4 ท่าออกกำลังกาย สร้างซิกแพค สวยๆ ภายใน 1 เดือน

สร้างซิกแพคปัจจุบันการออกกำลังกาย สร้างซิกแพค เป็นที่นิยมมากไม่ว่าจะชายหรือหญิง การที่มีรูปร่างที่สวย ดูดี สามารถสร้างความมั่นใจให้กับเราได้อย่างมาก นอกจากได้รูปร่างที่ดูดี การออกกำลังกายยังสามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ใครที่มีปัญหาเรื่องปวดหลัง มีอาการ ออฟฟิศซินโดรม การออกกำลังกายก็สามารถช่วยลดอาการนี้ได้เช่นกัน การออกกำลังกายจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในการแก้อาการปวดเมื่อยต่าง ๆ และช่วยสร้างรูปร่างให้ดูดี ในเวลาเดียวกัน โดยสิ่งที่หลาย ๆ คนน่าจะคาดหวังผลที่จะได้จากการออกกำลังกาย นอกจากรูปร่างแล้ว คงไม่พ้น “ซิกแพค” ใช่ไหม ? วันนี้ขอมาแนะนำท่าออกกำลังกาย ที่จะช่วยให้มีซิกแพค เซ็กซี่ ๆ มาแชร์กันค่ะ

 

การออกกำลังกายที่จะได้ผลและสามารถ สร้างซิกแพค หรือ กล้ามเนื้อหน้าท้อง ให้ดูดีได้มีหลายปัจจัยที่ต้องทำควบคู่กัน การออกกำลังกายจึงต้องมีความทำอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อ เพราฉะนั้นถ้าเริ่มออกกำลังกายแล้ว อย่าลืมควบคุมอาหารด้วยนะคะ และเรามาดูกันว่า ท่าออกกำลังกายสร้างซิกแพค 4 ท่า มีอะไรบ้าง

 

  1. ท่า Crunch  15 ครั้ง 3 เซ็ต

ท่านี้จะมีความคล้ายกับท่า Sit up แต่สามารถทำได้ง่ายกว่า โดยนอนหงาย มือสองข้างรองบริเวณท้ายทอย งอเข่าขึ้น 90 องศา กางเท้าออกห่างจากกัน เกร็งบริเวณหน้าท้อง ยกลำตัวขึ้นประมาณ 45 องศา และลง 15 ครั้ง 3 เซ็ต ท่านี้จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นท่าที่เกร็งบริเวณหน้าทาง และใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นหลัก จึงได้บริเวณหน้าท้องเป็นหลัก

 

  1. ท่า Plank 20 – 30 วินาที 3 เซ็ต

ท่านี้ทุกคนน่าจะรู้สึกคุ้น ๆ เพราะเป็นท่าที่มีความนิยมมาก ๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่ต้องขยับตัวเยอะ แต่ต้องมีความอดทนมาก เพื่อประคองร่างกายให้อยู่ในท่า Plank ให้ได้ตามเวลาที่กำหนด โดยเริ่มจากศอกลงกับพื้น ประสานมือไว้เป็นสามเหลี่ยม ยืดตัวให้ตรง ไม่โก่งก้น กางเท้าออกให้ได้มุมเท่ากับไหล่ เกร็งหน้าท้อง 20 – 30 วินาที จำนวน 3 เซ็ต ท่านี้จะช่วยบริหารบริเวณกล้ามหน้าท้อง ต้นขา แขน หลัง และสะโพก ซึ่ง ท่านี้สามารถปรับให้ได้เฉพาะจุดได้ เพื่อความเหมาะสม หากใครต้องการเฉพาะแค่บริเวณหน้าท้อง สามารถงอเข่าติดกับพื้นได้ แต่กล้ามส่วนขาก็จะไม่ได้ใช้งาน จึงไม่บริหารบริเวณต้นขา เป็นท่าที่ไม่มีอะไรเยอะ แต่ได้หลายส่วนมาก ๆ 

 

