รับมืออย่างไร ? เมื่อถึงวัยทอง!!

‘วัยทอง’ ภาวะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของหญิงและชาย เราจะรับมืออย่างไร เพื่อลดโอกาสเสี่ยงปัญหาสุขภาพกายและใจ

‘วัยทอง’ คำแสลงใจ เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยประสบชะตากรรมถูกล้อเลียนด้วยคำๆ นี้ จากพฤติกรรมขี้บ่น ขี้หงุดหงิดของเรา ในบางเวลาที่อาจไม่ได้ตั้งใจ เพราะอาการดังกล่าวเป็นอาการของการเข้าสู่ ‘วัยทอง’ หรือภาวะที่สตรีเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน มักพบในช่วงอายุระหว่าง 45 – 50 ปี สาเหตุเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อผู้หญิงมีอายุมากขึ้น ระบบต่างๆ ภายในร่างกายย่อมทำงานเสื่อมประสิทธิภาพลง
สัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนจะเข้าสู่วัยทอง จะมีอาการทั้งทางด้านอารมณ์และร่างกาย คือ ประจำเดือนเริ่มมาคลาดเคลื่อน มากะปริบกะปรอย และประจำเดือนอาจหายขาดไปกว่า 1 ปี ก่อนจะหมดประจำเดือนอย่างถาวร

เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยทอง รังไข่จะไม่มีการตกไข่ ทำให้ไม่มีการผลิตฮอร์โมนเพศอย่างเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนอีกต่อไป จะเริ่มมีอาการต่าง ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น ไม่มีประจำเดือน ร้อนวูบวาบ ไม่สบายตัว มีเหงื่อออกในตอนกลางคืน มีปัญหาเรื่องการนอน นอนน้อย นอนไม่หลับ ผิวแห้ง หนังศีรษะบาง ผมร่วง อ้วนขึ้น ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้น้อยลง ไม่มีสมาธิ อารมณ์แปรปรวน และหงุดหงิดง่าย

ผู้ชายวัยทอง

ช่วงอายุเข้าวัยทองของผู้ชายจะใกล้เคียงกับผู้หญิง เมื่ออายุมากขึ้นฮอร์โมนแอนโดรเจนจะน้อยลงเรื่อยๆ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจของผู้ชาย ทางการแพทย์เรียกผู้ชายวัยทองว่า ‘แอนโดรพอส’ (andropause)
อาการของผู้ชายวัยทองคล้ายคลึงกับผู้หญิงคือ เครียด หงุดหงิด โกรธง่าย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เหงื่อออกมาก สมาธิลดลง นอนไม่ค่อยหลับ กำลังวังชาลดลง โครงสร้างของร่างกาย เช่น กระดูกต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย มีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ กระดูกพรุน ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะออกลำบาก สมรรถภาพทางเพศลดลง

วัยทองในเพศชาย

ผู้ชายทุกคน เมื่อสูงอายุ ค่าฮอร์โมนเพศชาย เทสทอสสเตอโรน (Total Testosterone) จะค่อย ๆ ลดลง แต่ไม่กลายเป็นศูนย์เหมือนฮอร์โมนเพศผู้หญิงในหญิงวัยทอง อาการวัยทองในเพศหญิงค่อนข้างเด่นชัด พบถึงร้อยละ 75 โดยครึ่งหนึ่งของคนที่มีอาการจะเป็นมาก จนต้องพบแพทย์ ส่วนอาการวัยทองในเพศชายไม่เด่นชัดเท่า
อาการวัยทองในเพศหญิง วินิจฉัยได้ง่าย อาการที่เด่นชัดคือๆ ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับในช่วงใกล้หมดประจำเดือน หรือหมดประจำเดือนไปแล้ว สามารถยืนยันการวินิจฉัย ด้วยการเจาะเลือดไปตรวจ แต่อาการวัยทองในผู้ชายนั้น วินิจฉัยได้ยาก ไม่สามารถบอกว่าค่าฮอร์โมนเพศชายลดลงเท่าไหร่จึงจะเข้าเกณฑ์วินิจฉัยชายวัยทอง การรักษาวัยทองในเพศหญิงด้วยฮอร์โมนเพศหญิงมักได้ผลดี แต่ในเพศชายได้ผลไม่แน่นอน

วัยทองในเพศชายมีการศึกษาน้อยกว่า มีความเข้าใจน้อยกว่า แม้จะให้คำจำกัดความของวัยทองเพศชายว่า เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศชาย แต่อาการก็มีต่าง ๆ กัน ช่วงอายุที่เกิดวัยทองก็ไม่แน่นอน ระดับฮอร์โมนเพศชายที่ลดลงก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน จากงานวิจัยพบว่า ผู้ชายอายุ 20-80 ปี เฉลี่ยฮอร์โมนลดลง 100 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร หรือลดลงร้อยละ 0.4 ต่อปี ในคนหนุ่ม ระดับฮอร์โมนเพศชายจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งวัน ค่าฮอร์โมนสูงสุดอยู่ที่ 8 โมงเช้า และต่ำสุดตอนสองทุ่ม แต่ในชายสูงวัยระดับฮอร์โมนทั้งวันไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ใช้ค่าฮอร์โมนเทสทอสสเตอโรน น้อยกว่า 325 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำ พบฮอร์โมนเพศชายต่ำในผู้ชาย อายุ 60 ปี 70 ปี 80 ปี คิดเป็นร้อยละ 20 30 50 ตามลำดับ แต่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า ค่าต่ำเท่าไหร่จึงจะมีอาการวัยทอง เพราะชายบางคนมีฮอร์โมนอยู่ในระดับต่ำแต่ก็ไม่มีอาการใดๆ

