สาวๆ รู้ไหม ว่านหางจระเข้สด ช่วยลดใต้ตาคล้ำได้

ใต้ตาคล้ำปัญหาใต้ตาคล้ำ อีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ใบหน้าโทรม ดูแก่กว่าวัย หน้าตาไม่สดใส เหมือนคนอดนอนตลอดเวลา เชื่อว่าคงเป็นปัญหากังวลใจของหลายๆคนไม่ใช่น้อย เพราะปัญหาใต้ตาคล้ำ จะแก้ให้กลับดูสดใสเหมือนเดิมนั้นค่อนข้างยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ไม่ได้ เพราะมีหลายวิธีเลยที่สามารถช่วยแก้ให้รอยคล้ำใต้ตาจางลงได้

อย่างสมุนไพรที่หลายคนรู้จักกันดี ว่านหางจระเข้สดเป็นพืชที่มีประโยชน์มากมาย สามารถนำมาเป็นตัวช่วยบำรุงใต้ตาของเราได้ บางคนอาจจะสงสัยว่าว่านหางจระเข้สดจะช่วยแก้ปัญหา ใต้ตาคล้ำได้อย่างไร เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยดีกว่า

สาเหตุใต้ตาคล้ำ

1.กรรมพันธุ์

คนบางเชื้อชาติจะมีเม็ดสีสะสมบริเวณใต้ตามากกว่าปกติ เช่น คนอาหรับ คนแขก

2.อายุมากขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้นมวลกระดูก และไขมันมักจะฝ่อตัวลง ยิ่งบริเวณรอบดวงตาเมื่อเกิดการฝ่อตัวลงก็จะดู ตาโบ๋ ดำคล้ำขึ้นได้ นอกจากนั้นผิวบริเวณรอบดวงตาจะบางลง ทำให้เห็นเส้นเลือดเป็นรอยคล้ำๆ ชัดขึ้น

3.พักผ่อนไม่เพียงพอ

การอดนอน พักผ่อนน้อย เป็นสาเหตุหลักๆ ของการเกิดใต้ตาคล้ำในคนสมัยนี้ เพราะด้วยวิถีการดำเนินชีวิต เมื่ออดนอนบ่อยๆ ก็จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เส้นเลือดตีบ จึงเห็นรอยคล้ำใต้ตาได้ชัดมากขึ้น

4.แพ้สารบางชนิด/ภูมิแพ้

คนที่เป็นภูมิแพ้มักจะไวต่อสารก่อภูมิแพ้ที่หายใจเข้าไป เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เมื่อเกิดอาการมักจะจาม จนทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ เลือดดำไหลผ่านได้ยากขึ้น จึงมาคั่งอยู่บริเวณขอบตาล่าง ใต้ตาเลยดูคล้ำ หรือในคนที่แต่งหน้าจัด หรือ แต่งหน้าบ่อยๆ แล้วเช็ดเครื่องสำอางออกไม่หมด ทำให้เครื่องสำอางตกค้างอยู่บนผิวหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา ยิ่งนานวันเข้าจะเกิดเป็นรอยเหี่ยวย่น มีความดำคล้ำ หรือในบางคนอาจจะแพ้เครื่องสำอางที่ใช้อยู่อีกด้วย

5.ระคายเคืองรอบดวงตา

เมื่อตาแห้ง หรือเคืองตาหลายคนมักเผลอตัว ขยี้ตา เป็นสาเหตุที่ทำให้ตาเกิดริ้วรอย และใต้ตาคล้ำขึ้นได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งมีอาการอักเสบของผิวบริเวณใต้ดวงตาได้ง่าย

ประโยชน์ของว่านหางจระเข้ต่อผิวพรรณ

ว่านหางจระเข้ถือเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินมากมาย เรียกได้ว่าเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์เลยก็ว่าได้ ซึ่งวิตามินในว่านหางจระเข้ที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ ได้แก่

ว่านหางจรเข้

1.Aloctin A และ B

ช่วยสมานแผล ลดการอักเสบใต้ผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวหนัง เร่งผลัดเซลล์ผิวที่คล้ำเสีย จึงช่วยให้รอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวและจุดด่างดำจางลงได้

2.Vitamin B

ช่วยคงความชุ่มชื้นของผิว จึงสามารถช่วยลดผิวหยาบกร้าน ลดริ้วรอยได้

3.Vitamin C

ต้านสารอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ปกป้องผิวจากแสงแดดและความร้อน สร้างคอลลาเจน ให้ผิวเต่งตึง แต่ยังมีความหยืดหยุ่น แลดูอ่อนเยาว์