  1. ท่า V-sit 15 ครั้ง 3 เซ็ต

ท่า V-sit เป็นอีกหนึ่งท่าที่ได้บริหารบริเวณหน้าท้องโดยรวม ท่านี้เริ่มด้วยการนอนหงายราบกับพื้นหรือเสื่อโยคะ หลังตรง วางแขนเหนือหัวราบกับพื้น เป็นท่าเตรียม หายใจเข้าลึก ๆ ยกแขนและขาขึ้นเข้าหากัน เกร็งบริเวณหน้าท้อง หายใจออก และกลับมาท่าเตรียม หายใจเข้า ทำ 15 ครั้ง จำนวน 3 เซ็ต ท่านี้ สามารถได้บริหารทั้งบริเวณหน้าท้อง ต้นขา และสะโพก เป็นอีกหนึ่งท่าที่เหมาะกับการ สร้างซิกแพ็ค อย่างมาก 

 

  1. ท่า Flutter Kick 20 – 30 ครั้ง 3 เซ็ต

ท่านี้ทำลักษณะคล้าย ๆ กับการปั่นจักรยานอากาศ แต่ไม่ต้องทำการหมุนขา แต่เปลี่ยนเป็นตีขาสลับกัน โดยนอนหงายรอบกับพื้น หรือเสื่อโยคะ ใช้มือทั้งสองข้างรองบริเวณใต้สะโพก เกร็งหน้าท้อง ยกขาขึ้นลง สลับกัน ทั้งสองข้าง 20 – 30 ครั้ง จำนวน 3 เซ็ต ท่านี้ช่วยบริหารบริเวณหน้าท้อง และต้นขา สามารถสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง และลดไขมันต้นขาได้อีกด้วย หากใครต้องการขาสวย ท่านี้สามารถช่วยคุณได้ พร้อมกับ สร้างซิกแพค ในเวลาเดียวกัน

 

นี่คือ 4 ท่า ที่จะช่วย สร้างซิกแพค ซึ่งหากเป็นคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย แนะนำค่อย ๆ ทำ เพื่อปรับให้เข้ากับร่างกาย ไม่ควรหักโหมเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดกล้ามเนื้ออักเสบ จากเริ่มออกกำลังกาย อาจต้องพักเพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้ออักเสบก่อน เพราะฉะนั้น ควรเริ่มจากเบา ๆ ลดปริมาณครั้งลง เพื่อให้เหมาะกับร่างกาย และต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลา เพื่อให้ได้กล้ามเนื้อที่ดี ซิกแพคที่อยู่กับเรานาน ๆ รวมถึงการควบคุมอาหาร ลดปริมาณน้ำตาล และไขมัน เพิ่มโปรตีนแทน 

 

การออกกำลังกายตามท่าที่แชร์กันข้างบน หากเป็นผู้ที่มีไขมันเยอะ หรือรูปร่างอ้วน การจะมีซิกแพคภายใน 1 เดือนอาจเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากใครมีรูปร่างอ้วน การออกกำลังกายก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะช่วยสลายไขมันส่วนเกิน และยังช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง ถ้าหากทำต่อกันเป็นระยะเวลาหลายเดือน อาจได้รูปร่างผอม ตามเป้าหมายที่หวังไว้ได้เลย หรือหากต้องการสลายไขมันโดยไม่ต้องการใช้เวลานาน อยากให้มีซิกแพคเร็ว ๆ อีกทางหนึ่งที่สามารถช่วยเราได้คือการศัลยกรรมดูดไขมัน

 

ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยี เครื่องมือ และเทคนิคการศัลยกรรมหลากหลายให้เลือก ถ้าเทียบในอดีต อาจยังไม่ปลอดภัยเท่าปัจจุบัน ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ การผ่าตัดที่มาพร้อมกับแผลเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่าย แต่ในปัจจุบัน หมดกังวลเรื่องแผลเป็นขนาดใหญ่ไปได้เลย เพราะเทคโนโลยียุคนี้ทำให้สามารถผ่าตัดได้โดยมีแผลขนาดเล็ก สังเกตเห็นได้ยาก รวมถึงการทำศัลยกรรมโดยศัลยแพทย์ที่มีความเข้าใจถึงปัญหาการมีแผลเป็นของผู้รับศัลยกรรม ศัลยแพทย์จึงทำการผ่าตัดให้มีแผลเป็นขนาดเล็กที่สุด 

 

การศัลยกรรมดูดไขมัน

 

ดูดไขมัน

 

