กำจัดไขมันเลว กินแบบนี้ผอมไว แถมได้หุ่นสวย

กำจัดไขมันเลว
ไขมันเลว แค่ได้ยินชื่อก็คงจะพอทราบกันแล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับร่างกายเท่าไรนัก แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เราส่วนใหญ่มักหนีเจ้าไขมันชนิดนี้กันไม่ค่อยพ้น เนื่องจากไขมันเลว เป็นไขมันที่อยู่ในอาหารหลาย ๆ ชนิดที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งอาหารเหล่านั้นยังเป็นอาหารที่แสนอร่อย และอยู่ใกล้ตัวเรา ทำให้เราหลีกเลี่ยงได้ยาก ซ้ำร้ายไขมันเลวนี้ยังสามารถสะสมอยู่ในร่างกายของทุกคน ไม่ว่าจะมีรูปร่างที่อ้วนหรือผม และยังส่งผลร้ายกับสุขภาพเราได้อย่างมาก ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันชนิดนี้จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด หรือถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราก็ต้อง กำจัดไขมันเลว นี้ออกจากร่างกายก่อนที่มันจะทำร้ายสุขภาพ จนทำให้เกิดโรคร้ายแรงที่คาดไม่ถึงได้

ไขมันเลว คืออะไร ?

ไขมันเลว หรือ ไขมันไม่ดีนั้น ชื่อของมันจริง ๆ ก็คือ LDL (Low Density Lipoprotein) เป็นไขมันที่มีความหนาแน่นต่ำ และอันตราย เนื่องจากเป็นไขมันที่มักจะไปสะสมในผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวจนเกิดเป็นภาวะหลอดเลือดตีบได้ ซึ่งถ้าหากไม่รีบทำการรักษา ผลที่ตามมาก็คือจะเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน นำมาสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นต้น 

ไขมันเลวมาจากไหน ?

ไขมันเลว หรือไขมัน LDL ที่ทำลายสุขภาพของเรานั้น มีอยู่ในอาหารหลายชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

  • ไขมันอิ่มตัว (saturated fat)

    อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวนั้น จะอยู่ให้กลุ่มอาหารจำพวกเนื้อสัตว์แดง อาหารทะเลบางชนิด ไขมันสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม ไม่เว้นแม้แต่นมพร่องมันเนยก็มีไขมันอิ่มตัวด้วยเช่นเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น ไขมันจากพืชบางชนิด อย่างเช่นน้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ก็มีไขมันอิ่มตัวสูงด้วยเช่นกัน

  • ไขมันทรานส์ (Trans fat)

    ไขมันทรานส์ คือไขมันชนิดที่อันตรายมากที่สุด เพราะได้มีการนำเอาไขมันอิ่มตัวไปแปรรูปให้กล้ายเป็นไขมันทรานส์ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการผลิต และสามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น แต่ผลที่ตามมาก็คือ ไขมันชนิดนี้จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตัน และโรคร้ายแรงตามมาได้ค่ะ โดยอาหารที่มีไขมันทรานส์นั้นก็เป็นอาหารจำพวก เบเกอรี่ ของทอด หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น

กำจัดไขมันเลว ด้วยการกิน ทำอย่างไร ?

เมื่อเราได้รับไขมันเลวจากการรับประทานอาหาร วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดก็คือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันเลว และหันมารับประทานอาหารที่มีไขมันดี ซึ่งไขมันดี หรือ HDL (High-density lipoprotein) จะเข้าไปกำจัดไขมันเลว และลดความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตันได้ แถมอาหารบางชนิด ถ้ารับประทานอย่างเหมาะสมก็จะช่วยลดหุ่น และผอมได้อีกด้วย โดยอาหารที่ควรรับประทานเพื่อลดไขมันเลว และเพิ่มไขมันดี ได้แก่ 