4.Vitamin E

ช่วยชะลอริ้วรอย รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า และยังช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ

5.Potassium (โพแทสเซียม)

ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น อิ่มน้ำดูสดใส มีน้ำมีนวล ผิวพรรณดูกระจ่างใสขึ้น

6.Zinc (สังกะสี)

ลดการเกิดสิว สิวอุดตัน รอยสิว ช่วยกระชับรูขุมขน ลดอาการอักเสบ มีส่วนช่วยในการสมานแผล

สูตรแก้ใต้ตาคล้ำจากว่านหางจระเข้

สูตรที่1 : ว่านหางจระเข้

  • นำว่านหางจระเข้สด มาล้างให้สะอาด ปลอกเปลือกให้เรียบร้อย แล้วขูดเอาแต่วุ้นว่านหางจระเข้ออกมา
  • เสร็จแล้วนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ได้ มาทาบริเวณรอบดวงตา ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วนวดเบาๆ จากหัวตาไปหางตา
  • สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวัน ก่อนนำว่านหางจระเข้ทารอบดวงตา อาจจะนำไปแช่เย็นก่อนได้ เพื่อเพิ่มความสดชื่น

สูตรที่2 : ว่านหางจระเข้ + น้ำผึ้ง

  • นำว่านหางจระเข้สด มาล้างให้สะอาด ปลอกเปลือกให้เรียบร้อย แล้วขูดเอาแต่วุ้นว่านหางจระเข้ออกมา
  • เสร็จแล้วนำวุ้นว่านหางจระเข้ มาผสมกับน้ำผึ้งให้เข้ากัน จากนั้นนำมาทาบริเวณรอบดวงตา ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก
  • สูตรนี้แนะนำทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

น้ำผึ้งเป็นของอีกหนึ่งอย่างจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยให้ความชุ่มชื้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยและจุดด่างดําบนใบหน้า อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนังได้อีกด้วย

ทั้ง 2 สูตรจากว่านหางจระเข้สด เป็นสูตรจากธรรมชาติ ดังนั้นอาจจะต้องใช้เวลาสักนิดในการช่วยลดปัญหา ใต้ตาคล้ำ ลง แต่ถ้าใครอยากแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำอย่างรวดเร็ว เรามีอีกหนึ่งวิธีมากแนะนำกัน ซึ่งวิธีนี้สะดวก รวดเร็ว ใต้ตาหายคล้ำแบบทันใจแน่นอน วิธีนั้นคือ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฟิลเลอร์ คือ?

ฟิลเลอร์ (Fillerคือ การฉีดสารเติมเต็มกลุ่มไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) หรือที่เรียกว่า เอชเอ (HA) เป็นสารที่เลียนแบบสารที่มีตามธรรมชาติในตัวเรา เพื่อเข้าไปทดแทน เติมเต็มใยคอลลาเจน ช่วยกักเก็บน้ำใต้ผิวที่เสื่อมสลาย ทำให้ผิวกลับมาดูอิ่มเอิบ เต่งตึง มีน้ำมีนวล เพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยเติมร่องริ้วรอยลึกให้ดูตื้นขึ้น ผิวพรรณจึงดูอ่อนกว่าวัย

อย่างที่หลายคนทราบว่า ฟิลเลอร์ (Fillerนิยมฉีดเพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง เติมเต็มบริเวณใบหน้า เป็นการช่วยปรับรูปหน้าให้สวย อ่อนเยาว์ขึ้น แต่ไม่ใช่แค่นั้น ฟิลเลอร์ยังสามารถฉีดเพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น ดูอิ่มน้ำ ใบหน้าดูฉ่ำวาวได้อีกด้วย

ฟิลเลอร์มีกี่แบบ?