ในปัจจุบันมีเครื่องดูดไขมันที่นอกจากจะช่วยสลายไขมันแล้วยังช่วยกระชับผิว ลดเซลลูไลท์ หรือเก็บไขมันที่ยังไม่ตาย มาแต่งเติมจุดอื่น ๆ ในร่างกายได้ โดยหลัก ๆ มี 3 เทคโนโลยีด้วยกัน

 

Body Tite

เครื่องดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นวิทยุ โดยใช้เครื่องปล่อยคลื่นสัญญาณวิทยุที่จะสร้างความร้อนทำให้ละลายไขมันจากด้านนอก ทำให้สามารถดูดไขมันได้ง่ายขึ้น ด้วยท่อดูดไขมัน และความร้อนจากคลื่นวิทยุ จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและช่วยกระชับผิว ทำให้ผิวดูกระชับ ไม่หย่อนคล้าย 

 

การดูดไขมัน ด้วย Body Tite เหมาะกับการ ดูดไขมันหน้าท้อง เพราะการดูดไขมันด้วย Body Tite เป็นการดูดไขมันที่ทำการดูดไขมันและแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งในอดีตการดูดไขมันหน้าท้อง อาจทำให้หน้าท้องเกิดผิวเปลือกส้ม หรือผิวเป็นคลื่น ในปัจจุบันสามารถแก้ไขปัญหาได้พร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ การดูดไขมันด้วย Body Tite เป็นเทคนิคเดียวที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผิวกลับมากระชับ แข็งแรง และทำให้ไขมันกลับมาสะสมใหม่ได้ยาก โดย Body Tite มีการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ หรือ Radio Frequency Assisted Liposuction ลักษณะเดียวกับการทำ Thermage ในการยกกระชับใบหน้า 

 

ข้อดีของการดูดไขมันด้วย Body Tite

 

สามารดูดไขมันและกระชับผิวได้พร้อมกันโดยใช้ความร้อน เพราะความร้อนทำให้กระตุ้นการทำงานของคอลลาเจน ขจัดเซลลูไลท์ แก้ปัญหาผิวเปลือกส้ม ปัญหาผิวคลื่น มีแผลที่เล็ก ผ่านมาตรฐานการรับรอง US FDA และ อย.ประเทศไทย ปลอดภัย เมื่อทำเสร็จสามารถกลับบ้านได้เลย

 

การทำ Body Tite ทำเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องทำซ้ำหลายรอบ ใช้เวลาในการดูดไขมันเพียง 1 ชั่วโมง เห็นผลได้ทันทีหลังจากทำการดูดไขมันเสร็จ โดยผู้ศัลยกรรมสามารถรู้สึกเห็นผลได้ทันทีว่า ไขมันส่วนเกินที่มีจะหายไป และความหย่อนคล้อยของผิวกระชับขึ้น โดยส่วนมากส่วนที่เห็นความหย่อนคล้อยได้ชัดคือ หน้าท้อง ท้องแขน และขาด้านใน ซึ่งในอดีตการดูดไขมันจะไม่ได้กระชับส่วนดังกล่าว อาจต้องทำการกระชับผิวด้วยวิธีอื่น แต่ปัจจุบัน Body Tite สามารถจบครบในครั้งเดียว 

 

Body Tite เหมาะกับ

 

– ผู้ที่ลดน้ำหนักแต่ไขมันส่วนเกินยังไม่หายไป

– ผู้ที่มีปัญหาไขมันส่วนเกิน ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

– ผู้มีปัญหาผิวเป็นคลื่น ผิวเปลือกส้ม

– ผู้ที่ต้องการปรับรูปร่าง

– ผู้ที่ต้องการกระชับสัดส่วนให้เล็กลงและกระชับ

 

กระบวนการทำศัลยกรรมดูดไขมันด้วย Body Tite

 