  • เนื้อปลาบางชนิด เช่น แซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล และซาร์ดีน ซึ่งเนื้อปลาเหล่านี้ อุดมกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่รับประทานมากจนเกินไป เนื่องจากเนื้อปลาทะเลน้ำลึกที่มีขนาดตัวใหญ่นั้นมีการสะสมของสารปรอทค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าหากรับประทานมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ
  • ถั่วเปลือกแข็ง มีการศึกษาพบว่า ถั่วเปลือกแข็ง จำพวก อัลมอนด์ ถั่วลิสง ถั่วพิตาชิโอ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นธัญพืชที่มีปริมาณของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) ให้แก่ร่างกายได้ด้วย ทว่าก็จำเป็นต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะหากกินมากไปอาจส่งผลทำให้อ้วนได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากถั่วเปลือกแข็งนั้นมีแคลอรีค่อนข้างสูง โดยปริมาณการบริโภคที่พอเหมาะ คือไม่เกินวันละ 1 กำมือค่ะ
  • อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยดักจับไขมันที่รับประทานเข้าไป และลดการดูดซึมไขมันเลวเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง โดยอาหารที่มีไฟเบอร์สูงก็ได้แก่ บรรดาผัก ผลไม้ และธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต รำข้าว ลูกเดือย เป็นต้น ค่ะ
  • ไข่ เราอาจเคยได้ยินว่าไข่เป็นอาหารที่มีคอเลเตอรอลสูง แต่ในความเป็นจริงแล้วมีการศึกษาพบว่า การรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง ทำให้ระดับไขมันเลว LDL ในร่างกายลดลง แถมยังช่วยเพิ่มระดับไขมันดีอย่าง HDL ได้ด้วย ทว่าสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ ก็อาจจะเลี่ยงการรับประทานไข่แดง และรับประทานไข่ขาวเป็นหลักก็สามารถช่วยได้อีกทางหนึ่งค่ะ
  • อะโวคาโด ผลไม้ชนิดนี้ เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไขมันชนิดดีสูงถึง 15 กรัม ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดไขมันเลวในหลอดเลือด และช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดโอกาสเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และโรคหัวใจวายได้อีกด้วยค่ะ
  • โปรตีนจากถั่วเหลือง โปรตีนจากพืชชนิดนี้ถือเป็นโปรตีนที่ดีกับร่างกายอย่างมาก ไม่ว่าจะช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนัก หรือช่วยในการลดไขมันในเลือด เนื่องจากในถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน (isoflavone) ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดไขมันเลว (LDL) และช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้อีกด้วย
  • ชาเชียว เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างชาเขียวนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยในการลดน้ำหนัก ลดความอยากอาหารแล้ว การดื่มชาเขียวอย่างน้อย ประมาณ 2 ถ้วยต่อวัน ก็สามารถช่วยกำจัดไขมันเลวในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย แต่ต้องเป็นชาเขียวร้อน และไม่มีการเติมครีม หรือน้ำตาลนะคะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ อ้วนแน่นอน

นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็สามารถช่วยกำจัดไขมันเลวที่ทำลายสุภาพได้อีกด้วย โดยเฉพาะการออกกำลังกาย หากออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยเปลี่ยนไขมันที่ไม่ดีในร่างกาย ให้กลายเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย นอกจากนี้การลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถช่วยลดการสะสมของไขมันในหลอดเลือด อันนำมาสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การ กำจัดไขมันเลว ออกจากร่างกายเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการดูแลรูปร่าง และดูแลสุขภาพในระยะยาวเพียงเท่านั้น สำหรับคนที่ต้องการดูแลรูปร่างให้กลับมาดีได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ยังมีทรีตเมนต์อีกมากมายที่สามารถช่วยลดสัดส่วน และไขมันส่วนเกินของร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดสัดส่วนด้วยคลื่นพลังงาน ความร้อน หรือความเย็น โดยเฉพาะ CoolSculpting เทคโนโลยีสลายไขมันด้วยความเย็น ซึ่งเป็นตัวเลือกในการสลายไขมันส่วนเกินในบริเวณที่คุณขาดความมั่นใจ ที่สามารถตอบโจทย์ให้กับผู้ที่ต้องการมีรูปร่างที่ดีได้โดยไม่ต้องผ่าตัดได้

CoolSculpting คืออะไร ?

