฉิน แต่การให้เจ้าหน้าที่คลินิกกดสิว ให้ยังคงเป็นทางเลือกที่ลดความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าสิวจะถูกกำจัดอย่างหมดจดและลดโอกาสการเกิดปัญหาผิวในระยะยาว สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Biostimulator หรือสอบถามรายละเอียดหัตถการอื่น ๆ ของ APEX เพิ่มเติมได้ทุกช่องทางค่ะ
สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับ กดสิวดีไหม เจ็บไหม สิวแบบไหนกดได้ไม่ได้ กี่วันรอยถึงหาย,กดสิว หรือสอบถามรายละเอียด โปรโมชั่นพิเศษ หรือ หัตถการอื่น ๆ ของ APEX เพิ่มเติมได้ทุกช่องทางค่ะ
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเฉพาะบุคคล เงื่อนไขตามบริษัทฯ กำหนด
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการโฆษณาสำหรับ Apex Clinic สาขาเพลินจิต
ขั้นตอนการกดสิวที่ถูกวิธี พร้อมเทคนิคดูแลผิวให้ฟื้นตัวไว เจ็บน้อย ไม่อักเสบ และไม่ทิ้งรอยดำ รอยแดงให้กวนใจ กดสิวเจ็บไหม ทำยังไงให้สิวไม่อักเสบและไม่ทิ้งรอย ปัจจัยที่ทำให้การกดสิวแล้วเจ็บ