ผู้ศัลยกรรมจะต้องทำการตรวจร่างกาย โดยการ ตรวจ Lab, X-Ray ปอด และอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยของผู้ศัลยกรรม ก่อนรับการศัลยกรรมดูดไขมัน หากผ่านขั้นตอนการตรวจร่างกายเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว ในขั้นตอนผ่านตัดศัลยกรรมดูดไขมันศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณพื้นที่ที่ทำการสลายไขมัน ฉีดสารละลายและยาชาเข้าสู่ชั้นไขมันบริเวณที่ต้องการสลายไขมัน เพื่อให้ผู้ศัลยกรรมไม่รู้สึกเจ็บและลดอาการเสียเลือดและลดการเกิดรอยช้ำ กรณีทำศัลยกรรมดูดไขมันหลายจุดพร้อมกัน อาจมีการใช้ยาสลบเพื่อลดอาการเจ็บของผู้ศัลยกรรม จำเป็นต้องงดอาหารและเครื่องดื่มก่อนผ่าตัด 6 – 8 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลักอาหารระหว่างศัลยกรรมดูดไขมัน หลังจากนั้นจะใช้เครื่อง Body Tite ซึ่งเป็นการดูดไขมันพร้อมกับการกระชับผิว กระตุ้นคอลลาเจนพร้อมกับดูดไขมันในเวลาเดียวกัน โดยต้องศัลยกรรมกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ ไม่กระทบกับเส้นเลือดและเนื้อเยื่อมากเกินไป หลังจากดูดไขมันเรียบร้อยศัลยแพท์จะทำการเย็บแผล และให้ผู้ศัลยกรรมได้พักผ่อน และนัดตัดไหมหลังจากทำการศัลยกรรมดูดไขมันแล้ว 1 สัปดาห์ 

 

Vaser Smooth

 

เครื่องดูดไขมันด้วยพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ ทำให้ไขมันแตกตัวเป็นของเหลวทำให้ง่ายต่อการดูดไขมันออก ซึ่งการดูดไขมันด้วย Vaser Smooth สามารถดูดไขมันได้ในปริมาณที่มาก เหมาะกับการดูดไขมันในบริเวณกว้าง คลื่นอัลตราซาวน์ สามารถสลายไขมันได้เสถียรลดการเกิดปัญหาผิวเป็นคลื่น ที่สำคัญแผลเล็กและไม่บอบช้ำ 

 

ข้อดีของการดูดไขมันด้วย Vaser Smooth

 

สามารถดูดไขมันได้ในปริมาณมาก แต่ยังสามารถดูดในจุดเล็ก ๆ แผลเล็ก กำจัดไขมัน และเซลลูไลท์ได้อย่างถาวร ผ่านการรับรองจาก US FDA และ อย. ประเทศไทย

 

Body Jet

เครื่องดูดไขมันด้วยพลังงานน้ำ แก้ปัญหาโดยกำจัดไขมันที่เกาะบริเวณเนื้อเยื่อให้หลุดออกและดูดไขมันออกอย่างนุ่มนวล และไม่ทำให้เซลล์ไขมันที่ทำการดูดออกมาตาย สามารถนำเก็บไว้ และใช้เติมไขมันในบริเวณอื่นได้ เช่น หน้าอก การใช้เครื่องดูดไขมัน Body Jet จะไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อในบริเวณที่ทำการดูดไขมัน มีความอ่อนโยนมาก เจ็บน้อย ไม่บอบช้ำ

 

ข้อดีของการดูดไขมันด้วย  Body Jet

 

เป็นการดูดไขมันที่มีความนุ่มนวล ใช้พลังงานน้ำกำจัดไขมันบริเวณเนื้อเยื่อ และจึงดูดออกมา จึงไม่กระทบกับเนื้อเยื่อในบริเวณใกล้เคียง สามารถเก็บไขมันไว้ได้ เนื่องจากเซลล์ไขมันยังไม่ตาย นำไปเติมจุดอื่นในร่างกายที่ต้องการได้ ไม่บอบช้ำ เจ็บน้อย แผลเล็ก ไม่ทำให้ผิวเป็นคลื่น เพราะไม่ได้กระทบกับเนื้อเยื่อ 

 

Microaire PAL (Power Assisted Liposuction) 

เครื่องดูดไขมันโดยใช้พลังงานกล หรือ การสั่นสะเทือน ทำให้ไขมันที่จับกันเป็นก้อนสลายตัว และทำการดูดออก แต่ไม่ทำให้เกิดการเสียดสีกับเนื้อเยื้อ สามารถดูดไขมันได้ปริมาณมาก ในเวลาอันสั้น ลดการบอบช้ำ

 

ข้อดีของการดูดไขมันด้วย Microaire PAL

 

