กินเค็มทำให้ หน้าบวม ตัวบวม จริงหรือไม่ มาดูกัน

หน้าบวม

คำเตือน !! อย่ากินเค็ม ถ้าไม่อยากอ้วน สาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่กำลังลดความอ้วนหรือดูแลสุขภาพ ถ้าหากยังชอบการรับประทานอาหารรสเค็มอยู่ ขอแนะนำให้ลดจะดีกว่า นอกจากอาจจะไม่ทำให้น้ำหนักลดแล้ว อาจน้ำหนักขึ้นอีกด้วย ไม่คุ้มความเหนื่อยที่เราอุตส่าห์ลดน้ำหนักมาเลย แล้วการรับประทานอาหารเค็ม ทำให้อ้วน หน้าบวม ตัวบวม จริงหรือเปล่า วันนี้เล่าให้ฟังกันค่ะ

 

สาเหตุของการรับประทานอาหารรสเค็ม ทำให้เกิดอาการ หน้าบวม เพราะในอาหารรสเค็มนั้นมีโซเดียมอยู่สูง ซึ่งปรกติในอาหารทุกชนิดล้วนมีโซเดียมเป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว โดยร่างกายเรานั้นต้องการโซเดียมปริมาณ 1.5 กรัม / วัน หรือน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียมประมาณ 1 – 1.6 กรัม ถ้าหากเรารับประทานโซเดียมในปริมาณที่พอดี โซเดียมจะทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเหลวในร่างกาย รักษาระดับความดันโลหิต และดูดซึมสารอาหารในไตและลำไส้เล็ก

 

อาหารประเภทไหนที่มีโซเดียมอยู่บ้าง ?

 

– อาหารจากธรรมชาติ ปกติโซเดียมมีอยู่แล้วในทุกอาหาร เพราะได้มาจากเนื้อสัตว์ และผักผลไม้ แต่เป็นปริมาณโซเดียมที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงสามารถรับประทานได้ปกติ แต่อาจลดการปรุงรส

 

– อาหารจากการถนอมอาหาร การจะทำการถนอมอาหารได้อยู่ยาวนานมากขึ้นจำเป็นต้องใช้โซเดียมช่วย จึงเป็นอาหารที่มีโซเดียมสูงมาก ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เช่น อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง 

 

– เครื่องปรุงรส ในเครื่องปรุงรสมีโซเดียมอยู่ในทุกชนิด เพียงแต่มีความน้อยหรือมากแตกต่างกัน สามารถดูปริมาณได้ในฉลาก หรือหากรับประทานอาหาร อาจลดการปรุงรสน้อยลง เพื่อลดปริมาณโซเดียมได้

 

ทำไมโซเดียมทำให้ หน้าบวม ?

 

การรับประทานโซเดียมที่ปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ จะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิว และเนื้อเยื่อในร่างกายบริเวณต่าง ๆ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และร่างกายดูบวมกว่าปกติ บวมออกทั้งร่างกายและหน้า ที่มาของ อาการบวมน้ำ 

 

วิธีแก้อาการบวมน้ำ

 

 – หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่าง ๆ เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 

– หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารเพิ่มเติม 

– หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง เช่น กิมจิ ผักดอง ปลาร้า

– ดื่มน้ำตามมาก ๆ  เพื่อให้ไตทำงานได้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ของเหลวในร่างกายที่เพิ่มขึ้น ไม่ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ

– ออกกำลังกาย หลังจากเรารับประทานอาหารที่มีโซเดียมมาก ควรเผาผลาญพลังงานออกบ้าง ซึ่งร่างกายสามารถระบายโซเดียมออก ผ่านเหงื่อของเรานั่นเอง และดื่มน้ำให้เพียงพอต่อการสูญเสียจากการออกกำลังกายด้วยนะคะ

– รับประทานกล้วย เพราะในกล้วยมีโพแทสเซี่ยม ช่วยจำกัดโซเดียมในร่างกายเราได้ 

 

อาการบวมน้ำ ไม่ได้มาจากการกินเค็มอย่างเดียว

 