CoolSculpting คือเทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยการใช้เทคโนโลยีพลังงานความเย็น ซึ่งคิดคิดค้นและพัฒนาโดยทีมแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยในกระบวนการสลายไขมันด้วยความเย็น จะมีการปล่อยความเย็นในระดับจุดเยือกแข็ง -11 ถึง -13 °C ลงไปใต้ชั้นผิวหนังเข้าสู่ชั้นไขมันเป็นเวลา 35 – 75 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ และ Applicator ที่ใช้  ซึ่งในระยะเวลา และระดับความเย็นนี้จะทำให้เซลล์ไขมันบางส่วนตายลง และถูกขับออกจากร่างกายโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือดูดออก ทำให้ไม่เกิดบาดแผลเหมือนกับการผ่าตัด อีกทั้งยังไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ จึงไม่ต้องใช้ยาชา หรือยาสลบเพื่อระงับอาการเจ็บปวด ขณะที่ภายหลังจากทำเสร็จแล้ว ผู้เข้ารับบริการไม่ต้องพักฟื้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ไม่เพียงเท่านั้น เพราะเทคโนโลยีสลายไขมันด้วยความเย็นอย่าง CoolSculpting ยังเป็นเครื่องมือแรก และเครื่องเดียวในขณะนี้ที่ได้รับการรองจากสถาบันระดับโลกอย่าง U.S.FDA (Food and Drug Administration) และมีผลงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้ใช้ในการลดไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลดีที่สุด เมื่อเทียบกับการกำจัดไขมันวิธีอื่น ๆ ที่มีในท้องตลาด

CoolSculpting กำจัดไขมันได้อย่างไร ?

CoolSculpting คือเทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็นที่มีจุดเริ่มต้นมาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Harvard Medical School ซึ่งทำร่วมกับ Massachusetts General Hospital โดย Dr. Rox Anderson และ Dr. Dieter Manstein นายแพทย์จาก Wellman Center of Photomedicine โดยจากการศึกษาพบว่า เซลล์ไขมัน เป็นเซลล์ไขมันที่ไวต่อความเย็นมากกว่าเซลล์ชนิดอื่น ๆ ในร่างกาย ทำให้เมื่อได้รับความเย็นในระดับต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่ง เซลล์ไขมันจะเข้าสู่ภาวะ Apoptosis ซึ่งเป็นภาวะเซลล์ที่ตายลงเอง โดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่ในร่างกาย จากนั้นเมื่อร่างกายเห็นซากของเซลล์ไขมันเหล่านี้เป็นของเสีย ก็จะมีการกำจัดออกตามกลไกของธรรมชาติ และทำให้บริเวณที่ไขมันหายไปนั้นมีลักษณะที่เล็กลง และจากการศึกษาดังกล่าวก็ทำให้เกิดแนวคิดในการนำเอาความเย็นมาใช้ในการกำจัดไขมันส่วนเกิน และได้มีการนำเอาแนวคิดเรื่องการดูดไอศครีมแท่งมาใช้ในการกำจัดไขมัน และพัฒนาจนไปสู่เทคโนโลยี CoolSculpting เหมือนในปัจจุบันนั่นเอง

ทั้งนี้ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็น CoolSculpting เป็นเทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็นเดียว ที่ได้รับการรับรองจาก US FDA ว่ามีความปลอดภัยสูง และให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ โดยในการทำ CoolSculpting จะมีการนำ Applicator ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษวางลงบนบริเวณที่ต้องการลดสัดส่วนและปล่อยความเย็น ทั้งนี้ในการทำแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 35 – 75 นาที ขึ้นอยู่กับชนิดของหัว Applicator ที่ใช้ ซึ่งจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับบริเวณที่ต้องการกำจัดไขมัน ขณะที่เซลล์ไขมันที่ได้รับความเย็นจากการทำ CoolSculpting จะแข็งตัว และตายลง จากนั้นจะถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านระบบขับถ่ายโดยร่างกายจะไม่มีการสร้างเซลล์ไขมันเพิ่มเติม ผลที่ได้ก็คือ ทำให้บริเวณที่ทำนั้นไม่มีไขมันกลับมาสะสมมาก ๆ อีก เหมือนที่เคยผ่านมา

CoolSculpting เจ็บไหม ?

สำหรับการทำ CoolSculpting แล้ว ในช่วง 10 นาทีแรกหลังจากที่วาง Applicator แล้วผู้เข้ารับบริการอาจมีความรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัวให้สามารถทนกับความเย็นอุณหภูมิติดลบได้ แต่เมื่อร่างกายเริ่มคุ้นชินกับความเย็น และแรงดูดจาก Applicator แล้ว ผู้เข้ารับบริการจะรู้สึกสบายตัวมากขึ้น และอาจรู้สึกชาบริเวณที่ทำ ซึ่งในขณะที่ทำ CoolSculpting คนไข้สามารถทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นนอนหลับพักผ่อน อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ หรือดูโทรทัศน์ แต่ผู้เข้ารับบริการจะต้องหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวร่างกายชั่วคราว เพราะอาจทำให้หัวเครื่อง Applicator หลุดออกจากบริเวณที่ทำ และทำให้เครื่องหยุดทำงานได้ค่ะ 

CoolSculpting ทำบริเวณใดได้บ้าง?