ฟิลเลอร์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ตามระยะการคงตัว คือ

1.ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว (Temporary Filler)

เช่น สารไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid : HA) ที่เป็นสารที่นิยมใช้ทั่วโลก ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 12-24 เดือน ซึ่งถือว่ามีความปลอดภัยสูง และสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ 100% นอกจากนั้นยังมีสารคอลลาเจน (Collagen) แต่ว่าไม่เป็นที่นิยมเพราะว่ามีการรวบรวมรายงานว่า ผู้ที่เคยฉีดฟิลเลอร์ด้วยสารคอลลาเจนเข้าไปแล้วเกิดอาการแพ้ โดยพบว่ามีถึงร้อยละ 3 เลยทีเดียว

โดยสารไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) ที่เป็นสารเติมเต็มแบบชั่วคราว อย่างที่ได้กล่าวไปว่ามีความนิยมมากที่สุดในการนำมาฉีด เพราะว่ามีความปลอดภัยสูง ใกล้เคียงกับสารในร่างกายมนุษย์ และสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ 100% โดยได้รับการรับรองจาก อย. ทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากนั้นเรายังแบ่งฟิลเลอร์จากสารไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid) ออกได้อีก 2 แบบ ตามลักษณะของเนื้อผลิตภัณฑ์ ดังนี้

HA Filler เป็นฟิลเลอร์เนื้อแน่น โดยมีลักษณะคงตัว ใช้สำหรับฉีดเพื่อปรับรูปหน้า และช่วยเติมเต็มในส่วนที่ใบหน้าของเราขยับเขยื้อนบ่อยจนกลายเป็นร่องลึก เช่น บริเวณร่องแก้ม มุมปาก เป็นต้น

HA Skin Booster เป็นฟิลเลอร์เนื้อบางเบากว่าแบบแรก โดยมีลักษณะเป็นเจลนิ่มๆ ใช้ฉีดในบริเวณชั้นผิวที่ตื้นกว่าการฉีด HA Filler เพื่อช่วยเกลี่ยให้ผิวดูเป็นธรรมชาติ ฉ่ำน้ำ กระจ่างใสขึ้น ดูสุขภาพดีอ่อนกว่าวัย

2.ฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวร (SemiPermanent Filler)

เช่น สาร PMMA (Polymethylmethacrylate) และสารโพลีอัลคิลลิไมด์ (Polyakylimide) ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ยาวกว่าการใช้ ฟิลเลอร์แบบชั่วคราว โดยสามารถอยู่ได้นาน 2-5 ปี ซึ่งถือว่าปลอดภัยรองลงมาจากแบบแรก เพราะสารที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่า แต่จะไม่สลายไป 100% และมีแนวโน้มเกิดผลข้างเคียงมากกว่าฟิลเลอร์แบบชั่วคราว เพราะว่าร่างการถือว่าฟิลเลอร์แบบกึ่งถาวรนี้เป็นสารแปลกปลอมที่เข้ามาในร่ายกาย อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นมาได้

3.ฟิลเลอร์แบบถาวร (Permanent Filler)

เช่น สารเติมเต็มพวกซิลิโคนเหลว และน้ำมันพาราฟิน ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้แบบถาวร ไม่สามารถสลายได้เอง เพราะหลังฉีดเข้าไปแล้ว ผิวของเราจะไม่สามารถดูดซึมฟิลเลอร์ชนิดนี้ได้ ทำให้สารเหล่านี้ค้างอยู่ในชั้นผิวของเรา แน่นอนว่าจะมีผลข้างเคียงในระยะยาว ซึ่งหากอยู่ในร่างกายนานเกินไปอาจจะทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง เหมือนที่เราเคยได้ยินตามข่าวกันว่าฟิลเลอร์ไหล ฟิลเลอร์ย้อย หรือฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน หน้าเบี้ยวผิดรูป โดยส่วนมากมักจะเกิดจากฟิลเลอร์ชนิดถาวรนี้เอง

ฉีดฟิลเลอร์ อันตรายหรือไม่?

อย่างที่กล่าวไปว่าฟิลเลอร์มีหลายประเภท ถ้าฉีดด้วยสารไฮยาลูโรนิค แอซิด ที่เป็นฟิลเลอร์แบบชั่วคราว สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ 100% ก็จะไม่เกิดอันตราย แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องด้วยนั่นคือ

