10 เมนูคีโต ลดไขมันส่วนเกิน ผอมได้ง่าย ๆ แค่เลือกกิน

ลดไขมันส่วนเกิน
เราอาจเคยได้ยินว่าการควบคุมน้ำหนัก และ ลดไขมันส่วนเกิน นั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพราะอาหารคือสาเหตุหลักที่ทำให้เรามีรูปร่างที่ดี หรือมีรูปร่างที่อ้วนเกินไปได้ ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงหันมาสนใจในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารกันมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็มีเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพมากมาย ให้เลือกตามความถนัดของตัวเอง แต่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ก็คงเป็นการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า อาหารคีโต นั่นเอง

อาหารคีโต คืออะไร ?

Ketogenic Diet หรือที่เราเรียกกันอย่างติดปากว่า อาหารคีโต เป็นการเลือกรับประทานอาหาร โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันส่วนเกินในร่างกายมาใช้มากขึ้นทำให้ร่างกายมีการสลายไขมัน ซึ่งในการรับประทานอาหารแบบนี้จะต้องลดการรับประทานอาหารจำพวกแป้งลง เมื่อเรารับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตน้อยลงแล้ว สมองก็จะสั่งการให้ร่างกายเข้าใจว่าเรากำลังอยู่ในภาวะอดอาหาร และจะเริ่มเกิดการนำเอาไขมันที่สะสมออกมาเผาผลาญมากขึ้น และทำให้เกิดสารตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการสลายไขมัน สารชนิดนี้เรียกว่า คีโตน (Ketone) โดยสารชนิดนี้ส่งผลดีต่อควบคุมอาหาร ทำให้ไขมันส่วนเกินลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ทำไมกินไขมัน แล้วลดไขมันส่วนเกินได้ ?

โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายของเราจะนำเอาน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นหลังงานให้แก่ร่างกายก่อนเป็นอย่างแรก แต่ในการรับประทานอาหารแบบคีโตนั้น การรับประทานอาหารจำพวกไขมันเข้าไปมากขึ้น และลดแป้งกับน้ำตาลลง จะทำให้ร่างกายเข้าใจว่าเราอยู่ในภาวะอดอยาก เนื่องจากไม่มีน้ำตาลไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงาน ดังนั้นร่างกายจะเริ่มสลายไขมันออกมาเพื่อใช้ในการเผาผลาญมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายก็จะมีการขับน้ำในร่างกายออกมาด้วย ดังนั้นจึงอาจจะทำให้เห็นว่าหลังจากรับประทานอาหารแบบคีโตไปแล้วระยะหนึ่งน้ำหนักอาจลดลงเร็ว ซึ่งผู้ที่รับประทานอาหารแบบคีโตจะต้องดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดการขาดน้ำค่ะ

นอกจากนี้ในช่วงที่รับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก สิ่งที่มักพบได้ก็คืออาการเบื่ออาหาร เนื่องจากสารคีโตน (Ketone) จะไปทำให้เราเบื่ออาหาร มีความอยากอาหารลดลง ทำให้เราสังเกตได้ว่าเราจะรับประทานอาหารได้น้อย และไม่หิวบ่อยเหมือนที่เคยผ่านมาค่ะ

ตัวอย่าง 10 เมนูอาหารคีโตเจนิก ที่คุณไม่ควรพลาด !

เราคงพอทราบกันแล้วว่าอาหารคีโตเจนิกจะมีปริมาณแป้ง และน้ำตาลที่น้อยมาก ดังนั้นอาหารคีโตส่วนใหญ่จะเน้นไปที่โปรตีน และไขมัน ซึ่งถ้าหากใครยังนึกไม่ออกว่าอาหารคีโตเจนิกเป็นแบบไหน เรามีตัวอย่างมาแนะนำค่ะ

1. เบคอน

เราอาจจะคิดว่าการรับประทานเบคอน จะยิ่งทำให้อ้วน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบคอนเป็นอาหารที่มีโปรตีน และไขมันที่ดีต่อร่างกาย ดังนั้นในช่วงที่คุณลดน้ำหนักด้วยการรับประทานคีโต ถ้าลดแป้ง และน้ำตาลลงได้ ก็สามารถรับประทานเบคอนได้อย่างสบายใจเลยค่ะ

2. แฮม

แฮมเป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีโปรตีน และเหมาะกับคนที่รับประทานอาหารแบบคีโต ซึ่งจะต้องเป็นแฮมที่ผลิตจากเนื้อสัตว์ล้วน ๆ เท่านั้น เพราะถ้าหากรับประทานแฮมที่ผสมแป้ง ความพยายามในการลดแป้งจะสูญเปล่าเลยล่ะค่ะ ฉะนั้นอาจจะต้องสังเกตก่อนซื้อมารับประทานว่าแฮมที่จะซื้อนั้นเป็นเนื้อสัตว์ล้วนหรือไม่ค่ะ