นอกจากการรับประทานอาหารรสเค็ม ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยที่ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ 

– ขาดการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกาย สามารถช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยให้ร่างกายสามารถขับของเสียออกได้ดี ซึ่งทำให้สามารถขับบรรดาโซเดียมออกจากร่างกายได้ 

– ท้องผูก การท้องผูกทำให้ร่างกายไม่ขับของเสียออกจากร่างกาย ทำให้มีสิ่งตกข้างในร่างกาย เปลี่ยนเป็นแก๊สจนตัวบวมได้

– มีประจำเดือน สำหรับสาว ๆ ปัญหานี้อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอประจำเดือน ซึ่งประจำเดือนอาจผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้ แต่เมื่อประจำเดือนหมด อาการบวมน้ำก็จะหายไป

– ดื่มน้ำน้อยเกินไป การดื่มน้ำสำคัญมาก ๆ สามารถช่วยขับสารพิษจากร่างกายได้ การดื่มน้ำน้อยทำให้เลือดข้น ของเหลวไม่ไหลเวียน ทำให้เกิดอาการท้องผูก และระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่ดี

 

นอกจากอาการบวมน้ำ การกินเค็มยังมีผลกระทบต่อระบบอื่นในร่างกายด้วย

 

โรคความดันโลหิตสูง

ในร่างกายเรามีไตที่ทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลระดับโซเดียมและน้ำในร่างกาย แต่หากร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพราะไม่สามารถปรับสมดุลของโซเดียมและน้ำ ปริมาณโซเดียมและน้ำจึงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เลือดที่มีน้ำเป็นส่วหนึ่งประกอบอยู่ด้วย ทำให้สูงขึ้นตามไปด้วย หากเลือดไหลผ่านเส้นเลือดมากก็ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงนั่นเอง

 

โรคหัวใจ

เมื่อเรามีปริมาณเลือดที่สูงจนทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ทำให้ระบบหัวใจทำการสูบฉีดเลือดหนัก และหัวใจเต้นเร็วขึ้นมากกว่าปรกติ เพราะปริมาณโซเดียมที่มากไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายบวมน้ำ มีโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด หากเป็นมาก อาจถึงขั้นหัวใจวายได้

 

โรคไต

เมื่อเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ไตก็จะทำงานหนักขึ้นตามเช่นกัน ทำให้ไตทำงานได้ไม่ดีตามปรกติ ไม่สามารถขับของเสียจากร่างกายได้ ก่อให้เกิดโรคไตเสื่อมหรืออาจถึงขั้นไตวายได้

 

อัมพฤกษ์ อัมพาต

เมื่อการทำงานของความดันทำงานได้ไม่ดีเหมือนปรกติ เป็นผลต่อหัวใจ ไต และอีกโรคหนึ่งที่เป็นผลกระทบมาจากการรับประทานโซเดียมมากไป นั่นคือ อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากการไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหลอดเลือดอาจถูกทำลาย รวมถึงอวัยวะในส่วนอื่น ๆ จนกระทั่งทำลายสมอง เสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ หรือตัน 

 

ผลของการรับประทานโซเดียมมากไป ไม่ได้ทำให้บวมน้ำอย่างเดียว แต่มีผลเสียอื่น ๆ ตามมาในร่างกายอีกด้วย ซึ่งเกิดจากการรับประทานโซเดียมมากเกินไป เป็นระยะยาวนาน หากไม่อยากให้เกิดผลเสียกับร่างกาย ควรทานในปริมาณที่เหมาะสม ก็เพียงพอแล้ว

 

อาหารที่ทำให้ หน้าบวม 

 

อาหารกินแล้วหน้าบวม

อาการบวมเกิดจากการรับประทานอาหารของเรา โดยอาหารทุกประเภทมีโซเดียวอยู่แล้ว แต่มากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งมีอาหารบางอย่างที่กินแล้วอาจทำให้หน้าบวมมากกว่าอาหารอื่น ๆ มีอะไรบ้างที่ต้องหลีกเลี่ยง

 