เป็นการดูดไขมันในปริมาณมาก แต่ใช้เวลาไม่นาน ลดการบาดเจ็บและการเสียดสีกับเนื้อเยื่อ แผลเล็ก เมื่อทำเสร็จสามารถกลับบ้านได้เลย ผ่านการรับรองจาก US FDA และ อย. ประเทศไทย

 

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการดูดไขมัน 

 

  1. การดูดไขมัน ไม่ใช่การลดน้ำหนัก 

การดูดไขมันเป็นเพียงการสลายไขมันส่วนเกิน ลดสัดส่วนที่ไม่ต้องการออก ในบางคนอาจมีกล้ามเนื้อเยอะทำให้น้ำหนักเยอะ เมื่อทำการดูดไขมันส่วนเกินจึงทำให้น้ำหนักลดเพียงเล็กน้อย ถ้าหากผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก อาจต้องศึกษาอย่างดี หรือปรึกษาศัลยแพทย์ เพื่อแจ้งปัญหาที่ต้องการแก้ไข

 

  1. การดูดไขมัน ไม่ได้แปลว่าไขมันจะหมดไป

การดูดไขมัน เป็นเพียงแค่การสลายไขมันเฉพาะส่วน ยังมีส่วนอื่นในร่างกายอีกมากมาย ที่สามารถกักเก็บไขมันได้ ถ้าหากดูดไขมัน แต่ไม่ได้ดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีไขมัน หรือน้ำตาลสูง ไขมันก็สามารถกลับมาได้ ทำให้เกิดไขมันสะสมอีกครั้ง ผู้ศัลยกรรมจึงควรควบคุมอาหาร ดูแลตัวเอง หลังจากการทำศัลยกรรมดูดไขมัน

 

  1. ดูดไขมัน ไม่สามารถดูดได้ทั้งร่างกาย

การดูดไขมัน จำเป็นต้องปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาให้อย่างตรงจุด เพราะในบางจุดอาจต้องใช้ความชำนาญของศัลยแพทย์เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ศัลยกรรม หรือการศัลยกรรมดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง สามารถดูดได้เฉพาะบริเวณเหนือกล้ามเนื้อเท่านั้

 

  1. ผลข้างเคียงของการศัลยกรรมดูดไขมัน

การดูดไขมันถือเป็นการศัลยกรรมผ่าตัดอีกหนึ่งอย่าง อาจมาจากการใช้ยาชา หรือยาสลบ ในการผ่าตัด ร่างกายผู้ศัลยกรรมบางคนอาจช้ำมาก บางคนอาจช้ำน้อย ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเช่นกัน แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือการเลือกสถานพยาบาลที่ปลอดภัย สะอาด ได้รับการรับรอง ศัลยแพทย์มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการศัลยกรรมดูดไขมัน

 

  1. การดูดไขมันต้องใช้เวลา ในการฟื้นฟู

การศัลยกรรมดูดไขมัน จำเป็นจะต้องมีการดูแลตัวเองหลังการศัลยกรรม เพื่อให้ผิวเข้าที่ โดยการใส่ชุดกระชับสัดส่วน ป้องกันการหย่อนคล้อย เพราะการศัลยกรรมดูดไขมันเป็นการสลายไขมันโดยเร็ว อาจมีผลกระทบตามมาในภายหลัง จึงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู 

 

ทำไมต้องดูดไขมันกับ APEX

 

ที่ APEX เป็นศูนย์ความงามที่มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศัลยกรรม และมีประสบการณ์ โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และมีการศัลยกรรมดูดไขมันหลากหลาย เช่น Body Tite, Vaser Smooth, Body Jet และMicroaire PAL สามารถแก้ปัญหาไขมันได้ตรงจุด ศัลยกรรมดูดไขมันในห้องผ่าตัดที่ผ่านมาตรฐาน JCI ปลอดภัยอย่างแน่นอน

 

ในการดูดไขมันต้องทำการดูดไขมันโดยศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เพื่อลโอกาสการเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง การเลือกสถาพยาบาลที่ผ่านมาตรฐาน ได้รับการรับรอง สะอาด ถือเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ศัลยกรรมจึงต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลให้ดี เพื่อความปลอดภัย การดูดไขมัน เป็นอีกการศัลยกรรมที่จะต้องเข้าพบกับศัลยแพทย์เพื่อวิเคราะห์ปัญหา เพื่อให้ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ตอบโจทย์ผู้ศัลยกรรม และมีประสิทธิภาพที่สุด 