 

อาการของวัยทองในเพศชาย ไม่ได้แบ่งเป็นระยะเหมือนวัยทองหญิง  แต่มีข้อบ่งชี้ที่สำคัญดังต่อไปนี้

อาการเซ็กส์เสื่อม เป็นอาการที่พบได้บ่อย สัมพันธ์กับค่าฮอร์โมนเทสทอสสเตอโรน น้อยกว่า 325 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร มีสามประการคือ

1.อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวตอนเช้า (Poor Morning Erection)

2.ความต้องการทางเพศน้อย (Low Sexual Desire)

3.อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว (Erectile dysfunction)

กระดูกพรุน กระดูกหัก มีไขมันสะสมที่หน้าท้อง สะโพก ต้นขา มวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง โลหิตจาง

มีปัญหาทางอารมณ์ ที่พบมากคือ ร้อนวูบวาบ หงุดหงิด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ มีปัญหาความจำ และขาดสมาธิ เกิดโรคอ้วนลงพุง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด

การรับมือกับอาการวัยทองในเพศชาย

ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต อาการทางอารมณ์ในชายสูงวัยส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากวัยทอง แต่มักเกิดจากความเครียด ต้องหาวิธีลดความเครียด เช่น ออกกำลังกาย บำเพ็ญประโยชน์ หางานอดิเรกทำ พักผ่อนหย่อนใจ นวดตัว ทำสปา ร้องเพลง พูดคุยปรับทุกข์ แก้ไขปัญหาจัดกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

 

 

 

พบแพทย์ หากสงสัยว่าเป็นอาการของชายวัยทอง โดยเฉพาะมีอาการเซ็กส์เสื่อม ควรพบแพทย์เพื่อเจาะหาค่าฮอร์โมนเทสตอสเตอโรน ในเวลา 8-10 โมงเช้า อย่างน้อยสองครั้ง หากค่าต่ำกว่า 200 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร  และตรวจไม่พบโรคของลูกอัณฑะ หรือโรคต่อมใต้สมอง การรักษาด้วยฮอร์โมนเพศชาย อาจช่วยทำให้ อาการเซ็กส์เสื่อม อารมณ์หงุดหงิด ภาวะซึมเศร้า ดีขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น  แต่ที่สำคัญไม่ควรเพิ่มฮอร์โมนให้มีค่าสูงกว่า 4-500 นาโนกรัมต่อเดซิลิตร เพราะอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคของต่อมลูกหมาก โรคหลอดเลือดและหัวใจ  รักษาวัยทองตามอาการ แพทย์มักใช้ยารักษาตามอาการ หากใช้ฮอร์โมนเพศชายควรรักษาระยะสั้น เพราะหากรักษาระยะยาว อาจมีผลเสีย เสี่ยงต่อการเกิด โรคต่อมลูกหมาก โรคหัวใจและหลอดเลือดฯลฯ

 

 

ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต พืชตระกูลถั่ว เต้าหู้ งาดำ ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานพร้อมก้าง ผักใบเขียว เป็นต้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และน้ำอัดลม งดสูบบุหรี่

 

นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการทำสมาธิ พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อรักษาอารมณ์ให้เป็นปกติ และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากมีอาการผิดปกติควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการและรับการรักษาต่อไป หรือดูแลดังนี้

1.งดรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะ ๆ เต้นรำ รำมวยจีน เต้นแอโรบิค

2.ฝึกการควบคุมอารมณ์ให้มีความคิดในทางบวก และทำจิตใจให้แจ่มใสเบิกบาน

3.ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ปีละ 1 ครั้ง ตรวจเช็คความดันโลหิต ตรวจเลือดหาระดับไขมัน ตรวจเช็คออร์โมนในผู้ชาย และตรวจภายใน เช็คมะเร็งปากมดลูก ตรวจหามะเร็งเต้านมในผู้หญิง และตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก เป็นต้น

4.ลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ รวมไปถึงการเลิกบุหรี่และแอลกอฮอล์

Men’s Health by Apex

ให้คำปรึกษาโดยแพทย์เฉพาะทาง

  • ตรวจภาวะพร่องฮอร์โมน
  • รักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพชาย
  • ปรึกษาอาการแข็งตัวไม่เต็มที่
  • เทคโนโลยี Linear Shockwave Therapy
  • P-SHOT FOR MEN (PRP)

Mobile : 088 870 0045  062 709 6747

LIne ID : @apexmen

หรือคลิก LINE:http://line.me/ti/p/%40apexmen