ความเชี่ยวชาญของแพทย์

แม้ว่าแพทย์ทุกท่านจะสามารถฉีดยาได้ แต่การทำหัตถการอย่างการฉีดฟิลเลอร์นั้น ถือว่าต้องมีการศึกษาอบรมมาเป็นพิเศษ ต้องอาศัยความชำนาญ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์อย่างมาก เพราะแพทย์ผู้ฉีดจะต้องรู้จักชั้นผิวแต่ละชั้น เพื่อฉีดแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และทราบว่าจุดไหนเป็นจุดเสี่ยง ห้ามฉีด เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ นอกจากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังสามารถวิเคราะห์ และประเมินได้อย่างเหมาะสมว่าบริเวณที่เราต้องการฉีดฟิลเลอร์นั้น ควรใช้เป็นฟิลเลอร์รุ่นไหน เนื่องจากฟิลเลอร์แต่ละรุ่นนั้นมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน บางรุ่นจะมีเนื้อแข็ง และบางรุ่นมีเนื้อนิ่ม ซึ่งบางบริเวณอาจจะต้องใช้ฟิลเลอร์มากกว่า 1 ชนิด เพื่อความสวยและเป็นธรรมชาติมากขึ้น 

ฟิลเลอร์แท้ มีอย.

จากข่าวที่หลายคนมีปัญหาเวลาฉีดฟิลเลอร์, ไม่ว่าจะหน้าเบี้ยว, ฟิลเลอร์ไหล สาเหตุใหญ่มักจะมาจากใช้ฟิลเลอร์ปลอมในการฉีด ดังนั้นการที่เราเลือกคลินิกที่มีชื่อเสียงได้รับมาตรฐานมาอย่างยาวนาน จะสามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราได้ว่าฟิลเลอร์ที่ใช้เป็นของแท้  โดยฟิลเลอร์แท้จะมีมีอย. ดูได้จากมีฉลากชื่อผู้นำเข้าถูกต้องเป็นภาษาไทยอยู่บนตัวกล่อง และมีเลขอ้างอิง Lot. วันหมดอายุอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถโทรเช็คได้ เช่น ฟิลเลอร์ Juvederm สามารถโทรเช็คได้ที่บริษัท Allergan Thailand โทร.02-6404999 ต่อ 1

ใต้ตาคล้ำ

ฟิลเลอร์แก้ ใต้ตาคล้ำ?

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นอีกหนึ่งวิธียอดฮิตที่สามารถช่วยแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำได้ เหมาะสำหรับคนที่มีบริเวณร่องน้ำตาชัด หรือ คนที่กระดูกใต้ตายุบลงจนดูใต้ตาคล้ำ อิดโรย ใบหน้าดูโทรม โดยเป็นการฉีดสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) เข้าไปบริเวณใต้ตา เพื่อให้ใต้ตาดูตื้นขึ้น รอยคล้ำจางลง ช่วยลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ใต้ตากลับมาดูอวบอิ่มสดใสมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ 18-24 เดือน

ทั้งนี้บริเวณใต้ตาเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์เป็นอย่างมาก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติ ไม่ดูปูดหรือดูเป็นก้อน ซึ่งถ้าฉีดตื้นเกินไปตาจะดูคล้ำกว่าเดิม เนื่องจากการสะท้อนแสงของฟิลเลอร์ ดังนั้นอย่างที่เราได้กล่าวไปข้างต้น เพื่อความปลอดภัยควรจะต้องศึกษาหาข้อมูล เลือกฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพราะคุณหมอจะสามารถประเมินการฉีดฟิลเลอร์ให้เราได้ และมีเทคนิคการฉีดที่แม่นยำ ทำให้ไม่เกินอันตราย หรือผลข้างเคียงตามมา

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

1.ควรงดยา วิตามิน อาหารเสริมบางชนิด เช่น ยาแอสไพริน วิตามินอี สารสกัดจากใบแปะก๊วย เป็นต้น ก่อนฉีด อย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากของเหล่านี้จะไปกระตุ้นเลือดให้แข็งตัวช้า ระหว่างฉีดฟิลเลอร์ อาจจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด หรือเกิดอาการช้ำได้

2.งดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทุกชนิด บุหรี่ รวมถึง อาหารมักดอง ก่อนฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

1.ควรเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด งดนวด ถู สัมผัสใบหน้าแรงๆ หรือแม้แต่ใช้เครื่องนวดก็ควรงดก่อน

2.ดื่มน้ำเยอะๆ ต่อวัน เพื่อน้ำจะได้ช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปอุ้มน้ำ และดูฟู อิ่มเอบขึ้น