ผู้ศัลยกรรมจึงต้องทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้รับการศัลยกรรมดูดไขมันที่ปลอดภัย โดยมีหลายปัจจัยที่ควรสังเกต เช่น ราคา หากการศัลยกรรมดูดไขมันมีราคาที่ถูก ควรปรึกษากับสถานพยาบาลเพื่อเช็คราคา อาจมีการเก็บเพิ่มเติม ค่ายา ค่าดมยา หรือค่าบริการอื่น ๆ เสริมเข้ามา ซึ่งถ้ารวมแล้วอาจได้ราคาที่แพงกว่าปกติ หรือเทคนิคในการดูดไขมัน ต้องศึกษาเพื่อทราบถึงเทคนิคการทำศัลยกรรมของสถานพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ รวมถึงศัลยแพทย์ ต้องตรวจเช็คอย่างถี่ถ้วน อาจเจอเครื่องมือที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ศัลยแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการศัลยกรรมด้านดูดไขมัน รวมถึงสถานพยาบาลที่ต้องปลอดภัย บุคลากรที่พร้อมให้บริการ สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้อง 

 

ซึ่งหากได้รับการศัลยกรรมที่ไม่ปลอดภัย โดยไม่ผ่านศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการศัลยกรรมดูดไขมัน อาจทำให้เกิดผลกระทบตามมา เช่น ผิวเป็นเปลือกส้ม เป็นคลื่น ดูดไขมันผิดจุด ทำให้ดูดไขมันไม่ได้ แต่เสียเลือดเยอะ ช้ำมาก หายยาก เจ็บ เทคนิคที่ทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่ อาจเป็นแผลและสังเกตเห็นได้ชัด หรือห้องผ่าตัดที่ไม่สะอาดเสี่ยงแผลติดเชื้อ หรืออาจเกิดการผิดพลาดอันตรายถึงชีวิต

 

ความรู้สึกของผู้ศัลยกรรมดูดไขมันกับ APEX

 

พลอย หอวังขอบคุณรูปภาพจาก instagram : paloyh

 

Q : เล่าความรู้สึกหลังได้ทำศัลยกรรมดูดไขมันหน่อยค่ะ ? 

A : หลังจากทำศัลยกรรมดูดไขมัน ต้องพักฟื้นที่ APEX รู้สึกเหมือนนอนโรงแรมเลย มีคนคอยดูแลเราตลอดเลยค่ะ แต่พลอยต้องกลับบ้าน วันแรกหลังพักฟื้นที่พลอยกลับไป พลอยต้องไปเจอกับเพื่อน คือเดินได้ปกติ แต่มีความเหนื่อย ๆ เพลีย ๆ นิดหน่อย หลังจากนั้น 2 – 3 วัน มีอาการบวมเป็นปกติ พลอยบวมไม่ค่อยมาก ถือว่าโชคดีมาก ๆ แอบสงสัย แต่เข้าใจว่าอาจขึ้นอยู่กับแต่ละคนค่ะ

 

Q : รู้สึกลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันบ้างไหมคะ ?

A : มีบางค่ะ เพราะการทำศัลยกรรมดูดไขมันต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วน ทำให้อึดอัด แต่ผ่านไปสักระยะหนึ่ง รู้สึกชินมากขึ้น ตัวที่บวมก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ช่วงแรก ๆ รู้สึกลำบากค่ะ พอผ่านไป 1 สัปดาห์ หลังตัดไหม ก็สบายเลย รู้สึกชิลล์มาก ๆ

 

Q : กับการแต่งตัวเป็นอย่างไรบางคะ ?