  1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายเราขาดน้ำ ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น ซึ่งร่างกายเราจะรักษาสมดุลเลือดด้วยการดูดน้ำเข้าเส้นเลือดเพิ่มมากขึ้น และอาจสะสมทำให้เกิดอาการบวมในตอนเช้าได้ ถ้าไม่อยากตื่นมาหน้าบวมก็ต้องหลีกเลี่ยงนะคะ

 

  1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

เป็าอาหารที่เหมาะมากกับการกินช่วงดึก ๆ เวลาหิว ๆ เพราะช่วยแก้หิวได้ดีมากเลยใช่ไหม แต่ก็เป็นอาหารที่เป็นเหตุให้หน้าบวมได้มากที่สุดเลย เพราะมีโซเดียมสูงมาก ไม่ว่าจะเส้น หรือผงปรุงรสที่แถมมาใส่ แสนอร่อย เมื่อร่างกายรับโซเดียมมาก และไม่ได้ขับออก จะทำให้ตัวบวม หน้าบวมได้ 

 

  1. ขนมกรุบกรอบ

ขนมซอง ๆ ที่หาซื้อได้ง่าย และอร่อย สามารถรับประทานได้เพลิน ๆ ยิ่งซื้อซองใหญ่ ๆ ยิ่งซะใจ แต่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการบวม เพราะมีโซเดียมสูงพอ ๆ กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเลย ถ้าอยากรับประทานโดยไม่ให้หน้าบวม ควรออกกำลังกายขับเหงื่อไล่โซเดียมออกจากร่างกายด้วยนะคะ

 

  1. มันฝรั่งทอด หรือ เฟรนช์ฟราย

อาจเป็นของโปรดใครหลายคนเลย ยิ่งจิ้มซอสมะเขือเทศ ยิ่งอร่อยยย แต่ว่า เฟรนช์ฟรายเป็นอีกหนึ่งอาหารที่โซเดียมสูงมากเช่นกัน เพราะโซเดียมสูงจากการ แช่แข็ง และการคลุกเกลือปรุงให้รสชาติมันฝรั่งมีรสชาติอร่อยขึ้น ยิ่งจิ้มซอสให้มีรสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ก็ยิ่งได้โซเดียมเพิ่มอีก เพราะในซอสก็มีโซเดียมเช่นเดียวกัน ได้รับโซเดียมเต็ม ๆ ไปเลยละ รับประทานแล้วอย่าลืมออกกำลังกาย และดื่มน้ำเปล่าตามเยอะ ๆ เพื่อปรับสมดุลน้ำในร่างกายด้วย

 

  1. อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง

อย่างที่บอกไปในข้อของมันฝรั่งทอด ที่ว่าอาหารแช่แข็งนั้นมีโซเดียมสูง ยิ่งในปัจจุบันร้านสะดวกซื้อมีอาหารแช่แข็งให้เลือกรับประทานมากมาย เพราะสะดวก เพียงแค่เก็บใส่ช่องฟรีซ หิวเมื่อไรก็เอาออกมาใส่เครื่องไมโคเวฟ อุ่นร้อน ก็สามารถรับประทานได้แล้ว สะดวกสุด ๆ และก็ได้รับโซเดียมเยอะเช่นเดียวกันน เพราะการยืดอายุของอาหารแช่แข็งจะต้องใส่โซเดียมเข้าไปให้มีอายุมากขึ้น ควรกินเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นจริง ๆ ดีกว่า ถ้าหากมีเวลาสามารถเลือกรับประทานอาหารปรุงสุกได้ ก็เลือกแบบปรุงสุกจะดีกว่าค่ะ

 

อาหารช่วยลดอาการ หน้าบวม

 

เมื่อมีอาหารที่ทำให้เราหน้าบวมแล้ว แต่เราก็สามารถแก้อาการหน้าบวมด้วยอาหารได้เช่นกัน หนามหยอกเอาหนามบ่ง

 

  1. หน่อไม้ฝรั่ง

หน่อไม้ฝรั่งมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ช่วยขจัดของเหลวที่เป็นส่วนเกินออกจากร่างกายของเรา และหน่อไม้ฝรั่งมีโซเดียมต่ำ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาตัวบวมน้ำ เพราะโซเดียมเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ

 

  1. น้ำเปล่า

การดื่มน้ำให้เพียงพอ หรือมากขึ้น จะช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกาย เมื่อโซเดียมเกินลดน้อยลง อาการบวมน้ำจะลดลง โดยปริมาณน้ำที่ควรดื่มต่อวัน คือ 1.5 – 2 ลิตร แต่หากเป็นผู้ที่ออกกำลังกายก็ต้องดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อเติมน้ำที่เสียไปให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

  1. อารหารที่มีวิตามินบี 6 

วิตามินบี 6 ช่วยลดการสะสมของเหลวไว้ในร่างกาย โดยเฉพาะสาวที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน โดยวิตามิน บี 6 จะช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับอาการบวมน้ำได้ ซึ่งวิตามิน บี 6 สามารถได้รับจาก กล้วย อโวคาโด เนื้อวัว ปลาแซลมอน ปลาทูน่า แครอท มันฝรั่ง

 

  1. อาหารที่มีโพแทสเซียม

โพแทสเซียม จะช่วยลดปริมาณโซเดียม ช่วยเพิ่มการขับปัสสาวะ เพื่อขับโซเดียมออก เมื่อโซเดียมลดลง ของเหลวที่อยู่ในร่างกายจะน้อยลงด้วยเช่นกัน โดยสามารถรับโพแทสเซียมได้จากอาหาร เช่น มันเทศ แตงโม น้ำมะพร้าว ถั่วดำ ทับทิม

 

การได้รับโซเดียมมากเกินไปทำให้เกิดอาการตัวบวม หน้าบวม ถ้าหากเรารับประทานติดต่อกันเป็นระยะหนึ่ง จากแค่บวมเฉย ๆ กลายเป็นมีไขมันสะสมแทน และทำให้เกิดไขมันส่วนเกิน เพราะฉะนั้นการได้รับโซเดียมมากไป อาจต้องออกกำลังกายเพื่อขับโซเดียมออก ป้องกันไม่ให้เกิดอาการตัวบวม หน้าบวม หรือหากใครที่มีปัญหารับโซเดียมระยะยาว เกิดไขมันส่วนเกิน ออกกำลังกายเท่าไรก็ไม่หาย หรือออกกำลังกายแล้วกลายผิวหย่อนคล้อย เป็นคลื่น เป็นผิวส้ม อาจต้องใช้การศัลยกรรมเข้าช่วย เพื่อแก้ปัญหา นั้นคือการศัลยกรรมดูดไขมัน ใครหน้าบวม แก้มเยอะ ก็สามารใช้เทคนิคนี้ ในการ ดูดไขมันแก้ม ออกไปได้

 

ดูดไขมันมีแบบไหนบ้าง ?

CoolSculpting

เทคโนโลยีสลายไขมันสุดฮิตของสาวๆที่รักในเทคโนโลยี โดยที่ APEX มีการผสาน2เทคโนโลยีที่ช่วยให้เห็นผลมากกว่าเดิม ด้วยโปรแกรม CoolWave เทคนิคล่าสุดในการกำจัดไขมันด้วยความเย็นที่ลดไขมันได้มากกว่าเดิม พร้อมการตีสลายไขมันที่ช่วยกระชับผิวมากยิ่งขึ้นด้วย หลังทำในครั้งแรกแต่ละจุดจะเห็นผลใน 3-4 สัปดาห์ ข้อดีของวิธีนี้คือ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยแผลใดๆ ใช้เวลาต่อจุดเพียง 35 นาที ทำเสร็จก็ยังไม่เดินช๊อปปิ้งต่อ หรือกลับไปทำกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติ แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหย่อนคล้อน และไม่ต้องใส่ชุดรัดใดๆ เรียกได้ว่าเป็นวิธีกำจัดไขมันที่ชิลสุด และเห็นผลมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 เลยค่ะ