CoolSculpting เป็นเทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็นที่สามารถทำได้เกือบทุกบริเวณของร่างกาย โดยในเบื้องต้น ผู้เชี่ยวชาญสามารถประเมินด้วยการบีบจับไขมันขึ้นมาได้ ก็แปลว่าสามารถติดเครื่องบริเวณดังกล่าวได้ และสามารถลดได้อย่างแน่นอน ทว่าในการทำ CoolSculpting จะต้องทำโดย CoolSculpting Specialist เท่านั้น เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรม และมีประสบการณ์ในการสลายไขมันด้วยความเย็นของ CoolSculpting จะสามารถให้คำปรึกษา ประเมินรูปร่าง และออกแบบรูปร่างใหม่ให้กับผู้เข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผลลัพธ์หลังการทำได้ผลดียิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้เข้ารับบริการได้รับความพึงพอใจสูงสุดอีกด้วย

Coolsculpting ใครทำได้บ้าง 

เทคโนโลยีการสลายไขมันด้วยความเย็นอย่าง CoolSculpting เทคโนโลยีลดสัดส่วนที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันสะสม หรือมีความต้องการลดสัดส่วนเฉพาะส่วน เช่น คนที่มีหน้าท้อง หรือเป็นผู้ที่ต้องการลดสะโพก ต้นขา ต้นแขน และปีกหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีไขมันดื้อสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก หรือจะเป็นคุณแม่ที่เพิ่งผ่านการคลอดบุตรและต้องการรูปร่างที่ดีกลับคืนมาภายในระยะเวลาไม่นาน เพราะหลังจากทำ CoolSculpting ไปแล้ว ผู้เข้ารับบริการจะสามารถเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 1 – 3 เดือน แต่ถ้าหากต้องการให้เห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผู้เข้ารับบริการก็ควรใช้การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารควบคู่กันไปหลังจากการทำ CoolSculpting ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษารูปร่าง และผลลัพธ์หลังทำให้คงอยู่ได้ในระยะยาวค่ะ 

ขั้นตอนการทำ CoolSculpting 

เทคโนโลยการสลายไขมันด้วยความเย็น Coolsculpting ถือเป็นวิธีกำจัดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกายที่ค่อนข้างสะดวกเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใด ๆ และขั้นตอนการทำไม่ซับซ้อน โดยขั้นตอนในการทำ CoolSculpting จะเริ่มจาก

  • เข้ารับคำปรึกษาจาก Coolsculpting Specialist โดยผู้เชี่ยวชาญจะแจ้งถึงข้อห้ามในในการทำซึ่งก็มีน้อยมาก ได้แก่ ผู้ที่มีอาการแพ้ความเย็นมาก ๆ จะไม่สามารถทำได้ หรือผู้ที่มีการผ่าตัดในบริเวณที่ต้องการทำ Coolsculpting จะต้องเว้นระยะหลังผ่าตัด ประมาณ 6 เดือน แต่ถ้าหากต้องการทำในบริเวณอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคไส้เลื่อน ก็ถือเป็นกลุ่มคนที่ห้ามทำ Coolsculpting บริเวณหน้าท้อง แต่ก็สามารถทำได้ในบริเวณอื่นตามปกติค่ะ 
  • ประเมินจุด ขั้นตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญจะต้องทำการประเมินบริเวณที่ทำว่ามีขนาดแค่ไหนเพื่อที่จะเลือกขนาด Applicator ให้เหมาะสมกับบริเวณที่ทำ เนื่องจากในบางบริเวณนั้นจะต้องมีการออกแบบความโค้งเว้าให้เหมาะสมกับรูปร่าง หากไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ อาจทำให้เกิดปัญหาสัดส่วนไม่เท่ากัน หรือมีการแหว่งบริเวณที่ทำได้ค่ะ 
  • วาง Applicator เมื่อทำการประเมินจุดเรียบร้อยแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะทำการเตรียมบริเวณที่ทำ CoolSculpting โดยจะทำการเช็ดทำความสะอาด และเตรียมวางแผ่นเจลที่ผลิตขึ้นมาเพื่อป้องกันผิวจากความเย็น จากนั้นจะทำการวาง Applicator ซึ่งในช่วง 10 นาทีแรก ผู้เข้ารับบริการอาจรู้สึกอึดอัดเนื่องจากแรงดู และอาจรู้สึกเย็นจัดในจุดที่ทำ จากนั้นจะเริ่มชา และจะรู้สึกสบายขึ้นไปจนจบขั้นตอนการทำ ที่ประมาณ 35 – 75 นาที 
  • นวดทันทีหลังทำ หลังจากครบเวลาที่กำหนดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะรีบนำ Applicator ออกจากผิว และรีบทำการนวดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 นาที โดยสาเหตุที่ต้องนวดผิวนั้นก็เป็นเพราะ มีงานวิจัยพบว่า เมื่อเทียบผลลัพธ์ระหว่างนวด และไม่นวด หลังจากทำ CoolSculpting ทันทีแล้ว การนวดบริเวณที่ทำติดต่อกัน 2 นาทีจะช่วยเพิ่มให้ผลลัพธ์ดีขึ้นถึง 68% ซึ่งแม้การนวดอาจทำให้รู้สึกไม่สบายผิวเล็กน้อย แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ จากนั้นก็จะกลับมาเป็นปกติค่ะ