A : รู้สึกได้เลยว่าหลวมขึ้นเรื่อย ๆ พอหลวมแล้วก็รู้สึกดีค่ะ เพราะรู้สึกได้หุ่นที่ตัวเองต้องการแล้ว พอผ่านไปประมาณ 1 เดือน หลังจากดูดไขมันไปแล้ว มีไปเที่ยวเชียงใหม่ รอยบอบช้ำที่เคยมีหายไปหมดแล้ว สามารถใส่ขาสั้นอวดขาสวยได้อย่างสบายใจ อีกอย่างคือคุณหมอออกแบบหุ่นได้ สามารถทำเส้น Sixpack ให้ชัดเจนขึ้น จากที่ไม่เคยเห็นชัดเจนมาก่อน ตอนนี้ฉันมีเส้น Sexy line แล้ว และมีเอวด้วย รู้สึกแฮปปี้มาก ๆ ค่ะ

 

Q : ดูดไขมันที่ APEX เป็นยังไงบ้างคะ ?

A : พลอยแนะนำเลยค่ะ ดูดไขมินที่ APEX ดีมากจริง ๆ เพราะศัลยแพทย์สามารถออกแบบหุ่นได้อย่างที่เราต้องการ ดูดไขมันเสร็จก็ตื่นมาได้หุ่นที่ต้องการได้เลย สวยแน่นอน แถมที่ APEX ดูแลหลังการดูดไขมันดีมาก ๆ ค่ะ 

 

นี่คือการสัมภาษณ์ความรู้สึกของการดูดไขมันของคุณพลอย หอวังหากต้องการทำศัลยกรรมดูดไขมัน สามารถเข้าปรึกษากับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ APEX เพื่อวิเคราะห์รูปร่างและแก้ไขจุดบกพร่องได้เลยค่ะ

 

การเตรียมตัวก่อนการศัลยกรรมดูดไขมัน

 

  1. แจ้งโรคประจำตัว และยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ แก่ศัลยแพทย์ เพื่อการวางแผนการศัลยกรรมที่เหมาะสมกับผู้ศัลยกรรม
  2. งดรับประทานยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบ 2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด เพราะการผ่าตัดใช้การฉีดยาชา ซึ่งอาจเกิดการต่อต้าน เพื่อความปลอดภัยของผู้ศัลยกรรมควรงดรับประเทศล่วงหน้า
  3. งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันการเกิดแผลติดเชื้อ หรืออักเสบ เพราะแอลกอฮอล์และบุหรี่มีผลทำให้แผลหายช้า และเสี่ยงติดเชื้อ

 

การดูแลหลังการศัลยกรรมดูดไขมัน

  1. หลังการทำศัลยกรรมดูดไขมัน อาจมีอาการบอบช้ำเล็กน้อย สามารถจางลงได้เองตามธรรมชาติภายใน 1 สัปดาห์
  2. ต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วนหลังการทำศัลยกรรมดูดไขมัน อย่างต่ำ 3 วัน ตลอดเวลา ยกเว้นขณะอาบน้ำ หลังจากผ่านไป 3 วัน ต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วน 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อป้องกันผิวที่อาจหย่อนคล้อยได้ตามธรรมชาติ 
  3. ปฏิบัติตามศัลยแพทย์สั่งเพื่อป้องกัน ผลกระทบหลังจากการทำศัลยกรรมดูดไขมัน
  4. หลังจากดูดไขมันควรพักผ่อน และขยับร่างกายเล็กน้อย เพื่อลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือด
  5. ควรแปะพลาสเตอร์กันน้ำ ในขณะอาบน้ำ เพื่อป้องกันแผลโดนน้ำ อาจเสี่ยงติดเชื้อได้
  6. ควรเคลื่อนไหวร่างกายช้า ๆ เพื่อป้องกันการกระทบกับแผล อาจทำให้แผลฉีกได้ 
  7. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
  8. งดการออกกำลังกาย จนกว่าแผลจะหายเป็นปกติ เพื่อป้องกันการกระทับกระเทือนกับแผล

 

APEX เป็นสถานพยาบาลที่มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านศัลยกรรมการดูดไขมัน พร้อมเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย มีเทคนิคการดูดไขมันหลากหลายให้เลือก และมีบุคลากรที่คอยให้การดูแลอย่างดีหลังจากดูดไขมัน ผ่าตัดด้วยห้องผ่าตัดที่ผ่านมาตรฐาน JCI รับรองว่าปลอดภัยแน่นอนค่ะ

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ การดูดไขมัน

โทร : 0888-7000-39
LINE@ ID : @APEXSURGERY
หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40apexsurgery