3. น้ำมันมะพร้าว

สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มไขมันในมื้ออาหารแต่ยังแอบไม่มั่นใจกับการรับประทานไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าวถือเป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก แถมยังถูกนำมาใช้ในเมนูอาหารคีโตเจนิกอย่างหลากหลาย เพราะน้ำมันมะพร้าวนั้นมีไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ดีกับร่างกาย แถมยังช่วยป้องกันความเสี่ยงสุขภาพอีกหลายอย่างอีกด้วย ฉะนั้นถ้าอยากรับประทานไขมันจากพืช น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยล่ะ

4. สาหร่าย

สาหร่าย เป็นอีกหนึ่งอาหารเพื่อสุขภาพที่ชาวคีโตไม่ควรพลาด เพราะสาหร่ายนั้นอุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อร่างกาย แถมยังไม่มีคาร์โบไฮเดรค แต่ต้องเลือกให้ดี เพราะการรับประทานสาหร่าย หากมีปริมาณเกลือ หรือเครื่องปรุงรสมากเกินไปอาจทำให้คุณรับประทานโซเดียมมากขึ้น และเกิดอาการบวมน้ำได้ในที่สุดค่ะ

5. ผักใบเขียว

ผักใบเขียว เป็นผักที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยเมื่อเทียบกับผักสีอื่น ๆ แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในขณะที่มีแคลอรีต่ำ อีกทั้งผักใบเขียวบางชนิด อาทิ กะหล่ำปลี และคะน้า ก็ยังมีสรรพคุณในการช่วยลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย และปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายอีกด้วย

6. เห็ด

เห็ด เป็นแรงโปรตีนจากพืชที่ดีต่อร่างกาย ไม่เพียงเท่านั้นยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย ใครที่อยากรับประทานอาหารแบบคีโต แต่ไม่อยากเน้นหนักที่เนื้อสัตว์ เห็ดก็เป็นทางเลือกที่ดีเลยล่ะค่ะ

7. ถั่วเปลือกแข็ง

ถั่วเปลือกแข็ง เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในเรื่องโปรตีน และไขมันที่ดีต่อร่างกาย จึงเหมาะกับการลดน้ำหนัก และคนที่รับประทานอาหารแบบคีโต โดยถ้าอยากลดน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น ควรรับประทานถั่วเปลือกแข็งอย่างน้อยวันละ 1 กำมือก็เพียงพอแล้ว อย่ารับประทานเยอะกว่านั้น เพราะถั่วบางชนิดก็อาจทำให้คุณอ้วนได้โดยไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ

8. ชีส

ชีส ของโปรดของหลาย ๆ คนเราสามารถนำมาทำเมนูคีโตอร่อย ๆ ได้มากมาย แถมยังมีโปรตีน และไขมันที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็มีชีสหลายชนิดให้เลือก ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ถูกปาก แต่ก็อย่าชะล่าใจ เพราะชีสสำเร็จรูปบางชนิดอาจมีส่วนผสมของน้ำตาล หรือแป้ง ซึ่งไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไรสำหรับการรับประทานอาหารแบบคีโตค่ะ ฉะนั้นต้องเลือกให้ดีนะคะจะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลังค่ะ

9. อะโวคาโด 

อะโวคาโด ถือเป็นสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพที่หลาย ๆ คนไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะมีไขมันที่ดีต่อร่างกายในปริมาณที่มากแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักเป็นอย่างดี และสำหรับคนที่รับประทานอาหารคีโตนั้น อะโวคาโด ถือเป็นตัวช่วยที่จะเพิ่มปริมาณไขมันในมื้ออาหารแต่ละมื้อได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

10. ไข่

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหัดรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ถ้ายังไม่รู้ว่าอาหารอะไรบ้างที่รับประทานได้ ไข่ คือตัวเลือกแรกที่คุณไม่ควรพลาดค่ะ เพราะไข่สามารถนำมาทำเมนูได้หลากหลาย แถมไข่ยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์อีกหลากหลายชนิดเลยก็ว่าได้ค่ะ ลองเพิ่มไข่ลงในเมนูคีโตของคุณ แล้วจะรู้ว่าได้ทั้งความอร่อย และประโยชน์เพื่อสุขภาพที่มากขึ้นค่ะ 

ใครบ้างไม่ควรรับประทานอาหารแบบคีโต ?