3.งดออกกำลังกาย และเลี่ยงการเข้าอบไอน้ำ อบซาวน่า ยิงเลเซอร์ อย่างน้อย 2 สัปดาห์

รีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ

น้องเอิร์ธ – กัษมนณัฏฐ์ นามวิโรจน์

น้องเอิร์ธมีความกังวลปัญหาใต้ตาเป็นพิเศษ เพราะทำงานหนักทำให้นอนดึกมาก ใต้ตาจึงดูโบ๋ ลึก สีดำคล้ำ ใบหน้าดูโทรม ไม่สดใส ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ยิ่งเวลาออกกล้องจะเห็นได้ชัด น้องเอิร์ธจึงอยากให้หน้าดูเฟรช ดูไบร์ทขึ้นจึงแวะเข้ามาปรึกษาคุณหมอวิเวียนที่เอเพ็กซ์ เพื่อให้คุณหมอช่วยแก้ไขปัญหากังวลใจให้

คุณหมอวิเวียนบอกว่าน้องเอิร์ธมีปัญหาใต้ตาคล้ำจริงๆ มีร่องน้ำตาลึก กระดูกใต้ตาบุ๋มลงไปค่อนข้างเยอะ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าใบหน้าทั้งสองข้างไม่เท่ากันด้วย บริเวณแก้มข้างซ้ายจะบุ๋มลงไปเยอะกว่าข้างขวา เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับน้องเอิร์ธคือการฉีดฟิลเลอร์

คุณหมอแนะนำก่อนเริ่มฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ก่อนเริ่มฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คุณหมอวิเวียนได้อธิบายถึงขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ของเคสน้องเอิร์ธว่า จะใช้ฟิลเลอร์ 2 ชนิด ในการฉีดครั้งนี้ เริ่มจากใช้ฟิลเลอร์ Juvederm วอลุมม่า (Voluma) ตัวนี้เป็นฟิลเลอร์เนื้อแน่น ฉีดเข้าไปเพื่อปรับโครงสร้างหน้าทั้งสองข้างให้เท่ากันก่อน แล้วตามด้วยฟิลเลอร์ Juvederm โวลิฟท์ (Volift) ที่เนื้อบางเบากว่าชนิดแรก เพื่อเกลี่ยให้ผิวช่วงใต้ตาให้ดูสมูทและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ทำให้เวลาที่ยิ้มหรือแม้แต่การทำหน้านิ่งๆ ก็ยังดูดีทั้งสองแบบ

ใต้ตาคล้ำ

ความรู้สึกหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเสร็จแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?

เอิร์ธพอใจผลลัพธ์หลังฉีดมากครับ เพราะว่าเห็นผลไวและชัดเจนมาก ถ้าเป็นทรีตเมนท์ตัวอื่นๆ อาจจะต้องรอเวลาสักพักถึงจะเห็นผล ส่วนฟิลเลอร์เห็นชัดเลยว่าใต้ตาดูเต็มขึ้น หน้าดูเฟรชขึ้นมาก ส่วนก่อนฉีดที่เคยกลัวว่า ฉีดฟิลเลอร์จะเจ็บ แต่พอได้ฉีดจริงๆ ไม่เจ็บเลยครับ เพราะก่อนฉีดคุณหมอได้แปะยาชาให้ แล้วคุณหมอยังบอกอีกว่าในตัวฟิลเลอร์มียาชาผสมอยู่ด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะเจ็บเลย อย่าลืมนะครับ ฟิลเลอร์ใต้ตา ต้องที่ Apex!

มั่นใจได้เลยว่า APEX เป็นหนึ่งด้านการฉีด เพราะได้รับางวัล Top Allergan Aesthetics Valued Customer in Total Porfolio 2020 (Facial Aesthetics & Body Contouring) ถือเป็นการการันตีได้ว่า ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้มีคุณภาพ มาตรฐาน พร้อมด้วยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญอีกมากมาย การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงปลอดภัย ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดแน่นอน

รับรางวัลสำหรับคนที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำ คงได้เคล็ดลับดีๆ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิธีธรรมชาติอย่างว่านหางจระเข้สดที่เป็นตัวช่วยบำรุงผิวรอบดวงตา แต่ถ้าใครอยากแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำอย่างรวดเร็ว การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาถือว่าตอบโจทย์มากเลยทีเดียว

ปัญหาใต้ตาคล้ำ ทำให้หน้าดูไม่สดใส ดูเหนื่อย ดูเพลีย สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถส่งรูปใบหน้าของคุณเข้ามาที่ [email protected] : @apexbeauty (มี @ นำหน้า) เพื่อรับการประเมินรูปหน้าจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเอเพ็กซ์ก่อนได้