CoolSculpting มีหลายที่ แต่ทำไมต้องที่ APEX ?

ในปัจจุบันมีสถาบันเสริมความงามมากมายที่นำเอาเทคโนโลยีนี้มาให้บริการ โดยมีการประชาสัมพันธ์ถึงผลลัพธ์ และราคาที่น่าดึงดูดใจ แต่ถ้าจะพูดถึงว่าใครคือผู้นำในด้าน CoolSculpting ในไทยที่แท้จริง ก็คงต้องเป็นที่ APEX เพราะ

  • APEX มีเคสการทำ CoolSculpting สูงที่สุดในเอเชีย
  • เป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มีการทำ CoolSculpting
  • มีเคสการทำ CoolSculpting มากกว่า 10,000 เคสในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
  • มีการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับ CoolSculpting มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017
  • มีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน CoolSculpting ที่มีประสบการณ์มามากกว่า 10 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น เพราะที่ APEX เรามี Applicator ของ CoolSculpting ทุกแบบ ซึ่งทำให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกิน หรือต้องการลดสัดส่วนเฉพาะจุดสามารถลดสัดส่วนได้อย่างที่ต้องการ อีกทั้งเครื่องที่ใช้ยังเป็นเครื่องแท้ และเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการจากอุปกรณ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกัน ในการให้บริการ CoolSculpting ที่ APEX ผู้ที่ให้บริการทุกคนต้องผ่านการอบรมและฝึกฝนในด้านการทำ CoolSculpting จากทีมเทรนเนอร์มืออาชีพจาก CoolSculpting จนมีความเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้ โดย APEX ยังถือเป็นคลินิกความงามเดียวในประเทศไทยที่มีเทรนเนอร์ซึ่งได้รับการรับรองจาก CoolSculpting ของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำทีมฝึกสอน และให้คำแนะนำแก่  CoolSculpting Specialist ส่วนในเรื่องความปลอดภัย APEX ก็ยังผ่านการรับรองมาตรฐาน JCI ซึ่งยิ่งทำให้ผู้เข้ารับบริการมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในการรักษา และการดูแลที่ดีตามมาตรฐานตลอดการเข้ารับการรักษา เพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาสัดส่วน และต้องการกำจัดไขมันส่วนเกินสามารถกลับมามีรูปร่างที่มั่นใจได้อีกครั้งโดยไม่ต้องออกกำลังกายหนัก ๆ หรือควบคุมอาหาร และเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอาหารเสริมที่ไม่น่าไว้ใจอีกต่อไป กำจัดไขมันที่ไหนไม่ได้ผลต้องที่ APEX CoolSculpting ตัวจริงที่หนึ่งในเอเชียค่ะ

 

ปรึกษา และสอบถามเพิ่มเติม โทร. 063-310-8000
FB inbox : click http://m.me/apexprofoundbeauty
Line : http://line.me/ti/p/@apexcallcenter