แม้ว่าการรับประทานอาหารแบบคีโตจะดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ควรรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก เพราะแทนที่จะส่งผลดี อาจยิ่งทำให้สุขภาพแย่ลง หรือเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ โดยคนที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแบบนี้ได้แก่

1. คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เพราะการรับประทานไขมันมากขึ้นจะยิ่งทำให้ตับทำงานมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงานค่ะ

2. ผู้ป่วยโรคไต คนที่มีปัญหาไตเสื่อม หรือไตทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การรับประทานโปรตีนก็ส่งผลเสียกับร่างกายเช่นเดียวกันค่ะ

3. คนที่มีปัญหาเรื่องการเผาผลาญไขมัน จากปัญหาสุขภาพ หรือกรรมพันธุ์ ในคนบางกลุ่มที่มีปัญหาในเรื่องระบบเผาผลาญ ทำให้ไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้ดี การรับประทานไขมันมาก ๆ อาจยิ่งทำให้เสี่ยงต่อภาวะไขมันในเลือด ซึ่งนำมาสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ค่ะ 

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานยังควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษา เพราะการรับประทานอาหารที่หนักไปทางโปรตีน และไขมันอาจส่งผลกระทบกับยาที่ใช้อยู่ ไม่เพียงเท่านั้น คนที่รับประทานอาหารแบบคีโตเจนิก ไม่ควรรับประทานอาหารแบบนี้ติดต่อกันนานเกิน 2 ปี เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ได้ค่ะ 

กินคีโตไม่ไหว อยาก ลดไขมันส่วนเกิน ทำอย่างไรดี ?

แม้ว่าการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิกจะดูง่าย เพราะเพียงแค่ลดแป้ง รับประทานไขมัน และโปรตีนให้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วเราต้องมีความเข้มงวดต่ออาหารที่รับประทานอย่างมาก เนื่องจากเครื่องปรุงก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในการรับประทานอาหารแบบคีโตได้ แถมบรรดาเครื่องปรุ่ง และอาหารคีโตบางชนิดก็ราคาสูงอีกด้วย

ดังนั้นถ้าหากรับประทานอาหารแบบคีโตไม่ไหว แต่ก็อยากมีรูปร่างที่ดีก็ไม่ต้องท้อใจไปค่ะ เพราะในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องการลดสัดส่วนได้โดยที่คุณไม่ต้องเปลี่ยนอาหารที่รับประทาน ในขณะเดียวกันก็สามารถสลายไขมันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อการลดสัดส่วนในปัจจุบันก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การใช้คลื่นพลังงานความร้อน คลื่นพลังงานแม่เหล็ก รวมไปถึงการใช้ความเย็นในการสลายไขมันอย่าง CoolSculpting ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

CoolSculpting เทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็น ที่เกิดจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ได้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของไขมันหลังจากได้รับความเย็น และถูกนำมาต่อยอด พัฒนาจนกลายเป็นนวัตกรรมเพื่อการลดสัดส่วนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดวิธีหนึ่งในโลก โดยได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกในเรื่องของผลลัพธ์ และมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนการสลายไขมันด้วยวิธีนี้ 

ทั้งนี้ในการสลายไขมันด้วยความเย็นด้วย CoolSculpting ความเย็นในอุณหภูมิต่ำกว่าระดับติดลบ จะถูกส่งเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง สู่ชั้นไขมัน ซึ่งเซลล์ไขมันเป็นเซลล์ที่ไวต่อความเย็น เมื่อได้รับความเย็นในอุณหภูมิติดลบเป็นเวลานาน ๆ ก็จะทำให้เซลล์ไขมันตายลง จากนั้นซากของเซลล์ไขมันจะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกจากร่างกายตามกลไกธรรมชาติ โดยในการทำ CoolSculpting ในแต่ละครั้งจะสามารถกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายได้ 20 – 30% และสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 1 – 3 เดือน ซึ่งนับเป็นเวลาที่เหมาะสมและดีกับสุขภาพมากที่สุด โดยที่คุณไม่ต้องอดอาหาร ออกกำลังกายหนัก ๆ หลังทำก็ไม่ต้องพักฟื้นให้เสียเวลาอีกด้วย

มาถึงตรงนี้แล้วใครที่อยากจะลองสลายไขมันด้วยความเย็น ก็อย่าลืมว่าถ้าคิดจะทำ CoolSculpting ก็ต้องเลือกทำกับผู้ที่มีประสบการณ์ และมีรีวิวที่ดี เพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถออกแบบรูปร่างให้คุณได้ดีกว่า อีกทั้งยังควรเลือก CoolSculpting ที่เป็นเทคโนโลยีของแท้ อย่าเลือกที่ราคา เพราะคุณอาจได้เครื่องเลียนแบบที่เสี่ยงต่อการเบิร์นเย็น หรือให้ผลลัพธ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพค่ะ

และที่ APEX เราเป็นที่ 1 ในเอเชียกับเคสการทำ CoolSculpting ที่มากที่สุด อีกทั้งเรายังมีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแล และให้คำปรึกษาคุณในเรื่องการทำ CoolSculpting เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และความพึงพอใจสูงสุดของผู้เข้ารับบริการค่ะ

 

ปรึกษา และสอบถามเพิ่มเติม โทร. 063-310-8000
FB inbox : click http://m.me/apexprofoundbeauty
Line : http://line.me/ti/p/@apexcallcenter