Body Tite

การดูดไขมัน โดยการทำให้กระชับด้วยในเวลาเดียวกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดผิวหย่อนคล้อยหลังจากการทำศัลยกรรมดูดไขมัน เนื่องจากการดูดไขมันแบบเก่า จะทำเพียงแค่ดูดไขมัน และผู้ศัลยกรรมต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วนเพื่อให้ผิวกระชับขึ้น การดูดไขมันด้วยเครื่อง Body Tite จะทำให้ผู้ศัลยกรรมดูดไขมันที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย สามารถผิวกระชับขึ้นได้ เพราะเครื่องดูดไขมัน Body Tite จะใช้พลังงานคลื่นวิทยุ และความร้อน ทำให้ความร้อนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกระชับผิว ช่วยให้ลดเวลาในการใช้ชุดกระชับสัดส่วนได้

 

Vaser Smooth

การดูดไขมัน โดยการใช้พลังงานอัตราซาวด์  ดูดไขมันและกำจัดเซลลูไลท์ได้อย่างถาวร เหมาะกับการดูดไขมันเพื่อลดสัดส่วนให้ได้รูปทรงที่ต้องการ สามารถดูดไขมันได้หลายจุด และได้ในประมาณที่มาก ในเวลาอันรวดเร็ว ใช้เวลาน้อย สามารถดูดได้หลายจุด เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เหนียง แก้ม โดยเครื่อง Vaser จะทำการละลายไขมันส่วนเกินที่เกาะอยู่บริเวณเหนือกล้ามเนื้อ แล้วจึงดูดไขมันออก

 

Body Jet

การดูดไขมันด้วยเครื่อง Body Jet เป็นการดูดไขมันโดยการใช้พลังงานน้ำ เครื่องดูดจะทำการพ้นน้ำละลายให้ไขมันที่เกาะตัวกันเป็นก้อนสลาย แล้วจึงดูดไขมันออกมา ซึ่งการทำด้วยวิธีนี้มีความนุ่มนวล เซลล์ไขมันที่ดูออกมาจึงมีชีวิต สามารถนำไปใช้เติมเต็มส่วนอื่น ๆ ได้ เช่น หน้าอก ร่องแก้ม หรือแก้ม ซึ่งศัลยแพทย์จะนำไขมันที่ดูดออก มาผ่านกระบวนการทำให้เซลล์ของไขมันยังมีชีวิต พร้อมสำหรับการเติมบริเวณอื่นที่ผู้ศัลยกรรมต้องการ

 

Microaire PAL

 

การดูดไขมัน ที่สร้างความสั่นสะเทือนทำให้ไขมันที่เกาะตัวกันเป็นก้อนสลาย และดูดไขมันส่วนนั้นออกมา ซึ่งเป็นการสั่นที่ถี่และพอเหมาะเพียงเพื่อต้องการทำให้ไขมันสลาย โดยสามารถดูดไขมันได้ปริมาณที่มาก และรวดเร็ว ซึ่งเครื่องนี้จะใช้หัวดูดไขมันที่ทู่จึงไม่ทำให้กระทบกระเทือนกับเนื้อเยื่อ 

 

การดูดไขมันในปัจจุบัน สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัดแผลใหญ่ ผู้ที่กังวลเรื่องแผลเป็นที่จะเห็นได้ชัด สามารถวางใจได้ เนื่องจากที่ APEX มีศัลยแพทย์ที่เข้าอกเข้าใจเรื่องแผลเป็นของผู้ศัลยกรรมดูดไขมันเป็นอย่างดี สามารถซ่อนแผลให้สังเกตเห็นได้อย่าง โดยการดูดไขมันด้วยเครื่องมือที่กล่าวมา เป็นเครื่องมือที่ทำให้แผลเล็กมาก จึงหมดห่วงเรื่องแผลได้อย่างแน่นอน

 

ลดเหนียง

เทคนิค J Plasma

การกระชับผิว สำหรับผู้ศัลยกรรมดูดไขมัน เนื่องจากหลังจากการดูดไขมัน จะทำให้เกิดการหย่อนคล้อยของผิว เนื่องจากทำการดูดไขมันส่วนนั้นออก ซึ่งการศัลยกรรมดูดไขมันจึงต้องใส่ชุดกระชับสัดส่วนเพื่อล็อคผิวหนังให้กระชับขึ้น แต่ ปัจจุบัน APEX มีเทคนิค J Plasma ที่จะช่วยให้ผู้ศัลยกรรมดูดไขมันสามารถกระชับผิวได้รวดเร็วขึ้น

 

J Plasma คือ ?

เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่ทำมาเพื่อช่วยลดปัญหาผิวไม่กระชับ สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวไม่กระชับ มีเหนียง ผิวหนังหย่อนคล้อย โดยพลาสม่าฮีเลี่ยมจะมีการทำงานโดยผสมกับคลื่นพลังงานความถี่วิทยุ ทำให้ปลอดภัยสูง อ่อนโยนต่อผิว โดยเครื่อง J Plasma จะส่งพลังงานผ่านท่อส่งขนาดเล็ก ไปใต้ผิวเพื่อดึงเส้นใยด้วยความร้อน แต่เป็นความร้อนระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชั้นผิว ทำให้เส้นใยภายใต้ผิวหดตัว เมื่อความร้อนทำให้เส้นใยยึดหดตัวแล้ว เนื้อเยื่อจะเกิดการหดตัวด้วยความรวเร็ว ชั้นผิวหนังจะถูกกระชับในทันที ผู้ที่ศัลยกรรมที่ใช้เทคนิค J Plasma ร่วมด้วยจะทำให้ผิวกระชับขึ้นอย่างชัดเจน สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ครั้งแรก 

 

J Plasma เหมาะกับใคร ?

– ผู้ที่ต้องการกระชับผิวที่มีความหย่อนคล้อย ตามวัย หรือเกิดจากการลดน้ำหนักรวมเร็วเกินไป

– ผู้ที่ต้องการกระชับผิวหลังจากการทำศัลยกรรมดูดไขมันบริเวณต่าง ๆ เช่น การทำ Sexy Line และ Celeb Arms

– ผู้ที่ต้องการกระชับบริเวณเหนียง แก้ม 

 

ทำ J Plasma ที่ไหนดี ?

J Plasma ถือเป็นอีกเทคนิคที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ เพื่อความปลอดภัยของผู้ศัลยกรรม โดยส่วนมากจะทำร่วมกับการศัลยกรรมดูดไขมัน เพื่อกระชับผิวที่ถูกดูดไขมันอย่างรวดเร็ว ที่ APEX มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำศัลยกรรมดูดไขมัน และใช้เทคนิค J Plasma ช่วยให้ผิวกระชับขึ้นหลังจากทำศัลยกรรมดูดไขมัน พร้อมสถานพยาบาลที่มีความปลอดภัย สะอาด ผู้ศัลยกรรมจึงต้องมีการศึกษาข้อมูลในการศัลยกรรมดูดไขมันอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ได้เข้าใจในกระบวนการต่าง ๆ หรือเข้าปรึกษาปัญหากับศัลยแพทย์ เพื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

 

APEX เป็น ศูนย์ความงาม ที่มีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการศัลยกรรมดูดไขมัน สามารถให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการทำศัลยกรรมดูดไขมัน เพื่อให้ผู้ศัลยกรรมดูดไขมันได้แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด พร้อมเทคนิคการดูดไขมันที่สามารถปรับรูปร่าง สัดส่วน ให้ได้รูปร่างที่ผู้ศัลยกรรมดูดไขมันต้องการ รวมถึงการทำศัลยกรรมที่ทำให้แผลมีขนาดเล็กสังเกตเห็นได้ยาก ผู้ศัลยกรรมจึงสามารถมั่นใจได้ว่า แผลที่ได้รับจากการศัลยกรรมจะไม่เห็นได้อย่างชัดเจน ศัลยกรรมโดยห้องผ่าตัดที่ได้รับการรับรอง JCI และบุคลากรที่พร้อมให้การดูแลเป็นอย่างดี ศัลยกรรมกับ APEX ไม่ผิดหวังแน่นอน

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ ดูดไขมันแก้ม พร้อม J Plasma

โทร : 0888-7000-39
[email protected] ID : @APEXSURGERY
หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40apexsurgery